เจาะลึก “น้ำมันดิบสำรองไทย” เมื่อตะวันออกกลางกำลังลุกเป็นไฟ ต้องรักษาปริมาณอย่างไรให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ

จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ดำเนินมายาวนานมากกว่า 1 เดือน สะเทือนการผลิตน้ำมันในภูมิภาคและการขนส่งผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่กลายเป็นจุดต่อรองทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ส่งผลกระทบกับห่วงโซ่อุปทานและความผันผวนของราคาน้ำมันโลกอย่างหนัก 

รวมถึงประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันดิบเกินครึ่งจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ต้องมีการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นมาทดแทน บริหารจัดการปริมาณน้ำมันสำรองและราคาให้เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศ รวมถึงการปูพรมตรวจสอบสต็อกน้ำมันว่ามีปริมาณเพียงพอ ไม่ฉวยโอกาสกักตุนเก็งกำไร

ทั้งนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความไม่มั่นคงทางพลังงานครั้งแรกที่ประเทศไทยต้องเผชิญ วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ล่าสุดคือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ปะทุขึ้นเมื่อปี 2565 ก็ส่งผลกับห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกไม่น้อย รัฐบาลไทยและผู้ค้าน้ำมันต้องดำเนินมาตรการเพื่อชดเชยผลกระทบและบริหารจัดการความมั่นคงทางน้ำมันของไทย 

โรงกลั่นกลุ่ม ปตท. มีกำลังการผลิตกว่า 60% ของการผลิตประเทศ ได้พยายามอย่างต่อเนื่องในการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปให้เพียงพอต่อความต้องการประเทศในขณะนั้น ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงแม้ต้องเผชิญกับภาวะความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งภายหลังวิกฤตการณ์รัสเซีย-ยูเครน ช่วงครึ่งปีหลัง 2565 ต้องแบกรับ Stock Loss รวมโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. หลักหมื่นล้านบาท 

วิกฤตพลังงานโลกครั้งรุนแรง

วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งนี้ อาจเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ว่า วิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้อาจเลวร้ายยิ่งกว่าวิกฤตน้ำมันช่วงทศวรรษ 1970 และผลกระทบจากการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติช่วงเกิดสงครามยูเครนรวมกันเสียอีก

บิโรล เปิดเผยว่า ผลกระทบของสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีโรงงานพลังงานต่างๆ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกลดลงประมาณ 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่าปริมาณที่ขาดหายไปในช่วงวิกฤตทศวรรษ 1970 รวมกันถึงสองเท่า ขณะที่อุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ลดลงประมาณ 1.4 แสนล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับการขาดแคลน 7.5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรในช่วงหลังการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และยังมีโรงพลังงานอย่างน้อย 40 แห่งใน 9 ประเทศตะวันออกกลาง ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากความขัดแย้งในครั้งนี้

ขณะที่นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า หากการเจรจาไม่คืบหน้าและความขัดแย้งยังดำเนินต่อไปโดยที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ถูกเปิดใช้งานตามปกติ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปจนถึงช่วงสิ้นปีนี้ เช่นเดียวกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้ชี้แจงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 ในวาระแถลงนโยบายว่า “ราคาน้ำมันถูกจะไม่มีอีกต่อไป” อย่างน้อยในเวลา 1-2 ปี เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นนี้ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานสูงมาก

ความท้าทายครั้งใหญ่ในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ

วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศไทย ไม่ว่าสงครามครั้งนี้จะหาทางยุติได้ในเร็ววันหรือยืดเยื้อต่อไปในอนาคตก็ตาม โดยบทบาทของกลุ่ม ปตท.ในการจัดแผนการจัดหาน้ำมันดิบ การผลิตน้ำมันสำเร็จรูป และกระจายน้ำมันอย่างเต็มความสามารถ ด้วยศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศ และเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานไทยเอาไว้

ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และรายงานปริมาณและความเคลื่อนไหวของสต็อกต่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งล่าสุดกรมธุรกิจพลังงานได้กำหนดให้ต้องรายงานเป็นรายวัน เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจับมือก้าวผ่านวิกฤตใหญ่ครั้งนี้ไปพร้อมกับคนไทยทั้งประเทศ