บันทึกการเดินทางจากวงจรยา เมื่อคำว่า “อยู่ที่ใจ” ไม่ง่าย “ความเข้าใจ” จากครอบครัวคือจุดเปลี่ยนสำคัญพาเข้าสู่เส้นทางบำบัดและการใช้ “เมทาโดน”
“ไม่ไหวแล้ว พาไปบำบัดหน่อย”
ข้อความแชตที่ อาร์ม (นามสมมติ) หนุ่มชาวจังหวัดตากวัย 24 ปี ตัดสินใจส่งหาผู้เป็นพ่อ เพื่อขอความช่วยเหลือเป็นครั้งแรก หลังติดอยู่ในวังวนยาเสพติดมานานหลายปี แม้พยายามเลิกด้วยตัวเองนับสิบครั้งแต่ล้มเหลว ข้อความสั้นๆ นี้ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เขาก้าวออกมาจากวงจรเดิม ห่างจากสารเสพติด เขยิบเข้าใกล้ชิดครอบครัวมากขึ้น
หากย้อนไปช่วงชีวิตวัยเด็กของอาร์ม คงไม่ต่างกับชีวิตของเด็กต่างจังหวัดยากจนหลายๆ คน คือเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของญาติพี่น้องที่บ้านเกิด เพราะพ่อแม่ต้องเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่ ส่งเงินกลับไปดูแลครอบครัว ในปีๆ หนึ่งมีโอกาสเจอหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้ง
...
อนันต์ (นามสมมติ) ผู้เป็นพ่อเล่าว่า หลังจากอาร์มคลอดออกมาต้องฝากให้ยายเลี้ยง ส่วนตัวเองกับภรรยาไปหางานทำในกรุงเทพฯ เมื่อลูกชายเข้าวัยอนุบาล ลุงมารับช่วงต่อ พอโตอีกหน่อยก็ย้ายไปอยู่กับป้า เขายอมรับว่าการไม่ได้อยู่เลี้ยงดูลูกด้วยตัวเอง ต้องเปลี่ยนมือคนช่วยดูแลไปเรื่อยๆ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของอาร์มเริ่มห่างเหินกับครอบครัว
“คนรอบข้างเขาไม่ค่อยมี ป้าก็ไม่ค่อยอยู่บ้านเพราะต้องออกไปหาเก็บผักหาปลา เขาเลยเหมือนอยู่คนเดียวอย่างอิสระ กลางวันออกไปหาเพื่อน ตอนเย็นถึงได้กลับมาเจอหน้ากัน ช่วงนั้นไม่มีโทรศัพท์ด้วย จะโทรหาติดต่อก็ไม่ได้”
จนกระทั่งอาร์มอายุได้ประมาณ 13-14 ปี แม่ตั้งท้องน้องชาย ทำให้ทั้งพ่อและแม่ตัดสินใจกลับมาหากินที่บ้านเกิดเพื่อเลี้ยงลูกทั้ง 2 คน แต่แม้จะได้กลับมาใช้ชีวิตด้วยกันพร้อมหน้า แต่พ่อแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานออกไปรับจ้างนอกบ้าน และด้วยช่วงอายุที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น การพูดคุยกันระหว่างพ่อแม่ลูกไม่เพียงแต่น้อยครั้งแต่ยังเหมือนคุยกันคนละภาษา ความผูกพันที่เหินห่างอยู่เป็นทุนเดิมยิ่งยากที่จะต่อติด เป็นช่องว่างที่อาร์มใช้ “เพื่อน” เข้ามาเป็นส่วนเติมเต็ม
