คืบหน้าสถานการณ์ “หญ้าทะเล” แหล่งอาหารหลัก “พะยูน” ที่กำลังเสื่อมโทรมหนัก ความหนาแน่นลด-หญ้าใบยาวยังวิกฤต แต่ล่าสุดพบสัญญาณบวก “หญ้าใบสั้น” เริ่มฟื้น กินง่าย-งอกใหม่เร็ว ความหวังอนุรักษ์พะยูนไทย
จากข่าวสะเทือนใจ เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา พบซาก “พะยูน” ถูกตัดหัว นอนเกยตื้นริมหาดจังหวัดพังงา ซึ่งผลการชันสูตรพบว่าพะยูนตัวดังกล่าวตายจากอาการป่วย ก่อนถูกตัดหัวเพื่อเอาเขี้ยวตามความเชื่อ โดยมีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกิดจากการกิน “สาหร่ายพิษ” ที่เข้ามาทดแทน “หญ้าทะเล” อาหารหลักของพะยูน ที่นับวันยิ่งเสื่อมโทรมหดหาย จากมลพิษและภาวะโลกร้อน
ซึ่งทีมข่าว SEE TRUE ได้เกาะติดเรื่องราวของ “พะยูนแห่งอันดามัน” เป็นระยะเวลากว่า 1 ปี ติดตามพฤติกรรม เก็บรวบรวมสถิติ สังเกตการเปลี่ยนแปลง รวมถึงภัยคุกคามสำคัญคือการหายไปของ “หญ้าทะเล”
สถานการณ์ “หญ้าทะเล” ไทย
สำหรับความคืบหน้าสถานการณ์ “หญ้าทะเล” ล่าสุด นางณัฐวดี บันติวิวัฒน์กุล นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง และ ผู้ประสานงานด้านระบบนิเวศหญ้าทะเล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า เมื่อปีที่ 2568 ที่ผ่านมา มีกระแสเรื่องหญ้าทะเลเสื่อมโทรมจำนวนมาก
...
ประเด็นนี้จะเชื่อมโยงกับแหล่งอาหารและการสูญพันธุ์ของพะยูนเป็นหลัก โดยหญ้าทะเลของไทยมีทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งฝั่งอ่าวไทยมีแนวโน้ม “ค่อนข้างคงที่” แต่ที่เกิดวิกฤตหนักคือ ฝั่งอันดามัน ที่มีแนวโน้ม “เสื่อมโทรมลง” โดยเฉพาะบริเวณเกาะลิบง จ.ตรัง และ จ.กระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูน
สำหรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของแหล่งหญ้าทะเล ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่มีแนวโน้ม “เสื่อมโทรมลง” มากที่สุด (34%) รองลงมาคือ “คงที่” (25%) “ลดลงตามธรรมชาติ” (21%) และ “สมบูรณ์ขึ้น” (15%) สะท้อนให้เห็นว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์การเสื่อมโทรมของหญ้าทะเลในประเทศไทยนับเป็นประเด็นวิกฤตด้านทรัพยากรทางทะเลที่ควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างยิ่ง
“หากย้อนกลับไปสถานการณ์หญ้าทะเลในไทย เริ่มเสื่อมโทรมมาตั้งแต่ปี 2563 ในเชิงพื้นที่อาจไม่ได้วัดว่าพื้นที่ลดลงชัดเจน แต่เป็นการลดลงในเชิงคุณภาพ คือความหนาแน่นของหญ้าทะเลหายไป บางพื้นที่เปอร์เซ็นต์การปกคลุมลดลงเหลือไม่ถึง 10% โดยข้อมูลภาพรวมปี 2568 พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่มีความหนาแน่นต่ำ และเปอร์เซ็นต์ความหนาแน่นต่ำนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา”
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง พบว่า ในปี 2568 พื้นที่หญ้าทะเลของประเทศไทยโดยรวมอยู่ที่ 98,578 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 97,784 ไร่ หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 1% แต่หากดูเฉพาะฝั่งอันดามัน พบว่าแหล่งหญ้าทะเลลดลงต่อเนื่อง จากจำนวน 74,737 ไร่ในปี 2563 เหลือเพียง 56,055 ไร่ในปี 2568
ขณะที่ในเชิงคุณภาพ พบว่า การปกคลุมน้อยลงอย่างชัดเจน คือจากการปกคลุมเฉลี่ย 33% ในปี 2563-2566 ลดเหลือ 28.77% ในปี 2567 และลดต่อเนื่องเหลือ 21.60% ในปี 2568 แสดงให้เห็นถึงการเสื่อมโทรมเชิงคุณภาพของระบบนิเวศ
ในภาพรวมหญ้าทะเลตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าระยะแรก (พ.ศ. 2559–2563) แหล่งหญ้าทะเลส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ “ปกคลุมปานกลาง” อยู่ในช่วง 38–54% รองลงมาคือ “ปกคลุมสูงถึงสูงมาก” ที่ 27–39% และมีพื้นที่ที่ระดับ “ปกคลุมต่ำ” ที่ 19–23%
แต่ในระยะหลัง (พ.ศ. 2564–2568) แหล่งหญ้าทะเลส่วนใหญ่อยู่ในระดับ “ปกคลุมต่ำ” อยู่ในช่วง 20-65% รองลงมาคือระดับ “ปกคลุมปานกลาง” ที่ 21–52% และมีพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ดี หรือมีหญ้าทะเลปกคลุมสูงถึงสูงมาก เพียง 14–29% เท่านั้น
พื้นที่ที่หญ้าทะเลมีสภาพเสื่อมโทรมรุนแรงที่สุด คือ จังหวัดตรัง คือเกาะลิบง และบริเวณใกล้เคียง เกาะมุกด์ แหลมหยงหลำ อ่าวขาม และบ้านแหลมไทร เป็นต้น โดย หญ้าคาทะเล (Enhalus acoroides) ซึ่งเป็นหญ้าทะเลใบยาว เป็นชนิดเด่นและมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด แสดงอาการเสื่อมโทรมอย่างชัดเจน ได้แก่ ปลายใบขาดสั้น ราก และเน่าเปื่อย ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศหญ้าทะเลโดยรวม
...
