เวียดนามกำลังคิดอะไร? อ่านยุทธศาสตร์ฮานอยผ่านการเดินทางเยือนอาเซียนของประธานาธิบดี "โต เลิม" เปิดที่ไทยจบที่ฟิลิปปินส์ พร้อมขยับบทบาทเป็นตัวหลักในภูมิภาค กำหนดทิศทางและระเบียบใหม่
การเยือนประเทศไทยของโต เลิม (To Lam) ประธานาธิบดีและเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม ได้รับการประเมินอย่างกว้างขวางว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ก่อนที่เขาจะเดินทางไปแสดงวิสัยทัศน์ในเวที แชงกรี-ลา (Shangri-La Dialogue) ที่สิงคโปร์ เพื่อบอกกับโลกว่า บัดนี้เวียดนามพร้อมแล้วที่จะมีส่วนในการกำหนดทิศทางของภูมิภาคนี้ ท่ามกลางพลวัตของภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเผชิญกับความวุ่นวายโกลาหลนานัปการอันเนื่องมาจากความขัดแย้ง การเผชิญหน้า ภัยพิบัติและสงคราม
...
โต เลิม ขึ้นกุมบังเหียนการนำของเวียดนามต่อจาก เหงียน ฝู จ่อง เมื่อปี 2024 ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ในเวลานี้จีนมีอิทธิพลทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนสหรัฐซึ่งกำลังหวาดกลัวว่าอำนาจและอิทธิพลของตนจะเสื่อมถอยก็ต้องการกลับมาแข่งขันกับจีนอย่างเต็มตัว
ในภูมิภาคอาเซียนเองประเทศสมาชิกอย่างพม่ายังตกอยู่ในสงครามกลางเมือง อย่างชนิดที่เรียกว่าถอนตัวไม่ขึ้น ประเทศที่เคยเป็นดาวเด่นเป็นต้นแบบให้กับภูมิภาคนี้อย่างไทย ก็กลับจมปลักอยู่กับปัญหาการเมืองภายใน ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา จนถึงขั้นปะทะกันด้วยกำลังทหารตามแนวชายแดนที่ยังหาทางออกไม่เจอ ในขณะที่กลุ่มอาเซียนที่ตั้งตัวเป็นองค์กรนำระดับภูมิภาคนั้นก็กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักเรื่องประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพ
การที่โต เลิม เลือกประเทศไทยเป็นที่หมายแรกในการเดินทางทัวร์ประเทศอาเซียน ซึ่งพาเขาไปจบทริปที่ฟิลิปปินส์ที่รั้งตำแหน่งประธานอาเซียนในปีนี้นั้น ได้สร้างความหมายให้กับประชาชนและผู้นำของไทยอย่างยิ่งว่า ประเทศที่เป็นดาวรุ่งแห่งเอเชียจะไม่ละทิ้งประเทศที่กำลังจะเป็นดาวร่วงแห่งอุษาคเนย์อย่างแน่นอน การฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด Growing Together หรือ เติบโตไปด้วยกัน บ่งบอกถึงความรู้สึกนี้ของไทยได้ดี
ความจริงไทยและเวียดนามได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านตั้งแต่ปีที่แล้ว ก่อนที่โต เลิม จะเดินทางถึงกรุงเทพฯ คณะรัฐมนตรีของไทยได้อนุมัติร่างแผนปฏิบัติการ 5 ปีเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศ (2026-2031) ซึ่งครอบคลุมสามเสาหลัก ได้แก่ หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน, หุ้นส่วนเพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และหุ้นส่วนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
ระหว่างที่เขาอยู่ในประเทศไทยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในความตกลงเพื่อร่วมมือกันในหลายด้านรวมถึงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและความร่วมมือทางด้านการศึกษาของสถาบันวิชาการ โดยมีการเน้นย้ำรูปธรรมของความร่วมมือสำคัญทั้งทางด้านการเมือง-ความมั่นคงและเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นแก่นสารสำคัญของความท้าทายที่ประเทศไทยและเวียดนามกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้
ในความร่วมมือด้านความมั่นคงและการเมืองนั้นทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือทางการทหารและการป้องกันประเทศ ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะออนไลน์สแกม รวมถึงป้องกันและปราบปรามประมงผิดกฎหมาย ห้ามบุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองและให้นำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนมาปฏิบัติอย่างจริงจัง
ด้านเศรษฐกิจ ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก พร้อมให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว ขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นายกรัฐมนตรีอนุทิน กล่าวว่า “เป้าหมายดังกล่าวไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม และยังมีความตั้งใจจะยกระดับมูลค่าการค้าให้มากขึ้นอีก”
...
