ดีลรัสเซีย ซื้อปุ๋ยยูเรียล้านตัน ลดขาดแคลน ชาวนาโอดขูดรีด แบกต้นทุนนำเข้าปุ๋ยทดแทนไม่ทันทำนาปี เปิดอุบายร้านปุ๋ยให้เซ็นโควต้าราคาแพง เดิมกระสอบละ 800 ตอนนี้พุ่ง 1,200 – 1,400 บาท/กระสอบ “ผู้เชี่ยวชาญ” แนะแก้ระยะยาวใช้ปุ๋ยละลายช้า

เมื่อวาน (15 เม.ย.69) มีรายงานว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าพบรองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรของรัสเซีย ณ สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งได้หารือว่า ไทยสนใจนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย ขอให้รัสเซียพิจารณาจัดสรรโควต้าแก่ไทยในราคามิตรภาพ ปริมาณ 1-2 ล้านตัน ต่อปี 


โดยปุ๋ยชนิดที่ต้องการเป็นแบบเม็ด (Granular) ขนาด 2.5-5 มม. ซึ่งหากทางรัสเซียเห็นชอบ จะมอบให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ประสานงานกับเอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย ในการอำนวยความสะดวกการหารือทางธุรกิจของภาคเอกชนทั้งสองประเทศ เพื่อให้สามารถส่งออกปุ๋ยจากรัสเซียได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

...

ส่วนราคาและคุณสมบัติเฉพาะของปุ๋ยที่ต้องการนำเข้า ขอให้ภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายร่วมหารือกันในรายละเอียด และเห็นพ้องให้เอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย เป็นผู้ประสานงานฝ่ายรัสเซียต่อไป

ในมุมกลับกัน กลุ่มเกษตรกรหลายรายก็มีการตั้งคำถามว่า ในการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย จะสามารถแก้ปัญหาในเรื่องราคาได้จริงหรือไม่ เนื่องจากตอนนี้ราคาปุ๋ยพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว ขณะที่ชาวนาก็เตรียมทำนาปีในช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม แต่ต้องแบกต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้น


ชาวนาโอดปุ๋ยยูเรียแพง ทำนาปีแบกต้นทุนสูง


ช่วงปลายเดือน เม.ย. ของทุกปี ชาวนาที่ทำนาปีเตรียมตัวที่จะทำการเพาะปลูก แต่ด้วยปุ๋ยยูเรียที่ราคาพุ่งสูง ทำให้ชาวนาหลายคนต้องคิดหนัก ขณะที่ร้านขายปุ๋ยบางแห่งก็หัวใส เปิดให้ชาวนาจองโควต้าปุ๋ยยูเรีย ในราคาที่สูง โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการการันตีว่าจะมีปุ๋ยให้กับเกษตรกรแน่

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ให้ข้อมูลว่า ตอนนี้ยังไม่มีความแน่นอนว่าการไปคุยกับทางรัสเซีย จะได้ปุ๋ยยูเรียนำเข้ามาจริงหรือไม่ แต่ถ้าได้มา 1 – 2 ล้านตัน จากรัสเซีย ก็จะช่วยให้มีปุ๋ยยูเรียเพียงพอกับความต้องการ เนื่องจากตอนนี้ก็มีการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากแหล่งอื่น แต่มีจำนวนที่น้อย 

ตอนนี้ราคาปุ๋ยยูเรียอยู่ที่ 1,200 – 1,400 บาท/กระสอบ จากเดิมราคาปุ๋ยยูเรียอยู่ที่กระสอบละ 800 บาท ซึ่งราคาปุ๋ยยูเรียที่เพิ่มขึ้นก็พยายามคุยกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเหลือ พอเอาเข้าจริง ผู้ขายก็จะบอกว่าราคาต้นทุนมาสูง แม้บางคนจะบอกว่าให้กลับไปใช้ปุ๋ยชีวภาพ แต่ถ้าใช้แล้วผลผลิตก็ยังไม่ได้ตามที่ต้องการ

“ปุ๋ยยูเรีย มันสำคัญกับการทำทั้งนาปีและนาปรัง โดยจะใช้บำรุงนาข้าวเมื่อหว่านไปแล้ว หรือลงปักกล้า ขณะที่ราคาขายข้าวอยู่ที่ 5,500 – 6,000 ต่อตัน ซึ่งถ้าราคาปุ๋ยและน้ำมันขึ้นไปถึงขนาดนี้ เรายื่นขอเสนอว่าขอราคาข้าวไปที่ 8,000 – 9,000 ต่อตัน ชาวนาถึงอยู่ได้"

ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ มีโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ส่วนลดเพิ่ม 300 บาท/กระสอบ โควต้า 5 กระสอบแรกต่อครอบครัว ซึ่งในความเป็นจริงไม่เพียงพอ เพราะปกติปุ๋ยจะใช้ไร่ละ 1 ลูกกว่า แต่โควต้าที่รัฐให้ถือว่าน้อยไป และเป็นเพียงการแก้ปัญหาเบื้องต้น

ตอนนี้พวกพ่อค้าขายปุ๋ยบางราย ให้ชาวนาไปลงชื่อไว้ก่อนว่าต้องการปุ๋ยยูเรียเท่าไหร่ แต่กำหนดราคาไว้สูง หากเกษตรกรต้องการให้ลงชื่อไว้ก่อน ถ้าไม่ลงชื่อไว้ก็ไม่การันตีว่าจะมีปุ๋ยให้เกษตรกร การทำลักษณะนี้ก็เหมือนกับการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ขณะเดียวกันผู้ขายก็เป็นการการันตีว่าขายได้ในราคาสูง

...



โครงสร้างนำเข้าปุ๋ย การแก้ปัญหาระยะยาว


หากมองในเชิงนโยบาย การขาดแคลนปุ๋ยยูเรีย ในการทำการเกษตรย่อมส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของเกษตรกรไทย ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้คุยกับ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center สถาบันนโยบายพรรคประชาชน ผู้เชี่ยวชาญนโยบายเกษตร ชนบท และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้ข้อมูลว่า การที่หาแหล่งใหม่ในการนำเข้าปุ๋ยยูเรียให้กับเกษตรกร ถือเป็นเรื่องดี แต่จะส่งผลทำให้ราคาปุ๋ยลดลงมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการเปิดเผยข้อมูลว่า การนำเข้าในรอบนี้จะนำเข้าโดยรัฐหรือเอกชน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าจะเป็นการนำเข้าโดยใคร และจะมีราคาเท่าไหร่ 

...

เดิมปุ๋ยยูเรียกว่า 30 % เป็นการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และตอนนี้ยังมีเรือ 5 ลำ ที่ตกค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีการนำเข้าจากมาเลเซีย และบรูไน ซึ่งการนำปุ๋ยยูเรียจากรัสเซียเข้ามาทดแทน น่าจะนำเข้ามาทดแทนได้ 

การแก้ปัญหาราคาปุ๋ยนำเข้าที่สูงระยะยาว ควรมีการเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ย เช่น ใช้ปุ๋ยที่มีการละลายที่ช้าลง และใช้กับพืชที่ตรงจุดแบบมุ่งเป้ามากขึ้น ต้องมีข้อมูลดินของเกษตรกร ขณะเดียวกันต้องมีปุ๋ยอินทรีย์เสริมเข้าไปแทนปุ๋ยยูเรีย โดยแผนเหล่านี้รัฐบาลได้พูดไว้แล้ว แต่การดำเนินการยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร




...