กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรงบนโลกออนไลน์ทันที หลังภาครัฐเริ่มเปิดลงทะเบียนและปรับเกณฑ์การคัดกรองคุณสมบัติผู้รับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” รอบใหม่ โดยหนึ่งในเกณฑ์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ “การตัดสิทธิ์กลุ่มผู้สูงอายุที่มีบุตรหลานนำไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่”
เรื่องนี้สร้างความกังวลใจให้กับมนุษย์เงินเดือนและลูกหลานจำนวนมากว่า กำลังถูกระบบบีบให้เลือก และอาจกลายเป็นกรณี "โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง" หรือไม่?
เปิดสมมติฐานรัฐ มีคนดูแล รัฐไม่ต้องช่วย?
ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้ง iTAX และรองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ให้ข้อมูลกับทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า เจตนาของรัฐบาลในการดึงเกณฑ์ภาษีเข้ามาเกี่ยวโยงนั้น มองในแง่ "วินัยการคลัง" ถือเป็นการพยายามคัดกรอง เพื่อให้งบประมาณสวัสดิการไปถึงมือคนที่เดือดร้อนจริงๆ เพราะที่ผ่านมามีผลการศึกษาพบว่า มีคนที่ไม่มีสิทธิ์จริงๆ แอบแฝงเข้ามาเคลมสิทธิ์อยู่ไม่น้อย
รัฐบาลจึงตั้งสมมติฐานว่า หากพ่อแม่คนไหนมีลูกนำชื่อไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี แสดงว่าพ่อแม่คนนั้น “มีคนดูแลอยู่แล้ว” รัฐจึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปซัพพอร์ตอีก เพื่อนำงบประมาณไปเฉลี่ยช่วยคนอื่นที่ไม่มีใครดูแลจริงๆ
...
กางตัวเลข "ลดหย่อนภาษี" VS "สิทธิ์บัตรคนจน" อะไรคุ้มกว่า?
หากลองมาคำนวณตัวเลขกันเล่นๆ ในมุมของมนุษย์เงินเดือนระดับล่าง-กลาง สมมุติว่าลูกมีเงินเดือน 30,000 บาท (ทั้งปี 360,000 บาท) ฐานภาษีจะอยู่ที่ต่ำสุดคือ 5%
ฝั่งลดหย่อนภาษี การนำพ่อหรือแม่ 1 คนมาลดหย่อน (สิทธิ์ 30,000 บาท) จะช่วยให้ลูกประหยัดภาษีไปได้เพียง 1,500 บาทต่อปี (หรือตกเดือนละ 125 บาทเท่านั้น)
ฝั่งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พ่อแม่จะได้รับวงเงินช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และค่าเดินทาง ซึ่งรวมๆ แล้ว คิดเป็นมูลค่าหลักพันบาทต่อเดือน
ต่อให้ลูกจะรวยจนเสียภาษีฐานสูงสุด 30-35% เมื่อคำนวณออกมาแล้ว สิทธิ์ประโยชน์จาก "บัตรคนจน" ก็ยังคงมูลค่าสูงกว่าฝั่งลดหย่อนภาษีของลูกอยู่ดี ทำให้ชาวเน็ตหลายคนตัดพ้อว่า "ถ้ารู้อย่างนี้ จะไม่ยื่นลดหย่อนภาษี เพื่อเซฟสิทธิ์บัตรคนจนให้พ่อแม่ดีกว่า"
หลุมพรางที่รัฐมองข้าม: "เงินเดือน 30,000 ในเมืองหลวง ไม่ได้แปลว่ารวย"
ผู้เชี่ยวชาญแสดงทัศนะว่า เกณฑ์นี้อาจจะ "ตึงและปุบปับเกินไป" เนื่องจากไม่ได้มองลึกลงไปในรายละเอียดของโครงสร้างเศรษฐกิจจริง
- ค่าครองชีพที่แบกรับ เงินเดือน 30,000 บาท หากต้องใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ พร้อมกับส่งเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด ถือว่าเหนื่อยมาก การที่ลูกเซฟภาษีได้เดือนละร้อยกว่าบาท ไม่ได้แปลว่าเขามีศักยภาพมากพอที่จะตัดขาดความช่วยเหลือจากรัฐให้พ่อแม่ได้
- ปัญหาครอบครัวไม่รู้ตัว ในทางปฏิบัติ ลูกมักจะกรอกชื่อพ่อแม่เพื่อลดหย่อนภาษีโดยที่พ่อแม่ไม่ทราบเรื่อง (เนื่องจากระบบไม่ได้บังคับให้ใช้ใบยินยอม ร.ย.03 ในการยื่นออนไลน์) เมื่อถึงเวลาพ่อแม่ไปลงทะเบียนบัตรคนจนแล้วโดนตัดสิทธิ์ อาจกลายเป็นชนวนเหตุสร้างความร้าวฉานและมองหน้ากันไม่ติดในครอบครัว
เสียง "บ่น" ของประชาชน คือทางออกของการปรับเกณฑ์
แม้ว่าเจตนาเดิมของรัฐจะทำเพื่ออุดรอยรั่วทางการคลัง แต่การประกาศเกณฑ์แบบปุบปับอาจสร้างความเดือดร้อนมากกว่าผลดี สิ่งที่ประชาชนต้องการในตอนนี้ไม่ใช่แค่เกณฑ์ที่ชัดเจน แต่ต้องการ "คำอธิบายและเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นกว่านี้" เช่น การกำหนดเพดานรายได้ของลูกร่วมด้วย ไม่ใช่ตัดสิทธิ์แบบเหมาเข่งเพียงเพราะมีการยื่นลดหย่อนภาษี
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า "ประชาชนควรบ่นและส่งเสียงสะท้อนออกมาให้มากที่สุด" เพราะปัจจุบันภาครัฐมีระบบ Social Listening ในการรับฟังเสียงสะท้อน หากเหตุผลของประชาชนมีน้ำหนักและสะท้อนความเดือดร้อนจริง เชื่อว่าหลังปิดลงทะเบียนรอบนี้ รัฐบาลอาจจะต้องนำข้อมูลไปทบทวนและตั้งไครทีเรีย (Criteria) ใหม่ที่ละเอียดและเป็นธรรมกับ "ลูกกตัญญู" มากขึ้นกว่าเดิม