รถยนต์ไฟฟ้า ไทยโตผิดจุด เปิดสาเหตุรถในระบบขนส่ง ยังไม่ตอบโจทย์พลังสะอาด รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าราคาแพง แถมน้ำหนักเกิน ไม่คุ้มค่าขนส่ง หวังปลดล็อกลดมลพิษ

ภาพรวมของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) บนท้องถนนเมืองไทยในปัจจุบันเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่เบื้องหลังตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนั้น กลับสะท้อนความจริงว่า เรากำลังเติบโตผิดจุดอยู่หรือไม่? ในเมื่อรถยนต์ส่วนบุคคลไม่ใช่ต้นตอหลักที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่กลับเป็นกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก รถยนต์สาธารณะ ที่เป็นสาเหตุหลักในการสร้างมลพิษและยังเปลี่ยนผ่านไม่ได้ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกความย้อนแย้งของระบบนิเวศ EV ไทย และคำถามสำคัญที่ว่า เรากำลังเดินไปถูกทางเพื่อพิชิตเป้าหมาย Net Zero จริงไหม?


สถานการณ์ยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน

ดร. ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการ TDRI ที่เชี่ยวชาญระบบแบตเตอรี่และรถยนต์ EV ว่า หากย้อนกลับไปประเทศไทยมีการตั้งเป้าหมาย Net Zero Carbon Neutral ในปี 2050 โดยจากกราฟการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยที่จัดทำขึ้นแสดงให้เห็นว่าในปี 2019 ภาคพลังงานและขนส่งในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 69.96% ส่วนในปี 2020 คิดเป็น 67% โดยสรุปง่ายๆ ว่า 70% อยู่ในภาคพลังงานและขนส่ง

...

หากแยก Sector จะพบว่าภาคพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะสุด 36.63% ก็คือการใช้ถ่านหิน ส่วนที่รองลงมาก็คือภาคขนส่ง 29.5% ดังนั้นหากต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่งลง จึงต้องเปลี่ยนจากรถยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นรถยนต์ที่ปลดปล่อยมลพิษได้น้อยลง จึงเกิดคำที่เรียกว่า Zero Emission Vehicle หรือว่า Low Emission Vehicle โดยได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ BEV,PHEV,HEV โดยในปี 2024 (อ้างอิงข้อมูลจาก IEA) ทั่วโลกประมาณการกันว่ามีรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 70 ล้านคัน โดย 20% ของรถยนต์ที่ขายทั่วโลกนั้นเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

เรามาย้อนดูสถิติในประเทศไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก จะพบว่าในช่วงแรกนั้นมีรถยนต์ Hybrid เพียงประเภทเดียว แต่หลังจากมีมาตรการ FTA ในบางประเทศที่ทำให้การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเสียภาษีน้อยลง ทำให้ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าในเมืองไทยนั้นสามารถแข่งขันกับตลาดของรถยนต์Hybrid ได้ จะพบว่ารถยนต์ Hybrid ก็ยังมีอยู่ แต่สัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้ามีเพิ่มมากขึ้น

โดยตัวเลขการเพิ่มขึ้นในปี 2020 เมื่อเทียบกับรถยนต์จดทะเบียนใหม่ทั้งหมด โดยนับรวมทั้ง พ.ร.บ.รถยนต์และพ.ร.บ.ขนส่ง จะพบว่าสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีไม่ถึง 1.5% แต่ในปี 2025 สัดส่วนนี้กลับโตขึ้นมาเป็น 12.56% ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

 


สถานการณ์ยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบันเติบโตมากที่สุดในส่วนของรถยนต์ ร.ย. 1 ซึ่งคือรถยนต์ส่วนบุคคล แต่รถยนต์ประเภทอื่นๆ เช่น มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า จะมีการจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์ในทุกปี อยู่ที่ 1.5 - 2 ล้านคันต่อปี โดยสัดส่วนของมอเตอร์ไซค์ที่จดทะเบียนแล้วที่เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีต่ำมาก น้อยกว่า 1.5% ส่วนในรถบรรทุกและรถประจำทางนั้นก็ยังไม่ค่อยมีให้เห็น