จากกลัวเป็น “แกะดำ” ถลำลึกสู่วังวนยา
สมัยเรียนเขาจับกลุ่มกับเพื่อนเป็น “แก๊งเด็กหลังห้อง” ด้วยความชอบแหกกฎ อยากรู้อยากลอง ทำให้อาร์มและเพื่อนเริ่มลองสูบ “กัญชา” ในวัย 15 ปี โดยที่ไม่มีใครห้ามปราม ไม่มีใครกล้าเป็นแกะดำ
“เพราะมันรู้สึกมันไม่เหมือนเพื่อน อยู่ในกลุ่มเพื่อนดูดกันหมด แต่ถ้าเราไม่ดูดก็เหมือนไม่ได้อยู่แก๊งเดียวกัน”
อาร์ม ยืนยันว่าในช่วงแรกที่เสพยังไม่รู้สึกติด ทำให้ชะล่าใจ แต่เมื่อเสพไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีกลับกลายเป็นขาดไม่ได้ จากกัญชาเปิดประตูไปสู่สารเสพติดอื่นๆ ในวัย 20 ปี อาร์มเริ่มเสพ “เฮโรอีน” ที่แม้จะมีราคาสูง ก็ยอมอด รวมเงินกับเพื่อนๆ ไปหาซื้อมาเสพ ยิ่งนานวันยิ่งเพิ่มปริมาณ เพราะโดสยาเท่าเดิมเริ่มออกฤทธิ์ไม่ถึงใจ มากสุดเคยเสพคือ 3 กรัมในวันเดียว ซึ่งเป็นปริมาณที่อันตรายถึงชีวิต
“ตอนเริ่มเสพก็คิดเหมือนทุกคน ว่าลองนิดเดียวคงไม่ติดหรอก แต่พอเสพไปแล้ว เราชอบความรู้สึกของมัน ยิ่งพอไปโดนเฮโรอีนยิ่งติด ถ้าไม่ได้สูบก็ใช้ชีวิตยาก ทำอะไรไม่ได้เลย รู้สึกเหมือนไม่สบาย มีน้ำมูก ปวดเนื้อปวดตัวตลอดเวลา”
แต่เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นไม่ถูกต้อง อาร์มจึงพยายามปิดบังเรื่องนี้กับพ่อแม่มาโดยตลอด พยายามรักษาหน้าที่ด้านการเรียนและทำงาน โดยเรียนรู้ทักษะด้านไฟฟ้าจากพ่อ เมื่อจบหลักสูตรนี้ในระดับ ปวช.คอยไปเป็นลูกมือช่วยทำงาน และไม่เคยเสพให้น้องชายเห็นด้วยความกลัวว่าน้องจะโตมาเหมือนตัวเอง แต่ด้วยสัญชาตญาณของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ทำให้ลึกๆ แล้วสังเกตเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัย แต่ไม่เคยนึกว่าลูกจะถลำลึกกว่าที่คิด
อนันต์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาตัวเองไม่ได้สมบูรณ์แบบ สมัยวัยรุ่นเคยลองใช้สารเสพติดมาก่อนเช่นกัน แต่ขณะเดียวกันยอมรับว่าสมัยนี้เข้าถึงได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก อีกทั้งมีสื่อคอยกระตุ้น ก่อนหน้านี้รับรู้ว่าลูกเคยใช้กัญชาและพยายามเปิดอกคุยแบบลูกผู้ชาย แต่ลูกยืนยันว่าไม่เคยใช้สารอย่างอื่น ซึ่งตนก็เชื่อใจ
...
