ตามติดวิกฤต “พะยูน” ฝูงสุดท้าย เมื่อโลกร้อนทำ "หญ้าทะเล" แหล่งอาหารหลักหดหาย กิจกรรมมนุษย์คุกคาม ซ้ำความเชื่อไสยศาสตร์ยังคงอยู่ ทำพะยูนทยอยตายต่อเนื่อง หวั่นสุดท้ายเหลือเพียงชื่อคู่อันดามัน

วันที่ 22 เมษายนของทุกปี ถือเป็น "วันคุ้มครองโลก" (Earth Day) แต่ในปี เพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนหน้าประเทศไทยกลับเจอซาก “พะยูน” ในสภาพหัวขาด-ถูกล่ามโซ่ถ่วงทะเลใน จ.พังงา เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ตอกย้ำว่าภัยคุกคามพะยูน ซึ่งเป็นสัตว์อนุรักษ์ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต 

ทีมข่าว SEE TRUE ได้เกาะติดเรื่องราวนี้มาเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี ทั้งติดตามพฤติกรรมและเก็บรวบรวมสถิติ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของ “พะยูน” ฝูงสุดท้ายแห่งอันดามัน เพื่อหาคำว่า "วิกฤตพะยูน" ที่ไทยกำลังเผชิญนั้น หนักหนาเพียงใด 

ตามรอย “พะยูน” ฝูงสุดท้าย ไล่ล่า - โลกร้อน - หญ้าทะเลหาย ทำเสี่ยงสูญพันธุ์

“พะยูน” หรือ “หมูน้ำ” หรือ“วัวทะเล” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ระบบนิเวศทะเลไทย แต่จำนวนประชากรพะยูนในทะเลอันดามันที่มีในปัจจุบันรวมกันไม่น่าจะถึงหนึ่งร้อยตัว และการเพาะเลี้ยงพะยูนหรือการผสมพันธุ์เพื่อนำไปปล่อย ยังเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครทำได้ในโลก

...

โดยเมื่อปี 2567 เกิดวิกฤตพะยูนครั้งใหญ่ ตายไปกว่า 48 ตัว มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ต่อมาปี 2568 มีพะยูนตายต่อเนื่องอีก 25 ตัว และวันที่ 9 เม.ย. ปีนี้ เจอซากพะยูนโดนตัดเพิ่มอีก 1 ตัวที่เกาะยาวน้อย จ.พังงา แม้ผลชันสูตรภายหลังจะชี้ว่าเป็นการตายจากอาการป่วย แต่นี่คือสัญญาณอันตรายบอกเหตุในท้องทะเลไทย 

ในอดีตมักพบพะยูนตายเฉลี่ยเดือนละ 1 ตัว แต่ในห้วงปี 66-67 เฉลี่ยตายเดือนละ 3.75 ตัวซึ่งถือว่าผิดปกติอย่างมาก มากกว่าการเกิด 2-3 เท่า โดยราว 60% ตายจากการป่วยเพราะขาดอาหาร เมื่อได้รับอาหารไม่เพียงพอก็ทำให้เกิดการติดเชื้อตามมา ส่วนอีก 40% เป็นการตายจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น โดนใบพัดเรือ โดนเรือชน ติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ ไม่นับรวมถึงการล่าเพื่อเอาเขี้ยว หาน้ำตาพะยูนเพื่อทำไสยศาสตร์

ทีมงาน SEE TRUE ลงพื้นที่ตามรอยเส้นทางการอพยพพะยูนฝูงสุดท้ายแห่งอันดามัน ตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม ปี 67 แกะรอยการย้ายถิ่นจาก “เกาะลิบง” อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งพะยูน” ในอดีตมีนับร้อยตัวเคยอาศัยอยู่รวมกัน แต่เมื่อ “หญ้าทะเล” ในพื้นที่ จ.ตรัง หายไปนับหมื่นไร่ จากการขุดลอกปากแม่น้ำตรังที่ทำให้ตะกอนดินพัดไปทับถมหญ้าทะเล จนเหลืออยู่เพียง 3% ไม่เพียงพอกับพะยูนที่กำลังจะอดตาย 