มองจากมุมของเวียดนาม ประธานาธิบดี โต เลิม เห็นว่าการเยือนประเทศไทยมีความสำคัญเพราะไม่เพียงตรงกับช่วงเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปีของทั้ง 2 ประเทศซึ่งสะท้อนถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกันในฐานะสมาชิกอาเซียนด้วยกันเท่านั้น หากแต่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเวียดนามจะมีส่วนอย่างสำคัญในการธำรงความเป็นเอกภาพและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN Centrality)
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญของเวียดนามยุคใหม่ โต เลิม ไม่ลืมที่จะบอกกับผู้นำและประชาชนไทยว่า “ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการจัดการปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) รวมถึงชื่นชมไทยและกัมพูชาที่ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และเตรียมกลับมาเจรจากันอีกครั้ง”
โต เลิม ได้นำสิ่งนี้ไปขยายต่อให้เห็นภาพกว้างในการแสดงสุนทรพจน์ที่ Shangri-La Dialogue โดยมองว่าปัจจุบันนี้โลกกำลังเจอกับวิกฤตสำคัญสามประการ ได้แก่ วิกฤตระเบียบระหว่างประเทศ วิกฤตการพัฒนา และวิกฤตความไว้วางใจระหว่างรัฐ แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า เวียดนามมองความมั่นคงในความหมายที่กว้างกว่ามิติทางทหาร หากแต่ครอบคลุมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการรักษากฎกติกาที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังคงมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้
...
ในมุมมองของโต เลิม วิกฤตของระเบียบระหว่างประเทศ เกิดขึ้นเมื่อมีการบังคับใช้กฎกติกาที่เคยเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเลือกปฏิบัติหรือตีความตามผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ หลายประเทศยังคงอ้างอิงกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการพหุภาคี แต่ในทางปฏิบัติกลับเห็นการใช้อำนาจ ใช้กำลังทางทหารแบบไม่ชอบธรรม การกดดันทางเศรษฐกิจ การคว่ำบาตร หรือการสร้างปัญหาเพื่อบีบบังคับคู่แข่งมากขึ้น
ส่งผลให้รัฐขนาดเล็กและขนาดกลางต้องเผชิญแรงกดดันให้เลือกข้างท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ ขณะที่พื้นที่ทางทะเล เส้นทางการค้า ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานที่เคยเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกันก็กลับกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางยุทธศาสตร์มากขึ้นทุกที
วิกฤตประการที่สองคือ วิกฤตของการพัฒนา โต เลิมมองว่าโลกาภิวัตน์ การค้า การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเมื่อปลายศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 นี้ ก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการแข่งขันทางเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในมุมมองของเวียดนาม เมื่อโอกาสในการพัฒนาถูกจำกัดเศรษฐกิจก็อ่อนแอหรือเปราะบางซึ่งก็อาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางสังคม การเมือง และยุทธศาสตร์ได้ในที่สุด
ส่วนวิกฤตประการสุดท้ายคือวิกฤตความไว้วางใจระหว่างรัฐ ซึ่งโต เลิมมองว่าอาจเป็นวิกฤตที่อันตรายที่สุดประเทศต่าง ๆ มองการกระทำของกันและกันด้วยความหวาดระแวงมากขึ้น มาตรการที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่าเป็นการป้องกันตนเองอาจถูกอีกฝ่ายตีความว่าเป็นการยั่วยุ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์อาจลุกลามเป็นการเผชิญหน้า และเหตุการณ์เล็กน้อยอาจขยายตัวเป็นวิกฤตได้อย่างรวดเร็วหากขาดช่องทางสื่อสารและกลไกจัดการความขัดแย้ง สำหรับเวียดนามแล้วการสร้างความไว้วางใจไม่ได้หมายถึงการยุติการแข่งขันระหว่างรัฐ แต่หมายถึงการทำให้การแข่งขันดังกล่าวอยู่ภายใต้กติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับและคาดหมายได้
...
