"โรงงานทุนจีน" รุกก่อสร้างล้อมชุมชน ชาวบ้านสุดทุกข์ คิดว่าจะมาพัฒนากลับมาสร้างมลพิษ ปล่อยกลิ่นเหม็น-ระเบิดหินทำวัดร้าว ตั้งคำถามหน่วยงานตรวจสอบเข้มงวดจริงหรือไม่
ในพื้นที่ตำบลมะขามคู่ อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง กำลังถูกจับตา หลังกลุ่มทุนจีนจำนวนหนึ่งทยอยเข้ามาก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กลางพื้นที่ชุมชนพร้อมกันหลายแห่ง
แม้ชาวบ้านจะพยายามคัดค้านและร้องเรียนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งเรื่องกลิ่นสารเคมี ฝุ่น เสียงดัง รวมถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่เข้าออกตลอดทั้งวัน บางโรงงานเคยถูกภาครัฐสั่งระงับหลังชาวบ้านรวมตัวร้องเรียน แต่สุดท้ายกลับสามารถเดินหน้าก่อสร้างต่อได้อีกครั้ง
จนเกิดคำถามว่าการเข้ามาของกลุ่มทุนเหล่านี้กำลังสร้างเศรษฐกิจให้ชุมชน หรือกำลังมาเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนกันแน่ ทีมข่าว SEE TRUE ลงพื้นที่พิสูจน์ ตรวจสอบว่า อะไรอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
จากการลงพื้นที่สอบถามชาวบ้านในพื้นที่ พบว่าการคืบคลานเข้ามาของกลุ่มทุนจีนเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ภายหลังจากการประกาศให้พื้นที่แถบนี้เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยชาวบ้านเผยว่า ในตอนนั้นเข้าใจว่าความเจริญกำลังจะเข้ามาสู่ชุมชน
...
เดิมทีฝั่งตรงข้ามถูกจัดให้เป็นโซนอุตสาหกรรมอยู่แล้ว แต่ในปัจจุบัน โรงงานเหล่านี้กลับรุกล้ำเข้ามาตั้งอยู่ใจกลางชุมชน ซึ่งแต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นผังเมืองสีเขียว (ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม) แต่กลับถูกแอบเปลี่ยนเป็นผังเมืองสีม่วงอ่อน (ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมเฉพาะกิจ) โดยที่ประชาชนในพื้นที่ไม่มีใครทราบเรื่องมาก่อน เนื่องจากไม่มีการประกาศแจ้งให้ชาวบ้านรับรู้ มีเพียงหน่วยงานราชการเท่านั้นที่รู้กันภายใน
การเข้ามาสร้างโรงงานอุตสาหกรรมของกลุ่มทุนจีนกลางพื้นที่ชุมชน ที่หลายคนเคยคาดหวังว่าจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ แต่สิ่งที่ชาวบ้านกำลังเผชิญกลับไม่ใช่ภาพของการพัฒนา แต่มันคือความเดือดร้อนที่กำลังส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน
แอบสร้าง แอบทำ ไร้ควบคุมมลพิษ
“พี่ตั้ว” หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เล่าถึงความเดือดร้อนให้ฟังว่า โรงงานทุนจีนเหล่านี้มักจะแอบดำเนินการก่อสร้างในช่วงดึก ส่งเสียงดังรบกวน และปล่อยกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลิ่นของ “เรซิ่น” ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในชุมชนอย่างหนักโดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนแรก ชาวบ้านมีอาการไอ เจ็บคอ และแสบคอไปตามๆ กัน แม้กระทั่งตัวเองเมื่อเข้าไปในเขตโรงงานก็ถึงกับล้มป่วยไปถึง 7 วันเนื่องจากกลิ่นที่รุนแรงมาก
เมื่อสอบถามถึงขั้นตอนก่อนการตั้งโรงงาน พี่ตั้วเล่าว่าในตอนแรกมีตัวแทนเดินมาบอกชาวบ้าน พร้อมพานักลงทุนชาวจีนมาแจกกระเช้า โดยบอกว่าจะสร้างโรงงานทำปลอกหมอน ไม่มีกลิ่นแน่นอน แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นการผลิตเรซิ่น
ชาวบ้านจึงเริ่มร้องเรียนไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แอบเก็บภาพและสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งโรงงานดังกล่าวซึ่งเริ่มตั้งขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ได้ถูกสั่งปิดและระงับการทำเรซิ่นไปเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยืนยันว่าโรงงานยังคงแอบลักลอบดำเนินการอยู่ตลอด เนื่องจากมีบ้านของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบอยู่ห่างจากโรงงานแค่ 4 เมตร จึงได้กลิ่นชัดเจนโดยไม่ต้องใช้กล้องวงจรปิดจับผิด
“ความไม่มีมาตรฐาน คุณก่อชิ้นงานมาจากเรซิ่น รู้ว่าเหม็น อันตราย คุณแค่เอาสังกะสี เอาโครงเหล็กมากั้น มันกันอะไรได้ ผมพูดเลยว่าเป็นโรงงานที่ไม่มีมาตรฐานในการควบคุมอะไรเลย”
พิรุธแรงงานต่างด้าวและการก่อสร้างผิดแบบ
เมื่อทีมข่าวลงพื้นที่ พบว่าสองฝั่งคือบ้านของชาวบ้าน ถัดไปอีกแค่รั้วกั้นคือโรงงานที่กำลังขึ้นอยู่ แต่ตอนนี้มีการฟ้องร้อง สถานะคือให้หยุดสร้างไว้ก่อน แต่บางวันก็ยังมีการแอบสร้างกันอยู่
...