เมื่อทีมข่าวบินโดรนสำรวจตามเส้นทางน้ำตั้งแต่เกาะลิบงไปถึงเกาะมุก รวมระยะทางหลายกิโลเมตรด้วยความหวังว่าจะเจอพะยูน แต่สิ่งเดียวที่เจอคือท้องทะเลอันว่างเปล่า 

“พะยูน” จากตรัง ไปภูเก็ต ไปกระบี่

ตามวงจรชีวิตของ “พะยูน” ที่โตเต็มวัย ต้องการหญ้าทะเล 13-16 ไร่ ปกคลุมพื้นที่อย่างน้อย 60% ในการดำรงชีวิตอยู่ให้พอเพียง แต่ช่วงปี 67 หญ้าทะเลที่มีความสมบูรณ์ระดับนั้น แทบไม่มีเหลือใน ตรัง กระบี่ และ สตูล พะยูนจึงต้องตระเวนกินไปเรื่อยๆ จึงนำมาสู่ปรากฏการณ์ย้ายถิ่นเพื่อหาแหล่งอาหารใหม่ หลายตัวเข้ามาในภูเก็ต และอ่าวพังงา แต่ที่นั่นก็เริ่มมีปัญหาหญ้าทะเลเสื่อมโทรมในบางจุดเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า “หญ้าระดับ 60% นั้นหาแทบไม่ได้แล้ว”

พะยูนส่วนใหญ่อพยพขึ้นเหนือมารวมกันที่ภูเก็ตฝั่งตะวันออกและอ่าวพังงา โดยเขตสุดท้ายคือสารสิน เพราะหากเลยจากนั้นเป็นชายฝั่งเปิด ต้องว่ายน้ำระยะทาง 45 กม.กว่าจะถึงแหล่งหญ้าทะเลที่ทับละมุ ทั้งนี้หากจำเป็น พะยูนสามารถเดินทางได้ 20-30 กม. แต่ปกติจะชอบน้ำนิ่งในพื้นที่เป็นอ่าว มีหญ้ากินเรื่อยๆ มากกว่า ดังนั้นโอกาสที่พะยูนจะไปถึงทับละมุจึงเป็นเรื่องยาก

บ้านใหม่ของพะยูนใน จ.ภูเก็ต คือ "อ่าวตั้งเข็น" อ่าวเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในตัว อ.เมืองภูเก็ต ที่มีหญ้าทะเลอุดมสมบูรณ์ ทีมข่าวเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่นี่หลายวัน เพื่อบันทึกภาพและบินโดรน ทำงานควบคู่ไปกับเจ้าหน้าที่และนักอนุรักษ์ท้องถิ่น เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวน

“มิราเคิล ขาวใหญ่ ขาวเล็ก หลับใหล จิ้งจก เปี๊ยก คาสโนวา”

นี่คือชื่อของพะยูนจำนวนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่และนักอนุรักษ์ตั้งให้เพื่อง่ายต่อการจดจำ ไม่นับรวมพะยูนขาจรที่แวะเวียนมากินหญ้าทะเลที่อ่าวตั้งเข็นเป็นประจำ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร จึงทำให้ในช่วงปลายปี 2567 มีพะยูนแวะเวียนมากินหญ้าทะเลที่นี่กว่า 20 ตัว

...

นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา ยังได้มีการวางแปลงหญ้าตะกานน้ำเค็มเพื่อเป็นอาหารให้พะยูน เฝ้าระวังไม่ให้สาหร่ายพิษปกคลุมหญ้าทะเล รวมไปถึงจัดตารางควบคุมอุณหภูมิความร้อนของอากาศในช่วงหน้าร้อนที่เป็นปัจจัยทำหญ้าทะเลตายควบคู่กันไป ซึ่งเมื่อมีแหล่งอาหาร พะยูนก็สามารถอยู่ได้