จนกระทั่งอาร์มขยับจากแค่ผู้เสพมาเป็นผู้ขายรายย่อย และสุดท้ายโดนตำรวจจับในวัย 21 ปี สายโทรศัพท์จากโรงพักในวันนั้นกลายเป็นหลักฐานยืนยันสิ่งที่พ่อแม่กังวลมาตลอด
สร้อยทอง (นามสมมติ) แม่ของอาร์ม เล่าว่าด้วยความที่ลูกชายเป็นคนเงียบๆ ไม่เคยเถียงพ่อแม่ ไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวเหมือนภาพจำคนติดยาในสายตาหลายๆ คน ทำให้ไม่คิดว่าจะถลำลึกขนาดนี้ วินาทีที่รู้ว่าลูกชายถูกจับ เธอรู้สึกใจหายวาบแต่พยายามตั้งสติ รีบไปที่สถานีตำรวจพร้อมกับสามีเพื่อหาทางช่วยเหลือ แต่คดีนี้จบลงที่ลูกชายต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ
“สำหรับผมไม่ได้โกรธ ในความคิดมองว่าให้เป็นประสบการณ์ อย่างน้อยก็คิดอยู่อย่างว่าถึงจะไปอยู่อย่างนั้น เขาไม่ได้ไปตาย เดี๋ยวเขาก็กลับมา จะได้เรียนรู้ว่าที่ทำแบบนี้มันผิด”
หลังถูกคุมขังนาน 8 เดือน อาร์มก้าวขาออกจากเรือนจำด้วยความตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก แต่เมื่อได้กลับมาเห็นยามาเจอเพื่อนก็อดไม่ได้ที่จะกลับเข้าสู่วงจรอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อจับได้ใบแดงต้องไปเป็นทหาร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาร์มอยู่ห่างจากสายตาพ่อแม่ เล็ดรอดสายตาครูฝึก ระบบที่มีช่องโหว่ มีอาหารให้กินครบมื้อโดยไม่ต้องไปขวนขวาย ทำให้เขาเกียจคร้านและดำดิ่งในวงจรยาเสพติดยิ่งกว่าเดิม
...
“ตอนเป็นทหาร ผมใช้ยาเยอะที่สุด ตอนลากลับบ้าน มาใช้ที่บ้าน พอได้ไปค่ายเราก็ไปใช้ที่ค่ายอีก ไม่มีพ่อแม่ไม่มีใครมาเตือนเรา ได้อยู่ในโลกของตัวเอง พวกจ่าเขาไม่เตือนอยู่แล้วเพราะเราไม่ใช่ลูกไม่ใช่หลานเขา และเขาไม่รู้ด้วย เราไม่ได้ไปเสพให้เขาเห็น พอจะถึงวันตรวจสารจะมีลูกพี่มาคอยเตือนล่วงหน้า”
เมื่อครบกำหนดเกณฑ์ทหาร อาร์มกลับมาช่วยงานพ่อแม่ต่อ ซึ่งทั้งคู่คอยสอบถามลูกอยู่เสมอ ว่ายังยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ไหม ร่างกายไหวหรือเปล่า หรือถ้าอยากไปโรงพยาบาลให้เอ่ยปากบอก ซึ่งเขาเลือกปฏิเสธ โกหกว่าไม่ยุ่งแล้วและสามารถเลิกยาด้วยตัวเองได้
อนันต์และสร้อยทอง จึงเลือกที่รออยู่ข้างๆ คอยบอกอยู่เสมอว่าพวกเขาไม่โกรธที่ลูกใช้สารเสพติด ไม่บังคับให้ไปบำบัดโดยทันที แม้ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงอาร์มสตาร์ตรถมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านจะรู้สึกเป็นห่วงจนนอนไม่หลับ หรือการต้องทนเห็นสภาพลูกชายนอนทรมานเพราะยา ด้วยเชื่อว่าสักวันลูกจะฟื้นกลับมาได้ด้วยตัวเอง แต่หากทำไม่ได้ก็เปิดประตูความช่วยเหลือทิ้งเอาไว้ รอวันลูกเดินเข้ามา
ยากกว่าเลิกยา คือก้าวข้ามความกลัวและพื้นที่คุ้นเคย
“เวลาลงแดง แค่หลับตาก็เห็นสิ่งที่เราอยากสูบ บางทีเก็บเอาไปฝันเลยนะ ร้อนเหมือนคนป่วย ห่มผ้าก็ร้อนเอาผ้าออกก็หนาว ปวดตามข้อตามตัวไปหมด”
สำหรับอาร์ม การเลิกใช้ยา คือการต้องอดทนกับอาการเหล่านี้ให้ได้ แต่ความทรมานนั้นไม่ได้น่ากลัวไปกว่าการต้องตัดขาดจากสังคมที่เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งมาตลอด เป็นพื้นที่คุ้นเคยที่ไม่อาจเดินออกมาได้ง่ายๆ แม้จะเคยอยากทำเป็นสิบเป็นร้อยครั้งก็ตาม
“มันยากหลายอย่าง ถ้าออกจากวงจรก็ต้องเลิกคบกับเพื่อนที่ยุ่งเกี่ยวกับยา แต่เราอยู่กับเพื่อนกลุ่มนี้มาตลอด ถ้าจะเลิกต้องเลิกคบกับเพื่อน ออกจากสังคมที่เคยอยู่ไปหาเพื่อนใหม่ ทำงานก็ต้องอยู่คนเดียวแบบไม่มีเพื่อน ซึ่งที่ผ่านมาทุกอย่างอยู่กับเพื่อนหมด เรื่องที่เล่าให้พ่อแม่ฟังไม่ได้ แต่เล่าให้เพื่อนฟังได้”
...