“หญ้าทะเล” เสื่อมโทรมผลัก “พะยูน” อดตาย-อพยพ
นางณัฐวดี เปิดเผยว่า การที่แหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรม ทำให้พะยูนไม่มีอาหาร ก็จะอพยพไปที่อื่น ถ้าอพยพแล้วไม่มีอาหารกินอีก ก็เริ่มอดอยากและป่วยจากโรคขาดสารอาหาร
ข้อมูลระบุว่า พะยูนใน จ.ตรัง ลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 188 ตัวในปี 2565 เหลือเพียง 59 ตัวในปี 2568 เฉลี่ยตายปีละ 35 ตัว ในช่วงที่แหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมทำให้เกิดวิกฤตการตายของพะยูนมากขึ้น เพราะนอกจากป่วยตายแล้ว ยังมีเรื่องอุบัติเหตุจากการอพยพไปยังเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยด้วย โดยระหว่างที่อพยพจะไปเจอกับอุปกรณ์ของชาวบ้านที่ทำประมง เพราะต้องยอมรับว่าเดิมทีพะยูนไม่ได้อพยพย้ายถิ่นบ่อย
สัญญาณบวก “หญ้าทะเลใบเล็ก” เริ่มฟื้น กินง่าย-งอกใหม่เร็ว
อย่างไรก็ตามในปี 2569 นี้ เริ่มมีสัญญาณบวก เริ่มปรากฏการเข้าปกคลุมพื้นที่ของ “หญ้าทะเลใบเล็ก” บางชนิด เช่น หญ้าใบมะกรูด หญ้าชะเงาเต่า และหญ้าชะเงาใบมน ในบริเวณคลองสะพานช้างและบ้านปากคลอง จังหวัดตรัง รวมถึงอ่าวน้ำเมา จังหวัดกระบี่ ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวของระบบนิเวศในบางพื้นที่ แม้ในส่วนของ “หญ้าคาทะเล” ซึ่งเป็นหญ้าทะเลใบยาว และเป็นชนิดที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ยังคงมีสภาพเสื่อมโทรมและยังไม่มีแนวโน้มการฟื้นตัว
“เมื่อหญ้าทะเลในพื้นที่เดิมเริ่มฟื้นตัวมากขึ้น ฝูงพะยูนก็เริ่มกลับมายังแหล่งอาหารเดิมมากขึ้น โดยเฉพาะที่เกาะลิบง จ.ตรัง ในปีนี้แหล่งหญ้าทะเลเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะหญ้าทะเลชนิดใบเล็ก จะเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ได้เร็วกว่า หญ้าคาทะเล ที่เป็นแบบใบยาว ที่ตอนนี้ยังฟื้นฟูได้ไม่ดีเหมือนเดิม”
...
จากการศึกษาในกระเพาะพะยูนที่ตาย พบว่ามีอัตราส่วนหญ้าทั้งสองชนิดพอๆ กัน แต่หญ้าใบเล็กพะยูนจะกินง่ายกว่าเพราะใบอ่อน ส่วนหญ้าคาทะเล ถ้าโตเต็มที่ใบจะแข็งเหมือนหญ้าคาบนบก ข้อดีของหญ้าใบเล็กคือเมื่อถูกพะยูนกินอัตราการงอกใหม่ของหญ้าเร็วมาก ประมาณ 2 อาทิตย์ ก็กลับมาเท่าเดิม ขณะที่หญ้าคาทะเลที่เป็นใบยาว ใช้เวลาเป็นเดือนในการงอกใบใหม่
สำหรับแนวทางการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ทางหน่วยงานฯ พยายามทำใน 4 แนวทางดังนี้
1. การฟื้นฟู ปลูกหญ้าทะเลเสริมในพื้นที่เดิมหรือพื้นที่ใหม่
2. การคืนสภาพ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม เช่น ลดตะกอน ซึ่งส่วนนี้ทำได้ยากที่สุด เนื่องจากมีพื้นที่กว้าง
3. การแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ การล้อมคอกในบริเวณที่หญ้าขึ้นจำนวนน้อย เพื่อกันสัตว์มากินหรือกันเครื่องมือประมงเข้ามา เพื่อรอให้หญ้าโตจนเต็มวัยก่อนจะย้ายคอกไปจุดอื่น
4. การคืนความสมดุล เป็นงานทดลองโดยใช้สิ่งมีชีวิต เช่น ปลิงทะเล ไปปล่อยในแหล่งหญ้าเพื่อช่วยลดตะกอนและทำให้น้ำสะอาดขึ้น ช่วยให้หญ้าโตเร็วขึ้น
นางณัฐวดี ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากฝากคือเราควรลดกิจกรรมที่กระทบต่อหญ้าทะเลเพื่อให้มันฟื้นตัวตามธรรมชาติ เช่น การปล่อยน้ำเสียจากโรงงาน การขุดลอกร่องน้ำที่ทำให้เกิดตะกอนสะสมจนหญ้าสังเคราะห์แสงไม่ได้ รวมถึงการพัฒนาชายฝั่งต่าง ๆ