ทักษิณ ชินวัตร จะออกจากเรือนจำช่วงเช้า วันที่ 11 พ.ค.นี้ หลังได้รับการพักโทษ “นักวิชาการ” มองเขย่าการเมืองหลังบ้าน “เพื่อไทย” จัดทัพรอจังหวะ ชี้อดีตบทเรียนสำคัญ
ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะได้รับการปล่อยตัวพักโทษ โดยจะออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม ช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค. 69 แต่จะมีการติดกำไล EM และสั่งห้ามเดินทางออกประเทศ หลังถูกคุมขังอยู่มาเป็นระยะเวลา 7 เดือน กับอีก 28 วัน
ที่ผ่านมา เกือบทุกจังหวะชีวิตของชายที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร หลังขึ้นสู่จุดสูงสุดตำแหน่งนายกฯ จนต่อมามีการยึดอำนาจ จนต้องไปพำนักยังต่างประเทศ ซึ่งการกลับเข้ามาไทยในรอบล่าสุดก็ยังเป็นบุคคลเบื้องหลังทางการเมือง จึงน่าจับตาว่า หลังการปล่อยตัวในรอบนี้ คุณทักษิณ จะมีบทบาทอย่างไร ต่อการเดินเกมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ที่จะกลับมาผงาดในฐานะพรรคการเมืองเบอร์ 1 ได้อีกหรือไม่
ทักษิณ ชินวัตร บทบาทหลังจากออกมาในช่วงพักโทษ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า คุณทักษิณจำเป็นต้องมีการเจียมเนื้อเจียมตัวพอสมควร แม้ในทางนิตินัยอาจไม่มีเงื่อนไขข้อห้ามที่ระบุไว้ชัดเจน
...
แต่ทางเชิงกลยุทธ์การเมือง “ควรจะเบาได้เบาไปก่อน” เหตุผลสำคัญคือ ปัจจุบันพรรคเพื่อไทย ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อน เนื่องจากมีสถานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีกระทรวงสำคัญในการดูแลอยู่แล้ว
น่าสนใจคือ ยามที่รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ กระแสสังคมส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่พรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก ดังนั้นพรรคเพื่อไทย จึงควรใช้จังหวะนี้ในการ “เก็บแต้มบุญ” ไปเงียบ ๆ ไม่ต้องแสดงแอคชั่นอะไรมากมาย จนกลายเป็นการ “เรียกแขก” โดยปล่อยให้บทบาทหน้างานเป็นหน้าที่ของ “อาจารย์เชน” ซึ่งทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว และเป็นการเตรียมตัวไว้สำหรับรอบหน้าไปในตัวด้วย
เพราะหากคุณทักษิณ ออกมาเคลื่อนไหวทันที อาจส่งผลให้สถานการณ์ที่กำลังราบรื่นกลับแย่ลง เนื่องจากยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมของท่าน
อิทธิพลต่อการขยับภายในพรรคและการเมือง “หลังบ้าน”
การกลับมาของคุณทักษิณ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในพรรคหรือไม่ ดร.สติธร มองว่า การเขย่าอำนาจภายในพรรคนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว แม้ในช่วงที่ยังอยู่ในเรือนจำ จังหวะการตัดสินใจสำคัญของพรรค ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี หรือการวางตัวบุคคลในตำแหน่งทางการเมือง มักจะสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ลูกหลานเข้าไปเยี่ยมเสมอ
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นร่องรอยว่า อำนาจในการตัดสินใจหลักยังคงอยู่ที่ “บ้านจันทร์” โดยคุณทักษิณเป็นศูนย์กลางหลักที่ต้องประนีประนอม ระหว่างเครือข่ายตระกูลชินวัตร และกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ภายในพรรค
บทบาทหลังจากนี้ของคุณทักษิณจึงเป็น “งานหลังบ้าน” คอยประคับประคองให้ “อาจารย์เชน” หรือ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ทำงานหน้าบ้านในตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรี ได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องพะวงหลัง มุ่งเน้นการโชว์ผลงานเชิงนโยบายให้เห็นว่า เหนือกว่าพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ส่วนงานการเมืองหลังบ้าน เช่น การรักษาดุลอำนาจ การจัดการคนในพรรคที่ “งอแง” หรือการป้องกันการถูกดูด สส. จะเป็นหน้าที่ของคุณทักษิณ ที่ต้องใช้บารมีส่วนตัวจัดการ
...