จุดมุ่งหมายของประเทศคือ ใช้รถไฟฟ้าเพื่อที่จะได้ลดก๊าซเรือนกระจกแล้วจะตอบโจทย์ประเทศ แต่ปัจจุบัน Sector ที่ใช้น้ำมันเยอะๆ ระยะทางวิ่งเยอะๆ อย่างเช่น รถบรรทุก รถบัส รถมอเตอร์ไซค์ นั้นยังไม่เกิด จึงเกิดเป็นคำถามให้คิดว่าเรากำลังเติบโตในจุดที่เราอยากแก้ปัญหาหรือยัง เพราะไม่งั้นคงจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือว่า Net Zero ได้

ทำไมมอเตอร์ไซค์และรถบรรทุก ถึงยังไม่เติบโตในตลาดของรถไฟฟ้า?

ดร. ณัฐภรณ์ กล่าวถึงเหตุผลที่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังไม่เติบโตในไทยว่า

1.กลุ่มคนใช้มอเตอร์ไซค์อาจจะเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย และรายได้จำกัด เวลาจะเปลี่ยนต้องมีต้นทุนในการเปลี่ยน ส่วนนี้จึงอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง

2.มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ยังมีข้อจำกัดในระยะทางการขับขี่ เมื่อเทียบกับรถมอเตอร์ไซค์น้ำมัน

3.จุดชาร์จของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไม่ทั่วถึงและเพียงพอ หากต้องกลับไปชาร์จที่บ้านอาจเสียเวลา

4.รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เป็นข้อได้เปรียบของผู้ประกอบการไทย โดย 50% ของตลาดยังเป็นผู้ประกอบการไทยที่ได้แบรนด์ เนื่องจากในประเทศจีนเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เรียกว่า Low Speed คือขับขี่กันอย่างช้าๆ แต่ในประเทศไทยเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เรียกว่า High Speed Market ทำให้ผู้ประกอบการจีน เข้าไม่ถึงลักษณะการขับขี่ จึงตีตลาดได้ไม่ดีเท่ากับผู้ประกอบการไทยที่ลงมาเล่นตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเอง

...

ดังนั้นในเมื่อเราไม่สามารถสู้กับประเทศจีนในเรื่องของรถยนต์ได้ เราจึงควรสู้ในด้านของมอเตอร์ไซค์




ในส่วนของรถบรรทุกไฟฟ้านั้นมีเหตุผลดังนี้

1.ในปัจจุบันรถบรรทุกไฟฟ้ามีราคาเริ่มต้นแพงกว่ารถบรรทุกน้ำมันประมาณคันละ 2 ล้านบาท และระยะทางก็ยังไม่สามารถวิ่งได้ไกลเท่ากับรถที่ใช้น้ำมัน

...

2.รถบรรทุกไฟฟ้า ต้องบรรทุกน้ำหนักของแบตเตอรี่ด้วย จึงทำให้น้ำหนักรถบรรทุกไฟฟ้ามีน้ำหนักมากกว่ารถเปล่าที่ยังไม่บรรทุกของถึง 1-2 ตันต่อคัน



“แล้วรถบรรทุกมีเกณฑ์ในการกำหนดน้ำหนัก หนักได้ไม่เกินกี่ตัน ดังนั้นแปลว่าน้ำหนักที่เขาจะบรรทุกเนี่ย หายไปแล้ว 2 ตัน”



...

3.ยังไม่มีจุดชาร์จรถสำหรับรถบรรทุก โดยไม่สามารถชาร์จในจุดเดียวกับรถยนต์ได้ เนื่องจากมีขนาดรถที่ใหญ่ การตีวงเลี้ยวต่างๆและขนาดของแบตเตอรี่จึงแตกต่างกัน

4.ยังไม่มีนโยบายช่วยให้กับรถบรรทุก โดยข้อมูลสมาคมผู้ประกอบการรถบรรทุกแสดงว่า รถบรรทุกใช้น้ำมันต่อวันอยู่ที่ 40-50 ล้านลิตร

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ควรจะต้องได้รับการผลักดันและเร่งพัฒนาต่อ