ศึกเลือกตั้งผู้ว่า กทม. บทพิสูจน์คนเมือง เลือกคนหรือนโยบาย “นักวิเคราะห์การเมือง” มอง 2 โจทย์ใหญ่ กระแสแข่งขันไม่ดุเดือด ชี้คนกรุงชอบคนแนว “ปฏิบัตินิยม”
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2569 มีผู้สมัครตัวเต็งหลายคน ทั้งจากพรรคการเมืองและลงเลือกตั้งแบบอิสระ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐ ได้พูดคุยถึงสถานการณ์ดังกล่าวกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในรอบนี้ไม่มีกระแสและเงียบกว่าครั้งก่อนมาก จึงเกิดความกังวลถึงจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งว่าจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุใหญ่มาจาก 2 ส่วน ดังนี้
หนึ่ง คือกระแสของ อาจารย์ชัชชาติ สถานการณ์ในปัจจุบันกลายเป็นว่าผู้สมัครทุกคนอยากผูกมิตรกับอาจารย์ชัชชาติหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัคร ส.ก. หรือตำแหน่งอื่นๆ จึงทำให้การแข่งขันครั้งนี้ไม่มีคู่แข่งที่สูสีกันมากพอ ไม่มีความเข้มข้นดุเดือด สุดท้ายความสนใจของผู้คนจึงน้อยลง
...
หากย้อนไปดูในยุคที่การแข่งขันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ดุเดือด เช่น สมัยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร กับ พลตำรวจเอกพงศพัศ พงษ์เจริญ ทั้งคู่ได้คะแนนเกิน 1 ล้านคะแนนทั้งคู่ โดยหม่อมสุขุมพันธุ์ ปาดชนะในโค้งสุดท้ายจากการโยงวาทกรรมการเมืองระดับชาติมา แต่จำนวนตัวเลขที่เราเห็นในครั้งนั้น คือผู้ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงแค่ 63.98% จากคนที่มีสิทธิทั้งหมด ตัดมาที่ปัจจุบันกับการแข่งขันที่ไม่ดุเดือดแล้ว ผู้ใช้สิทธิอาจจะมีเพียง 50 - 55%
สอง ประชาชนจำนวนมากมองว่าแม้กรุงเทพมหานคร จะมีงบประมาณมหาศาลและผู้ว่าฯ จะชนะมาด้วยคะแนนถล่มทลาย แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเมืองได้ เนื่องจากปัญหาที่โครงสร้างการกระจายอำนาจที่ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้คนรู้สึกหมดหวังและหมดความสนใจ จนทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งครั้งนี้ดูเงียบเหงา
การแข่งขันของผู้สมัครในนามพรรค VS อิสระ
รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า คนกรุงเทพระยะหลังมานี้ให้การตอบรับกับผู้สมัครแบบอิสระมากกว่าในนามพรรค จะเห็นได้จากการที่ผู้ว่าในระยะหลังมานี้เป็นอิสระเกือบทั้งหมด เช่น อาจารย์ชัชชาติ ในสมัยที่แล้ว และหากย้อนกลับไปในยุคแรกๆ คือ ดร.พิจิตต รัตตกุล
ในอดีต ดร.พิจิตต รัตตกุล เคยลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ ผลสุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งในสมัยต่อมาจึงลงสมัครในนามอิสระ ซึ่งเป็นที่มาของกลุ่มมดงาน ก็ปรากฏว่าดร.พิจิตต รัตตกุล ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ ส่วนนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพต้องการผู้สมัครทั้งผู้ว่าและ ส.ก.ที่เป็นอิสระ
พรรคแพลตฟอร์มVSพรรคปฏิบัตินิยม
หากถามว่าคนกรุงเทพชอบแบบไหนระหว่างพรรคแพลตฟอร์มกับพรรคปฏิบัตินิยม พรรคแพลตฟอร์มอย่างเช่น พรรคประชาชน ที่ชนะ สส. ไป 33 ที่นั่ง เนื่องจากการนำเสนอประเด็นอย่างเช่น เรื่องของรัฐธรรมนูญ เรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องนิรโทษกรรมอะไรต่างๆ โดยผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย
แต่พอมาสู่การเมืองระดับท้องถิ่น คนกรุงเทพอาจจะต้องการพรรคปฏิบัตินิยม เพราะว่าในท้องถิ่นจะเป็นลักษณะของการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ปัญหาในพื้นที่ ซึ่งต้องอาศัยคนที่คลุกคลีในพื้นที่นั้น ไม่จำเป็นต้องไปโยงอะไรกับการเมืองระดับชาติ พวกเขาแค่ต้องการคนมาปฏิบัติ เพื่อแก้ปัญหาให้กับพวกเขามากกว่า เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่าทำไม คนกรุงเทพจึงให้การตอบรับกับผู้สมัครที่เป็นอิสระมากกว่า
...
คู่แข่งของชัชชาติคือใคร?
รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า น่าจะเป็น ดร.โจ ชัยวัฒน์ จากพรรคประชาชน โดยอาจอาศัยฐานเสียงเดิมที่เคยเลือก วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เมื่อครั้งที่แล้ว และฐานสนับสนุนในส่วนของ สส. แต่นั่นก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะทำให้ดร.โจ ชนะ ชัชชาติ ได้
“ณ วันนี้ผมว่ายังไงอาจารย์ชัชชาติก็มีโอกาสมากที่สุดในบรรดาผู้สมัครทุกคน อาจารย์ชัชชาติเองก็คงจะได้เป็นผู้ว่า เพียงแต่ว่าสิ่งสำคัญคือจะถึงหนึ่งล้านคะแนนไหม อันนี้คือสิ่งต้องจับตา ซึ่งผมเกรงว่าจะไม่ถึง นี่คือสิ่งที่อาจารย์ชัชชาติต้องสู้กับตัวเอง”
...
จากผลสำรวจของบางสถาบันที่ทำการสำรวจว่าคนที่เลือกสส.จะไปเลือกใครในการเลือกตั้งครั้งนี้ปรากฏว่ามีผลสำรวจของบางสถาบันที่ออกมาบอกว่า
“คนที่เลือกพรรคเพื่อไทยก็จะไปเลือกอาจารย์ชัชชาติ คนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยก็จะไปเลือกอาจารย์ชัชชาติ คนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ก็จะไปเลือกอาจารย์ชัชชาติ คนที่เลือกพรรคประชาชนส่วนหนึ่งก็จะไปเลือกอาจารย์ชัชชาติ อีกส่วนหนึ่งเท่านั้นที่จะเลือก ดร.โจ ชัยวัฒน์”
“ดังนั้นชั่วโมงนี้คือถนนทุกสายมันไปที่อาจารย์ชัชชาติหมด การเลือกผู้ว่าเมื่อปี 65 จะไหลไปที่ใคร คนที่เคยเลือกอาจารย์ชัชชาติ ก็เลือกอาจารย์ชัชชาติเหมือนเดิม คนเลือกสกลธีก็มาเลือกอาจารย์ชัชชาติ คนเลือกดร.เอ้ สุชัชวีร์ ก็จะมาเลือกอาจารย์ชัชชาติ มีเพียงแค่คนที่เลือกวิโรจน์เท่านั้นที่จะไปเลือกดร.โจ เห็นไหมว่าสุดท้ายเนี่ย หลังการเลือกสส.เมื่อปี 69 หรือการเลือกผู้ว่าเมื่อปี 65 เนี่ย ถนนทุกสายมันมุ่งสู่อาจารย์ชัชชาติหมด เพราะฉะนั้นเนี่ยผมว่าจะสู้ได้ยาก”