ภารกิจเลิกใช้ยาที่สัญญาไว้กับพ่อแม่ นับวันยิ่งมองไม่เห็นปลายทาง เวลาที่เดินไปข้างหน้ายังหมายถึงฤทธิ์สารเสพติดที่ซ้ำเติมร่างกายของอาร์มให้ทรุดโทรมมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เคยน้ำหนัก 80 ลดลงจนเหลือแค่ 60 กว่าๆ ซูบผอมหนักจนมีปัญหาด้านการหายใจ บางวันที่ขาดยา ทรมานจนต้องนอนซมอยู่แต่ในห้อง ไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตได้เลย
ไม่ใช่แค่สุขภาพร่างกายแต่รวมถึงสุขภาพจิตใจ จากการต้องเผชิญสายตาหวาดระแวงจากคนนอก ความรู้สึกที่คิดว่าตัวเอง “แปลกแยก” เข้ากับสังคมไม่ได้ ไปไหนถูกมองเป็นคนเลว กลัวมาขโมยของ
ความรู้สึกพะวง อยากได้อะไร อยากกินอะไรก็ไม่สามารถซื้อได้ เพราะห่วงว่าจะไม่มีเงินไปซื้อยา คิดอย่างเดียวว่าพรุ่งนี้จะใช้ชีวิตอย่างไรถ้าไม่ได้เสพ ที่สำคัญคือการหันไปเห็นน้องชาย ที่เติบโตและเริ่มจะรู้ความมากขึ้นเรื่อยๆ ความกลัวว่าน้องจะเดินรอยตามกลับมากัดกินใจของอาร์มไม่หยุดหย่อน
“วันหนึ่งพ่อพูดขึ้นมาว่า ถึงเวลาพ่อที่ไม่อยู่แล้วจะทำยังไงอะไร น้องก็ยังเล็กอยู่ พ่อเป็นคนหาเงินเข้าบ้านคนเดียว คำของพ่อวันนั้นสะกิดใจ รู้สึกเหมือนเราเป็นตัวถ่วงของบ้าน ตัวเองเป็นพี่คนโตถ้าทำตัวแบบนี้ต่อไป เวลาน้องโตมาคงบอกคงสอนไม่ได้ กลัวจะกลายมาเป็นเหมือนเรา”
ขณะเดียวกัน เริ่มมีคนรอบตัวทั้งเพื่อนและรุ่นพี่เข้ารับการบำบัด พวกเขามาเล่าให้อาร์มฟัง ว่ากระบวนการไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เจ้าหน้าที่จะไม่ปล่อยทิ้งขว้างให้ทรมาน เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ความกลัวลดลงและคิดว่าไม่อาจทำภารกิจนี้ด้วยตัวคนเดียวต่อไปได้ อาร์มจึงเลือกเข้าสู่ประตูที่พ่อแม่เปิดรอไว้ตลอด
การบำบัดและเมทาโดน
“ที่ผ่านมาคอยเช็กลูกตลอดว่า “น้องไหวไหม?” “เลิกคนเดียวได้ไหม?” เขาบอกว่าจะลองดู เราก็รอ จนวันหนึ่งลูกแชตมาหาบอกว่า พ่อ น้องไม่ไหวแล้ว”
อนันต์ เล่าทั้งน้ำตาถึงวินาทีที่เปิดไปเห็นแชตของลูก ความรู้สึกดีใจที่ได้เห็นข้อความที่รอคอยมาตลอด ก่อนที่เขาจะรีบติดต่อ “กวี” คนสนิทที่เคยผ่านบำบัด เพื่อพาลูกชายไปโรงพยาบาลทันที
หลังจากส่งลูกถึงมือเจ้าหน้าที่ อนันต์และสร้อยทองเฝ้ารอนาน 14 วัน ด้วยความหวังว่าเมื่อลูกชายกลับมา จะกลายเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
