แกะรอย “แก๊งลอบขุดทอง” อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เมื่อความโลภทำลายผืนป่าต้นน้ำ ขุดภูเขาเป็นรูพรุน-น้ำในลำธารเปลี่ยนสี รอวันธรรมชาติเอาคืน 

เมื่อความโลภ เริ่มมีค่ามากกว่าผืนป่า “ทองคำใต้ดิน” สมบัติล้ำค่า ที่กำลังทำให้มนุษย์ยอมเสี่ยง แม้ต้องติดคุก ทีมข่าว SEE TRUE ลงพื้นที่เจาะลึก “แก๊งลอบขุดทอง” หลังเมื่อ วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา มีภาพการลักลอบขุดทองคำในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สะท้อนให้เห็นถึงความโลภของมนุษย์ที่เข้าไปขุดเจาะหาแร่ทองคำใต้ดินในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบในระยะยาวที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายสิบปี

ทีมข่าว SEE TRUE ลงพื้นที่ร่วมกับตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 เพื่อพิสูจน์ตรวจสอบเรื่องนี้ เริ่มจากล่องไปตามเขื่อนวชิราลงกรณ์ เพื่อไปยังหมู่บ้านปิล็อกคี่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านสุดท้ายที่อยู่ใกล้กับแปลงที่มีการลักลอบขุดทอง เพื่อหาเบาะแสว่ามีอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง โดยใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือ มุ่งหน้าสู่ท่าเรือในหมู่บ้านปิล็อกคี่ นานเกือบ 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงเดินทางต่อด้วยรถยนต์ลัดเลาะเข้าสู่ชุมชนเล็ก ๆ กลางหุบเขา

ที่แห่งนี้เป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยง บ้านเรือนเรียงตัวตามไหล่เขา ส่วนใหญ่สร้างจากไม้และวัสดุเรียบง่าย บางหลังยกพื้นสูง ปรับตัวอยู่กับธรรมชาติในแต่ละฤดูกาล แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ มีชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้เกี่ยวข้องกับการขุดทองด้วย

...

จากการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้านพบว่า ในปิล็อกคี่การขุดทองมีมานานแล้ว โดยแต่เดิมเป็นการร่อนตามลำห้วยตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่เริ่มเปลี่ยนรูปเป็นการขุดจริงจังในช่วงปี 2566-2567 เพราะไปขุดแล้วได้เป็นล่ำเป็นสัน เมื่อได้มาก็โพสต์โซเชียลโชว์ ถ่ายรูปโชว์ ทำให้คนเริ่มรู้เยอะขึ้น

ในเฉพาะปี 2567 มีคนขึ้นไปขุดกันเยอะมาก จนหน่วยงานห้าม มีการจับกุม และติดป้ายประกาศ โดยผู้ใหญ่บ้านในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐก็ได้บอกลูกบ้านว่าให้พอกันได้แล้ว เพราะถ้าแอบขุดแล้วโดนจับได้ ศาลสั่งจำคุกอย่างเดียวไม่รอลงอาญา ตอนนี้มีคนที่ติดคุกแล้ว และกำลังจะไปติดคุก แต่ด้วยเพราะทองมีค่าเลยทำให้ชาวบ้านยอมเสี่ยง ในช่วงแรกที่ลูกบ้านลักลอบขุดทองได้น้อยก็จะมีคนในหมู่บ้านมาซื้อ แต่พอได้เยอะเริ่มมีนายทุนเข้ามาซื้อแล้วเอาออกไป ในราคาสูงถึงบาทละ 6 หมื่นกว่าบาท ในช่วงที่กำลังหาได้ดีและเจ้าหน้าที่กำลังเข้มงวด

