แม่ทัพภาค 4 บทพิสูจน์ดับไฟขัดแย้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขอโทษประชาชนปมปิดไมค์ นักวิชาการ มองคนในพื้นที่กังวลกระบวนการยุติธรรม ชี้ความเชื่อรักชาติ ไม่ควรนำมาปนการก่อเหตุยิง สส.

พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 69 มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 ราย ท่ามกลางข้อสงสัยทีมสืบสวนได้หาหลักฐาน จนพบว่ารถปิกอัพที่เป็นพาหนะกลุ่มมือสังหาร เป็นรถทางราชการ จากนั้นมีการแถลงของแม่ทัพภาคที่ 4พล.ท.นรธิป โพยนอก และผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จนกลายเป็นประเด็นดราม่า และทำให้ชาวบ้านบางส่วนเรียกร้องย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่


ขณะที่วันนี้ (17 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับทราบปัญหา โดยมีแม่ทัพภาคที่ 4 ให้การต้อนรับ

ระหว่างลงพื้นที่ของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในพื้นที่ชายแดนใต้ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ถึงกรณีปิดไมค์ระหว่างการแถลงข่าว ได้ขอโทษพี่น้องประชาชน อาจเป็นเพราะการสื่อสารของผม ที่ทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะกรณีโรงเรียนปอเนาะ ขอยืนยันว่า ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความตั้งใจจะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

...


ที่ผ่านมาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีเหตุจากกลุ่มที่ก่อเหตุความไม่สงบกลายเป็นประเด็นที่หน่วยงานรัฐพยายามแก้ไขมาตลอด แต่กรณีที่เป็นประเด็นขณะนี้ ก็สะท้อนถึงแรงกระเพื่อมบางอย่าง ถึงความทับซ้อนของปัญหาในพื้นที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาชายแดนใต้ วิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ว่า สถานการณ์บรรยากาศในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ ความรู้สึกของประชาชนมีอยู่ 2 ประเด็นคือ 1.เหตุการณ์ยิง สส.ในพื้นที่ล่วงเลยมา 1 เดือน จนมีเหตุดราม่าที่แม่ทัพภาคที่ 4 ระหว่างสัมภาษณ์มีการปิดไมค์ ในประเด็นนี้ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น สิ่งที่ออกมาพูดสวนทางกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐในระดับสูงควรจะทำ

2.ชาวบ้านในพื้นที่คาดหวังว่าจะได้ยินคำพูดของผู้บังคับบัญชาระดับสูงว่า จะไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอีก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นไปอีกแบบ ทำให้ความรู้สึกของประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม


“การบังคับใช้กฎหมายแบบปกติ ที่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นควรที่จะมีการสืบสวนสอบสวนแบบปกติ แต่ทุกอย่างกลับทำให้ล่าช้า และกลายเป็นเรื่องความมั่นคงไปเสียทั้งหมด ขณะที่คนในพื้นที่ก็รู้สึกว่า การไล่ทำร้ายคนอื่นอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพียงแต่ว่าเมื่อเกิดแล้วชาวบ้านกลับรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมไม่สามารถพึ่งพาได้”

อีกประเด็นสำคัญคือ บรรยากาศที่เกี่ยวข้องไปไกลมาก การที่แม่ทัพพูดถึงโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา ในเชิงของเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ที่ใช้ความรุนแรง ถือเป็นข้อกล่าวหาที่หนักมาก สิ่งนี้ทำให้เกิดกระแสต่อต้านแม่ทัพ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มักไม่เกิดขึ้น

ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีข้อมูลมากกว่าประชาชนในโลกออนไลน์หรือคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ดังนั้นความเห็นที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่ระดับสูงจะไปเล่นตามความรู้สึกนั้นไม่ได้ แต่วิธีสำคัญที่สุดต้องหนักแน่น และพูดบนฐานข้อมูลให้มากที่สุด

...


การแก้ปัญหาระยะสั้น ต้องให้ความเชื่อมั่นก่อนว่า คดีความที่เกิดขึ้นมีความชัดเจน ในการสืบสาวว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีความเกี่ยวข้องอย่างไร และต้องมีบทลงโทษ พฤติกรรมเหล่านี้เป็นอาชญากร จะเอามาปนกับความเชื่อในการรักชาติไม่ได้

ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาว ครม.แถลงนโยบายเรื่องการเข้าถึงเข้าใจพัฒนา รัฐบาลคุณอนุทิน ต้องแต่งตั้งผู้ที่จะมาดูแลอย่างชัดเจน หากรัฐบาลทำได้ดี จะเป็นผลดีต่อพรรคภูมิใจไทย แต่ถ้าปล่อยให้เป็นการจัดการของทหาร รัฐบาลคุณอนุทินจะเจอปัญหาที่หนักมากขึ้นกว่าเดิม




...





...