สิ่งที่ที่นี่กังวลคือ ชาวบ้านให้เบาะแสว่า เมื่อไรที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มา จะมีคนต่างด้าวแตกตื่นวิ่งหนีออกมาแอบซ่อนตามบ้านที่ชาวบ้านอยู่ เลยเกิดความสงสัยว่า ถ้าถูกต้องทำไม ตม. มาตรวจแล้วต้องหนี
หลังจากได้รับข้อมูลจากชาวบ้าน ทีมงานได้เฝ้าสังเกตการณ์บริเวณด้านข้างของโรงงาน เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวภายในพื้นที่ ระหว่างนั้นพบว่ายังมีรถขับเข้าออกอยู่เป็นระยะ รวมถึงพบชายชาวจีน ซึ่งคาดว่าอาจเป็นเจ้าของโรงงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง เดินทางเข้ามาตรวจดูความคืบหน้าภายในโรงงานแห่งนี้ ทีมงานจึงตัดสินใจเดินทางไปสำรวจต่อบริเวณหน้าโรงงาน ก่อนจะมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ดูแลของโรงงานแห่งนี้
ผู้ดูแลโรงงาน ซึ่งเป็นคนไทยที่พูดภาษาจีนได้ ชี้แจงถึงสาเหตุที่โรงงานถูกสั่งระงับการก่อสร้างว่าเกิดจากการก่อสร้างไม่ตรงตามแบบที่ยื่นไว้ จึงต้องหยุดเพื่อแก้ไขหน้างานให้ถูกต้อง และหากแก้ไขเสร็จสิ้นแล้วจึงจะดำเนินการสร้างต่อ
ส่วนในอนาคตโรงงานนี้จะผลิตหรือทำอะไรนั้น ตนยังไม่ทราบรายละเอียดในเชิงลึก ซึ่งนั่นหมายความว่า หากโรงงานสร้างเสร็จและไปขออนุญาตกับอุตสาหกรรมเพื่อประกอบกิจการอีกครั้ง หากสร้างส่งผลกระทบต่อชุมชน ชาวบ้านก็อาจจะต้องออกมาร้องเรียนกันเองอีกครั้งในอนาคต แต่ก็ยินดีแก้ไขให้
...
“ผมยินดีแก้ให้ทุกช่องทาง ผมก็อยากขอโอกาสพวกผม คุยกันก่อน คนเรามันผิดพลาดกันได้”
แรงระเบิดหินสะเทือนวัด ชุมชนตั้งคำถาม “ทุนจีนทำอะไรไม่ผิด?”