พอมีเงินก้อนจากการขุดทอง วิถีชาวบ้านก็เปลี่ยนไป บ้านเริ่มเปลี่ยนจากบ้านไม้เป็นบ้านปูน บ้านเหล็ก และหลังใหญ่ขึ้น เอาเงินมาเพื่อใช้ดำรงชีพและสร้างที่อยู่อาศัย หากเดินในหมู่บ้านแล้วเห็นบ้านหลังใหญ่ ก็เป็นไปได้ว่าสันนิษฐานได้ว่าเคยขุดทอง เพราะถ้าไม่ขุดทองก็ไม่รู้จะได้เงินจากส่วนไหนมาสร้าง

ขณะที่ นายยุทธพงศ์ ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ให้ข้อมูลว่า จากเมื่อก่อนชาวบ้านไปร่อนในห้วยได้เงินเพียง 100-200 บาท แต่ปัจจุบันที่ทองแพงขึ้น เศษนิดเดียวก็มีมูลค่า จึงหันมาร่อนทองกันเป็นหลัก ขยับจากลำห้วยร่นขึ้นไปถึงป่าต้นน้ำ เมื่อเจอภูเขาที่คิดว่ามีทองเยอะกว่าในห้วย ก็ขุดเปิดหน้าดินเอาดินมาตำ โดยใช้แค่จอบ เสียม ขุดดินลึกหลายขุม ขุดทุกวัน มีการสร้างกระต๊อบและมีคนส่งเสบียง กว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจเจอ ก็สร้างเป็นหมู่บ้านไปแล้ว

“จากอาชีพเดิมคือปลูกมัน เลี้ยงปศุสัตว์ เปลี่ยนไปเป็นขุดทองกันทั้งชุมชน ทั้งหมู่บ้าน บางคืนขุดได้ 4-5 แสนบาทก็มี บางรายมีข้อมูลว่าภายใน 7 วัน ขุดได้ทอง 1 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 1.2 ล้านบาท โดยมีนายทุนรอรับซื้อเพื่อกินส่วนต่าง จากนั้นทองก็จะเข้าสู่ร้านทองที่รับหลอมและวัดเปอร์เซ็นต์ทอง เมื่อทองออกจากทองผาภูมิไปแล้วก็ไม่มีใครรู้แล้วว่ามาจากไหน”

ในช่วงที่ราคาทองคำกำลังดีดตัวขึ้นสูง ยิ่งทำให้ขบวนการนี้พร้อมที่จะเสี่ยงเข้าลักลอบขุดทองโดยไม่เกรงกลัวต่อเจ้าหน้าที่ แม้จะมีการติดกล้องวงจรปิดแล้ว แต่ขบวนการนี้ก็ไม่ได้แยแสหรือเกรงกลัวแต่อย่างใด

...

หัวหน้าอุทยานฯ ให้ข้อมูลต่อว่า ในช่วงหน้าฝนเดือนมิถุนายน เมื่อดูผ่านกล้องจะเห็นคนเต็มไปหมด แต่เจ้าหน้าที่เดินทางลำบาก ไม่สามารถนำรถจักรยานยนต์เข้าไปได้เพราะต้นไม้ล้มทับ ต้องเดินเท้าถึง 2 วัน จากจุดแรกที่ตรวจยึดได้ 14 ไร่ พบว่าทุกขุมมีความลึกถึง 10 เมตร จนภูเขาพรุนไปทั้งลูก

นอกจากนี้ยังได้รับรายงานจากตำรวจว่า ตั้งแต่มีสถานการณ์ขุดทอง อัตราการซื้ออาวุธปืนก็สูงขึ้น เมื่อก่อนเห็นเจ้าหน้าที่แล้วจะวิ่งหนี แต่หลังๆ เริ่มพกอาวุธปืนทั้งสั้นและยาว หากถูกจับก็จะยิงต่อสู้ แต่เจ้าหน้าที่เลือกที่จะไม่ยิงชาวบ้านเพราะความสูญเสียไม่คุ้มค่า โดยเงินที่ได้จากการขายทองถูกนำไปซื้อปืนเพื่อป้องกันตัวในการเข้าป่า ซึ่งเจ้าหน้าที่จับกุมได้พร้อมอาวุธปืนหลายคดี