ความสัมพันธ์กับ “พรรคสีน้ำเงิน” และสถานะในพรรคร่วม
ในประเด็นที่หลายคนมองว่า พรรคเพื่อไทยอาจกลายเป็น “ลูกไล่” ของพรรคภูมิใจไทยหรือบ้านใหญ่บุรีรัมย์นั้น ดร.สติธร วิเคราะห์ว่า ให้ความเห็นว่าในความเป็นจริงคือการแบ่งพื้นที่กันทำงาน โดยเห็นภาพชัดตั้งแต่ช่วงตั้ง ครม. ที่มีการแบ่งคลัสเตอร์ กระทรวงกันอย่างลงตัว แม้ช่วงแรกจะดูเหมือนเพื่อไทยเสียเปรียบ แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองเข้าทางจนเพื่อไทยคุมคลัสเตอร์สำคัญได้ทั้งหมด ก็ถือว่ามีอิสระในการเดินหน้าตามแนวทางของตนเองโดยไม่ต้องตามพรรคอื่น
สำหรับคนในพรรคเพื่อไทยที่อาจจะกังวล เพราะไม่ใช่ “คนโปรด” ของคุณทักษิณ อาจารย์มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่สถานะปัจจุบันพรรคมีเพียง 70 เสียง และคุมกระทรวงสำคัญอยู่ พรรคยังอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพาคนเดิมที่มีประโยชน์อยู่ การจะเขี่ยใครทิ้งจึงทำได้ยาก เว้นแต่ว่าคนนั้นจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งสำคัญหรือไม่ได้เป็นตัวเลือกแรก ๆ ในการจัดวางตัวบุคคลทางการเมืองเท่านั้น
...
อนาคตสู่การทวงคืนเบอร์ 1 บทเรียนจากอดีต
ดร.สติธรมองว่า เพื่อไทย จะกลับมาเป็นพรรคอันดับ 1 ได้หรือไม่ อาจารย์มองว่า “มีโอกาสแต่ต้องรักษาจังหวะให้ดี” ปัจจุบันการเมืองแบ่งเป็น 3 ขั้วคือ น้ำเงิน แดง และส้ม แม้แดง (เพื่อไทย) จะดูตัวเล็กที่สุดในขณะนี้ แต่ได้เปรียบที่อยู่ตรงกลาง สามารถดึงเสียงจากทั้งฝั่งน้ำเงินและฝั่งส้มมาเติมได้หากคู่แข่งเพลี่ยงพล้ำ
เพื่อไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิด “ห้ามคิดแบบพรรคใหญ่ที่สุดเหมือนเมื่อก่อน” แต่ต้องคิดแบบ “ผู้ท้าชิง” ที่ต้องไต่อันดับขึ้นไปใหม่ หากพรรคภูมิใจไทยพลาดในเรื่องการบริหารประเทศ หรือพรรคส้ม ยังไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรมมีแต่วาทกรรม เพื่อไทยต้องรีบโชว์การเมืองเชิงนโยบายเพื่อสร้างกระแสและดึงมวลชนกลับมา สิ่งสำคัญคือคุณทักษิณ ต้องไม่รีบร้อนออกโรง จนโผงผาง เพราะอาจทำให้เสียเปรียบเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ต้องเอาบทเรียนในอดีตมาเป็นตัวตั้งว่ารอบนี้เพื่อไทยไม่ใช่เบอร์ 1 และต้องค่อย ๆ สะสมแต้มไปจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า