ภายใต้แนวการวิเคราะห์เช่นนี้ เวียดนามจึงให้ความสำคัญกับการทูตเชิงป้องกัน การเจรจา การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม และกลไกสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศต่าง ๆ มากกว่าการแบ่งขั้วทางการเมืองหรือการเผชิญหน้าทางทหาร สิ่งที่โต เลิมเสนอจึงไม่ใช่การเลือกข้างในการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ แต่เป็นความพยายามสร้างกลไกและสถาบันที่สามารถลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายจนกลายเป็นวิกฤต
ความจริงแล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำเวียดนามได้กล่าวสุนทรพจน์ในเวที Shangri La Dialogue เหงียน เติ่น สุง เคยทำมาก่อนในสมัยที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2013 ในครั้งนั้นสุงก็พูดเรื่องความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์เหมือนกัน แต่ถ้อยแถลงของโต เลิม ในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก และมันได้สะท้อนความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นของเวียดนามในฐานะตัวแสดง (actor) ระดับภูมิภาค ในอดีตนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของเวียดนามมุ่งเน้นการปกป้องอธิปไตยและรับมือกับความท้าทายที่อยู่ตรงหน้าเป็นหลัก แต่ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลในกรุงฮานอยจะต้องการมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาคด้วยตนเอง
อีกประเด็นหนึ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนคือการสนับสนุนบทบาทนำของอาเซียน อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่อง ASEAN Centrality ของโต เลิมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาเวทีการพูดคุยหรือปรึกษาหารือที่อาเซียนเป็นเจ้าภาพ หากแต่หมายถึงการทำให้อาเซียนมีศักยภาพมากขึ้นในการป้องกันความขัดแย้ง ลดความตึงเครียด และรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค ท่ามกลางความขัดแย้งและการแข่งขันระหว่างสมาชิกอาเซียนด้วยกันเองและมหาอำนาจที่กำลังทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม โต เลิม เห็นว่าความพยายามใด ๆ ในอันที่จะลดความขัดแย้ง และรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค (เช่นกรณีที่สหรัฐและจีนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชาและสงครามกลางเมืองในพม่า) ก็ควรจะมีความโปร่งใส อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ที่สำคัญจะต้องไม่ทำให้อาเซียนอ่อนแอลง
แต่ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นลอย ๆ โดยอัตโนมัติ ถึงแม้ว่าโต เลิม จะไม่ได้วิพากษ์อาเซียนอย่างถึงรากถึงโคน แต่ภาษาทางการทูตของเขาก็ดูแปลกออกไปจากผู้นำคนอื่น ๆ ตรงที่เขาพยายามจะสื่อสารว่า หากอาเซียนยังคง พูดมากกว่าทำ ออกแถลงการณ์มากกว่าออกแรงลงมือ สร้างฉันทามติแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตอะไรได้สักอย่าง สิ่งที่เรียกว่า ASEAN Centrality ก็อาจเสื่อมความหมายลงได้
ในท้ายที่สุดหากจะมองในเชิงสรุป การเยือนไทยและสุนทรพจน์ของโต เลิม แสดงให้เห็นว่า เวียดนามกำลังพยายามเสนอแนวทางรับมือกับภูมิภาคที่เผชิญทั้งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและความขัดแย้งภายในอาเซียนเอง ไม่ว่าจะเป็นสงครามกลางเมืองในพม่า ปัญหาทะเลจีนใต้ที่เวียดนามเองก็มีส่วนร่วม หรือความตึงเครียดระหว่างประเทศสมาชิกอย่างกรณีไทย-กัมพูชา
อย่างไรก็ตาม คุณค่าของข้อเสนอดังกล่าวอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศอื่นจะเห็นด้วยมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าข้อเสนอนั้นสามารถแปรเปลี่ยนเป็นกลไกและการปฏิบัติที่สอดคล้องกับความเป็นจริงได้หรือไม่ และเวียดนามพร้อมจะลงทุนทางการเมืองและการทูตเพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ดังกล่าวมากเพียงใด