กลุ่มคนลักลอบขุดทองไม่ได้มีแค่คนในหมู่บ้าน แต่ยังมีชาวเมียนมาที่อยู่ติดแนวชายแดนแอบลักลอบเข้ามาด้วย จากเดิมประชากรมีเพียง 1 พันคน แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 พันคน ซึ่งคนที่เข้ามาใหม่คือมาขุดทอง โดยทุกคนต่างมีญาติพี่น้องและส่วนใหญ่มาจากฝั่งเมียนมา เจ้าหน้าที่จึงให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยผลักดันออกไป ซึ่งในอดีตเส้นทางนี้เป็นช่องทางธรรมชาติที่ชาวบ้านปิล็อกคี่ใช้เดินทางไปยังเมียนมาโดยสามารถเดินเท้าได้เลย สุดทางจะมีกองกำลัง KTLA ติดอาวุธอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่เคยจับสมาชิกของกองกำลังได้ โดยนอกจากมาขอใช้เส้นทางยังแวะขุดทองไปด้วย

...

เมื่อ “สมบัติใต้ดิน” ถูกค้นพบ องคาพยพต่าง ๆ ก็เริ่มเข้ามารวมตัวกัน ความเงียบสงบของหมู่บ้านค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยการขุดเจาะ ลักลอบ และผลประโยชน์มหาศาลจากผืนป่าที่เคยเป็นแหล่งชีวิต กำลังกลายเป็นพื้นที่ที่สิ่งผิดกฎหมายค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาอย่างเงียบๆ

ผู้ใหญ่บ้านปิล็อกคี่ เผยว่าตนอยู่มา 30 กว่าปีไม่เคยมีปัญหายาเสพติด แต่พอมีการขุดทองที่ทำกันทั้งวันทั้งคืน เมื่อทำการสแกนในหมู่บ้านก็พบว่ามีคนนอกเอายาเสพติดเข้ามาขาย หากวันหนึ่งข้างหน้ายังคงมีการลักลอบขุดทองอยู่จนป่าต้นน้ำหายไป ชาวบ้านในฐานะผู้กระทำก็ต้องยอมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา

ลำธารที่ไหลผ่านชุมชนคือเส้นเลือดใหญ่ของคนในหมู่บ้าน ที่เมื่อว่างเว้นจากการทำไร่ ชาวบ้านจะใช้อุปกรณ์มาร่อนทอง แต่เมื่อปัจจุบันที่มีการขุดทองไปจนถึงป่าต้นน้ำ ทำให้เริ่มเจอกับผลกระทบ วันไหนที่ฝนตก ดินจากการขุดจะทำให้น้ำขุ่นเป็นสีแดง

ความโลภของมนุษย์กำลังเปลี่ยนผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ ให้กลายเป็นร่องรอยของการทำลาย ทองคำที่ถูกขุดขึ้นมาอาจสร้างผลประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม แต่สิ่งที่ต้องแลกคือป่าต้นน้ำที่กำลังพัง แหล่งน้ำที่เริ่มเสีย และธรรมชาติที่ค่อย ๆ ถูกทำลายลงทุกวัน และเมื่อถึงวันที่น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม หรือธรรมชาติกลับมาลงโทษมนุษย์ วันนั้นคงไม่อาจโทษใครได้ เพราะคนที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้น ก็คือขบวนการของมนุษย์เองที่กำลังร่วมกันทำลายผืนป่า และสุดท้ายทองคำที่ได้มา คุ้มจริงหรือไม่กับสิ่งที่มนุษย์กำลังจะต้องเสียไปในอนาคต

...

ติดตาม #ข่าวแสบเฉพาะกิจ รายการวาไรตี้ข่าวสุดแสบ จะพิสูจน์ ตรวจสอบ พร้อมลงทุกพื้นที่ ขยี้ทุกความจริง ทุกวันเสาร์ 6 โมงเย็น ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32