“พอลูกกลับมาก็ดีขึ้นจริงๆ ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อแม่ได้ ไปช่วยพ่อทำงาน ร่าเริงขึ้น เริ่มคุยเล่นกับพ่อกับแม่ ออกมากินข้าวทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว จากปกติที่ไม่ออกมาหาไม่ค่อยคุยกับเรา เกิดอะไรไม่ค่อยบอก จากนี้อยากให้เขาแข็งแรง ร่าเริงมากกว่านี้อีก”
อาร์ม ผ่านการบำบัด และใช้ “เมทาโดน” ในทุกๆ เช้า ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ยาทดแทน” ระงับอาการอยากยาไม่ให้เข้ามาครอบงำชีวิต
เมื่อสติแจ่มชัดขึ้น การดำเนินชีวิตของอาร์มค่อยๆ กลับคืนมา ร่างกายที่เคยซูบผอมดีขึ้นตามลำดับ จากน้ำหนัก 60 ก็กลับมาแตะระดับ 70 กก.ในวันที่เว้นว่างจากการทำงาน อาร์มสร้างความสุขเล็กๆ ให้ตัวเองด้วยการไปตกปลา ใช้เงินที่เคยต้องเก็บไว้ซื้อเฮโรอีนมาซื้อเบ็ดคันแรกในชีวิต เช่นเดียวกับสายตาเพื่อนบ้านและคนรอบข้างที่เปลี่ยนไป คอยถามไถ่ความเป็นอยู่ จากเมื่อก่อนที่ไปไหนก็ถูกคนนินทา
“จากกลุ่มเพื่อนที่ใช้ยามาด้วยกัน 6-7 คน ไปเลิกมาแล้ว 3 คน ตอนนี้แทบไม่ได้ไปหาเพื่อนแล้ว อาจจะเจอกันบ้างเวลาออกไปตกปลา แต่ไม่กลับไปนั่งมั่วสุมด้วยแล้ว เพราะถ้าไปเห็นก็อยากเสพอีก แล้วก็พยายามชวนเพื่อนตลอด ว่าการบำบัดไม่ได้น่ากลัว มียารักษาให้ ไปอยู่โรงพยาบาลแค่ 14 วัน ถึงแค่เดือนเดียว”
อย่างไรก็ตามการบำบัดเพียง 14 วัน คงไม่ใช่ยาวิเศษที่ทำให้อาร์มหายขาดเป็นปลิดทิ้งเหมือนในละคร แม้จะเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ แต่เขายังคงต้องระวังตัว พยายามปล่อยมือจากสังคมเดิม และยังต้องจัดการกับความรู้สึกนึกคิดของตัวเองในแต่ละวันไม่ให้เดินถอยหลังอีก
แต่ในทุกก้าวเดินต่อจากนี้ เขารับรู้ว่าจะมีครอบครัวคอยอยู่ข้างๆ มีเมทาโดนระงับความอยากยา ยังได้ใช้ชีวิตและมีความสุขเล็กๆ ประจำวัน ที่ไม่ถูกยาพรากเอาไปทั้งหมดเหมือนแต่ก่อน
“ในจุดที่แย่ที่สุด มีพ่อแม่คอยอยู่ข้างๆ ไม่เคยหายไปเหมือนคนอื่น อย่างเพื่อนเวลาที่เราไม่มีอะไรให้ก็ไม่อยู่ด้วยแล้ว แฟนเวลาเราไม่มี เขาก็ไปหาคนอื่น แต่กับพ่อแม่ไม่ว่าเราจะไม่ดีขนาดไหน เขายังอยู่กับเรา เป็นพ่อแม่ลูกกันเหมือนเดิม”