กลุ่มชาวบ้านได้นำทีมงานสำรวจรอบๆ ชุมชน และพบว่ามีโรงงานทุนจีนกำลังเริ่มก่อสร้างอีกหลายแห่ง โดยในระยะไม่ถึง 5 กิโลเมตร พบโรงงานในลักษณะนี้ถึง 3-4 โรงงาน ซึ่งในการก่อสร้างมีการระเบิดหินจนส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ ทำให้สิ่งก่อสร้างของชุมชนอย่าง “เมรุวัด” ร้าว
“พื้นที่ว่างมันไม่พอ เค้าก็เลยต้องระเบิดหินซึ่งมันติดกับวัด ที่ระเบิดเพราะต้องการพื้นที่ด้านข้างไปเป็นของเค้า ถามว่าจะเป็นคนไทยทำได้ไหม ตาย ติดคุกหัวโต คนจีนทำอะไรก็ได้ ผมว่ามันเกินไปนะ”
ทางด้าน “เด็กวัด” ในพื้นที่ได้บอกเล่าถึงความเดือดร้อนว่า เสียงจากรถแบคโฮและเครื่องจักรดังรบกวนตลอดทั้งวันจนพระสงฆ์ไม่มีสมาธิปฏิบัติศาสนกิจ ส่วนการระเบิดหินที่เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง แรงสั่นสะเทือนรุนแรงมากจนถึงขั้นทำให้หมูที่เลี้ยงไว้ช็อกตาย
นอกจากนี้จากการสำรวจ “เมรุเผาศพ” ของวัด พบรอยร้าวรุนแรงลามไปถึงปล่องเมรุ ซึ่งเป็นรอยร้าวใหม่ที่เกิดจากแรงระเบิดอย่างเห็นได้ชัด แม้ทางโรงงานจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการเสนอเงินซ่อมแซมเมรุและสร้างศาลาให้ แต่ชาวบ้านมองว่าทางโรงงานควรมีความละเอียดรอบคอบและคำนึงถึงความปลอดภัยมากกว่านี้ มองว่าวิธีการระเบิดหินที่ถูกต้องควรมีการเจาะรูจุดศูนย์กลางเพื่อให้เสียงและแรงกระแทกเบาลง ไม่ใช่การเจาะระเบิดตูมเดียวจนสร้างความเสียหายเช่นนี้
...
ผลกระทบที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามจากโรงงานทุนจีนทั้งในเรื่องทรัพยากร สิ่งแวดล้อมรวมไปถึงการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน คำถามคือ โรงงานเหล่านี้เริ่มก่อสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
“พยูนดำ” นักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมผู้เกาะติดปัญหานี้ เปิดเผยข้อมูลว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านคืออยู่ๆ โรงงานก็เข้ามาขุดและถมดิน โดยที่ชาวบ้านไม่เคยรู้เลยว่าโรงงานจะสร้างอะไร จะก่อมลพิษหรือไม่ หรือขออนุญาตถูกต้องไหม
สุดท้ายเมื่อตรวจสอบก็พบว่า “ไม่ได้ขออนุญาตกันเลย” พอชาวบ้านร้องเรียน หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจ พอเจอว่าไม่มีใบอนุญาตก็สั่งระงับ แต่อีกไม่นานก็กลับมาสร้างใหม่ วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้ เฉพาะโรงงานนี้โรงงานเดียวถูกสั่งระงับมาแล้วถึง 5 ครั้ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่รู้ กลายเป็นชาวบ้านเองที่ต้องเป็นหูเป็นตาดูแลกันเอง พอไปร้องถึงมีหน่วยงานมา เป็นแบบนี้ตลอด
“วนอยู่แบบนี้ตลอด บ้านเมืองเราควรจะพัฒนาไปไกลกว่านี้ แต่พัฒนาแบบนี้ชาวบ้านได้ประโยชน์อะไร แรงงานไทยก็ไม่จ้าง แถมยังมีการลักลอบปล่อยน้ำเสีย ทิ้งขยะพิษต่างๆ อีก"
โรงงานทุนจีนจำนวนมาก กำลังทยอยเกิดขึ้นกลางชุมชนไทย ภายใต้คำว่า “การลงทุน” ที่บอกว่าจะช่วยสร้างเศรษฐกิจ สร้างงาน และพัฒนาประเทศ แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นภาพของนายทุนต่างชาติที่เดินหน้าสร้างขยายธุรกิจจนร่ำรวย บนผืนแผ่นดินไทย ส่วนคนในพื้นที่กลับต้องเป็นฝ่ายรับผลกระทบความเดือดร้อนต่างๆ
คำถามจึงเริ่มต้นขึ้นกับหน่วยงานรัฐเรื่องของการตรวจสอบว่าเข้มงวดจริงหรือไม่ หรือมีใครบางคนกำลังปล่อยให้โรงงานเหล่านี้เดินหน้าต่อเพราะผลประโยชน์บางอย่าง จนทำให้ประเทศไทยทุกวันนี้อาจกำลังกลายเป็นเพียงฐานธุรกิจของ “ทุนศูนย์เหรียญ” ที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ แต่คนไทยกลับไม่ได้อะไรเลย
ติดตาม #ข่าวแสบเฉพาะกิจ รายการวาไรตี้ข่าวสุดแสบ จะพิสูจน์ ตรวจสอบ พร้อมลงทุกพื้นที่ ขยี้ทุกความจริง ทุกวันเสาร์ 6 โมงเย็น ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32