“ตัดหัว-น้ำตาดุหยง” ทำไสยศาสตร์

กว่า 1 ขวบปีที่ทีมงาน SEETRUE ตามเกาะติดชีวิตและได้รับข่าวการย้ายถิ่นของสัตว์อนุรักษ์ฝูงนี้เป็นระยะ โดยเมื่อปลายปี 68 มีรายงานการกลับมาของพะยูนคืนถิ่นที่ไปปรากฏตัวใกล้เกาะลิบง จ.ตรัง แต่การย้ายถิ่นฐานกลับบ้านเก่าก็ไม่ได้หมายความว่าสภาพธรรมชาติฟื้นฟูกลับมาอยู่ในระดับเดิมแล้ว เพราะจำนวนประชากรพะยูนที่กลับมาก็ไม่ได้มีจำนวนมากเหมือนเก่า

ล่าสุดยังมีข่าวที่น่าเศร้า เมื่อพบซากพะยูนตัวแรกในวันที่ 9 เมษายน 69 ลอยกลางทะเลในสภาพถูกตัดหัว เชือกมัดหางถ่วงก้อนหินถ่วงน้ำ บริเวณเกาะยาวน้อย จ.พังงา แม้ผลชันสูตรชี้ชัดว่าเป็นการป่วยตายตามธรรมชาติ แต่การละเมิดซากพะยูนตัดหัวเพื่อเอาเขี้ยวไปทำไสยศาสตร์ตามความเชื่อในเรื่องเมตตามหานิยม ก็ยังตอกย้ำว่าอาจยังมีภัยคุกคามที่เกิดจากความเชื่อไสยศาสตร์อยู่

...

อย่างในเพลงดัง “บุหงาตันหยง” เนื้อเพลงท่อนหนึ่งก็ได้พูดถึง “น้ำตาพะยูน” ซึ่งความเชื่อเหล่านี้มีอยู่จริงโดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคใต้ ว่าเป็นเครื่องรางเสริมเสน่ห์ โดยจอมขมังเวทในอดีตจะนำลูกพะยูนออกจากอกแม่ และใช้ไม้ตีผิวน้ำ เพื่อหลอกแม่พะยูนว่าลูกจะถูกทำร้าย ทำให้แม่พะยูนต้องหลั่งน้ำตา จากนั้นนำน้ำตาที่ได้ไปผสมกับว่านน้ำมัน สวดเสริมคาถากลายเป็นเครื่องรางของขลัง

ในอดีตชาวบ้านจะนำเขี้ยวและกระดูกพะยูน มาแปรสภาพเป็นเครื่องรางของขลังและวัตถุมงคล เชื่อกันว่าเมื่อพกติดตัวจะช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้าย แต่ปัจจุบันที่พะยูนเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวน การล่าพะยูนตัวเป็น ๆ อย่างในอดีตจึงเปลี่ยนเป็นตัดหัวออกจากซากเพื่อเอาเขี้ยวไปทำไสยเวทแทน

ทั้งหมดนี้คือ “ภัยคุกคาม” ที่กำลังไล่ล่า “พะยูน” ฝูงสุดท้ายในอันดามัน โดยปัจจุบันนักวิชาการและภาครัฐ ต่างเร่งหาวิธีการฟื้นฟูหญ้าทะเลเพื่อเพิ่มอาหารให้กับพะยูน มีการใช้อากาศยานไร้คนขับสำรวจ ทำให้พื้นที่ที่พะยูนอาศัยอยู่เป็นแหล่งที่ปลอดภัย ฝากฝั่งชาวประมงและนักวิจัยพลเมือง ก็ถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยสำรวจถิ่นที่อยู่ของพะยูนและแจ้งเรื่องของภัยคุกคาม วันนี้ทุกภาคส่วนจึงควรช่วยกัน เพื่อไม่ให้พะยูนหายไปจากน่านน้ำประเทศไทยตลอดกาล

...

ติดตามได้ในภารกิจ SEE TRUE ให้คุณเห็นความจริง ติดตามต่อเนื่องตั้งแต่ 22 - 23 เม.ย. 69 ทางรายการไทยรัฐนิวส์โชว์ หลังเวลา 21.00 น.