เตรียมรับมืออุณหภูมิโลกพุ่งสูง “องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก” คาด ทุบสถิติภายใน 2026-2030 ส่อแววเกิด “เอลนีโญ” ปลายปีนี้ ดัน 2027 ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์

หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญอุณหภูมิที่เพิ่มสูงทำลายสถิติต่อเนื่อง ที่ยุโรปกำลังเจอคลื่นความร้อนรุนแรง เกิดปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” (Heat Dome) ซึ่งเป็นสภาวะที่มวลความกดอากาศสูงติดค้างอยู่เหนือทวีปยุโรป และกักความร้อนเอาไว้ข้างใต้

ที่สหราชอาณาจักร อุณหภูมิทะลุ 35 องศาเซลเซียสเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา สูงกว่าสถิติเดิมของอุณหภูมิเดือนพฤษภาคมกว่า 2 องศา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งราชอาณาจักร (MET) ระบุว่า ความร้อนระดับนี้ถือเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างมากแม้แต่ในช่วงกลางฤดูร้อน และตอนนี้ยังอยู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น

ฝรั่งเศส ก็กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนช่วงต้นฤดูกาลในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นกัน ตามรายงานจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติฝรั่งเศส (Météo-France) สถิติความร้อนถูกทำลายไปแล้วหลายร้อยสถิติทั่วประเทศ

...

ที่โปรตุเกส ในเมืองโมรา (Mora) ทางตอนกลางของประเทศ อุณหภูมิทะลุ 40 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำลายสถิติเดิมของเดือนพฤษภาคม 2544

ด้าน ไอร์แลนด์ สถิติอุณหภูมิเดือนพฤษภาคมถูกทำลายลง โดยพบว่าอุณหภูมิสูงกว่าเดิม 2 องศาเซลเซียส ในขณะที่เยอรมนี อิตาลี สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ ต่างก็เผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างผิดปกติสำหรับฤดูใบไม้ผลิเช่นกัน 

ไม่เพียงแต่ยุโรป ประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย หลายรัฐกำลังเผชิญอากาศร้อนจัด กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย รายงานว่า หลายพื้นที่ในรัฐอุตตรประเทศ และรัฐฌารขันฑ์ มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย 3-5 องศาเซลเซียส ขณะที่พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือและภาคกลางของประเทศ อุณหภูมิทะลุ 43-47 องศาเซลเซียส

รายงานใหม่เผย โลกจะร้อนขึ้นอีก

วันที่ 28 พ.ค.2569 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยรายงานฉบับใหม่ ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (MET) ที่ได้รวบรวมและวิเคราะห์ผลการคาดการณ์จากสถาบันต่างๆ 13 แห่ง ซึ่งรวมถึงสถาบันระดับโลก 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์บาร์เซโลนา, ศูนย์การจำลองและการวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศแห่งแคนาดา, กรมอุตุนิยมวิทยาเยอรมัน และ MET 

ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะแตะในระดับสูงสุดหรือใกล้เคียงกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อไปใน 5 ปีข้างหน้า และความผิดปกติของอุณหภูมิในแถบอาร์กติกจะยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

รายงานคาดการณ์ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงปี 2026–2030 จะอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี ค.ศ.1850-1900) ที่ระหว่าง 1.3-1.9 องศาเซลเซียส โดยมีความเป็นไปได้สูงถึง 75% ที่ค่าเฉลี่ย 5 ปี ในช่วงปี 2026-2030 จะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เหนือค่าเฉลี่ยปี ค.ศ.1850-1900 อย่างไรก็ดียังมีโอกาสน้อยกว่า 1% ที่อุณหภูมิจะเพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส 


ขณะเดียวกัน มีความเป็นไปได้สูงกว่า 86% ที่จะมีปีใดปีหนึ่งระหว่างปี 2026-2030 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ มีอุณหภูมิแซงหน้าปี 2024 เจ้าของสถิติเดิมซึ่งอยู่ที่ 1.55 องศาก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 

ดร. ลีออน เฮอร์แมนสัน หัวหน้าทีมผู้จัดทำรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2026 ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่จะทำให้ปี 2027 ร้อนจัดทำลายสถิติได้ 

นอกจากนี้การคาดการณ์อุณหภูมิเฉลี่ย 5 ปีในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรตอนกลาง (พื้นที่ Niño 3.4) แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะเกิด “เอลนีโญ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2027 และ 2028

...

อาร์กติกน่าเป็นห่วง

ในรายงานฉบับเดียวกันยังระบุด้วยว่า อุณหภูมิในแถบอาร์กติกในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ (พฤศจิกายน-มีนาคม) ใน 5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของปี 1991-2020 ถึง 2.8°C ซึ่งเป็นความผิดปกติที่รุนแรงมากกว่าความผิดปกติของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกในช่วงเวลาเดียวกัน ถึง 3.5 เท่า 

สำหรับน้ำแข็งทะเลอาร์กติกในเดือนมีนาคม ของปี 2026-2035 คาดการณ์ว่า จะมีความหนาแน่นของน้ำแข็งทะเลลดลงอีกในบริเวณทะเลแบเรนตส์, ทะเลเบอริง และทะเลโอค็อตสค์ 

ในส่วนของการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน พบว่า จะมีสภาพอากาศที่ชุ่มชื้นกว่าปกติ ในพื้นที่บริเวณละติจูดสูงของซีกโลกเหนือ ในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน-มีนาคม) ของ 5 ปีต่อจากนี้ 

ขณะที่ปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้นในเขตร้อนและเขตละติจูดสูง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 1991-2020 แต่จะลดน้อยลงในเขตกึ่งเขตร้อน โดยเฉพาะในซีกโลกใต้ ซึ่งเป็นไปในแนวเดียวกับการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะร้อนขึ้นด้วย 

สำหรับปริมาณน้ำฝนในช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน ปี 2026-2030 คาดการณ์ว่า จะมีฝนตกชุกผิดปกติในภูมิภาคซาเฮล (ขอบทะเลทรายในทวีปแอฟริกา) ยุโรปเหนือ, อะแลสกา และไซบีเรีย แต่เกิดสภาวะแห้งแล้งผิดปกติในพื้นที่ลุ่มน้ำแอมะซอน 

...

ที่มา : wmo, bbc