ส่อพิรุธ ป.ป.ช. เจอช่องโกงจัดเก็บรายได้อุทยานทางทะเล ผลักดัน E-Ticket แก้โกง แต่ล้มเหลว พบความจงใจทำให้ไม่สำเร็จ จับตาโกงเป็นระบบกับผู้ประกอบการ แถมต้องส่งรายได้ร้านค้าสวัสดิการ เข้าส่วนกลาง 15%
ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะทำงานชุดเฉพาะกิจ อันดามัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ตรวจติดตามอ่าวมาหยา-เกาะไผ่ ลงพื้นที่สังเกตการณ์การจัดเก็บรายได้ ณ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ณ จุดจัดเก็บอ่าวมาหยา เกาะไผ่ พบข้อสังเกตสำคัญที่มีความเสี่ยงและการบริหารจัดการดังนี้
การจัดเก็บยังคงใช้ระบบเงินสด แม้จะมีนโยบายผลักดันระบบออนไลน์มานาน และประชุมติดตามกันหลายครั้ง การนับจำนวนนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ยังต้องปฏิบัติงานท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด โดยใช้การจดบันทึกด้วยมือ ทั้งการนับจำนวนเรือ และจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งมีความเสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อนสูง ง่ายต่อการแก้ไขข้อมูลในแต่ละวัน
จุดจัดเก็บอ่าวมาหยา เก็บรายได้เป็นเงินสดกว่า 1 ล้านบาท กระบวนการตั้งแต่นับเงิน เก็บรักษา ไปจนถึงการขนส่งเงินสดกลับไปยังที่ทำการอุทยานฯ มีความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งเรื่องความสูญหาย ความผิดพลาดในการนับ และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
...
พบประเด็นด้านสวัสดิภาพเจ้าหน้าที่ โดยลูกจ้างอุทยานมีรายได้เพียง 9,000 บาทต่อเดือน แต่กลับต้องแบกรับความรับผิดชอบในการถือครองและจัดการเงินรายได้แผ่นดินจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านการบริหารจัดการร้านค้าสวัสดิการ และลูกจ้างต้องแบกภาระในการขนน้ำวัตถุดิบและอาหารมาจำหน่ายเองเป็นรายได้เสริม แต่กลับมีเงื่อนไขที่ต้องส่งคืนรายได้ให้กรมอุทยานฯ ถึง 15%
คณะทำงานชุดเฉพาะกิจยังพบว่า จำนวนเรืออุทยานไม่เพียงพอ ทั้งที่ต้องดูแลนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
พิรุธเก็บค่าเข้าอุทยานทางทะเล การใช้ E-Ticket ล้มเหลว
ก่อนหน้านี้ อุทยานแห่งชาติทางทะเลฝั่งอันดามันมีทั้งหมดกว่า 20 แห่ง มีโครงการให้จัดซื้อตั๋วค่าเข้าอุทยานผ่านการใช้ E-Ticket ซื้อบัตรเข้าอุทยานฯ ซึ่งหลายโครงการมีงบประมาณลงไปในการก่อสร้างอาคารและสถานที่ แต่ถึงตอนนี้ จากการตรวจสอบของ ป.ป.ช. กลับพบว่ามีอุทยานทางทะเลเพียงแห่งเดียวที่ใช้ระบบออนไลน์ แต่ก็เป็นการเก็บที่ไม่เป็นระบบ และเสี่ยงต่อการคอร์รัปชัน
จากข้อมูลอุทยานแห่งชาติทางทะเลฝั่งอันดามันที่มีประมาณ 20-24 แห่ง โดยเป็นพื้นที่เก็บรายได้หลักของกรมอุทยานฯ ซึ่งในปี 2567 อุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี (กระบี่) ทำรายได้สูงสุดกว่า 629 ล้านบาท และหมู่เกาะสิมิลัน (พังงา) สูงกว่า 243 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาอุทยานทางทะเลมักจะมีปัญหาในการเก็บค่าเข้าชมมาตลอด
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยังหัวหน้าทีม คณะทำงานชุดเฉพาะกิจ อันดามัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ตรวจติดตามอ่าวมาหยา-เกาะไผ่ ลงพื้นที่สังเกตการณ์การจัดเก็บรายได้ ณ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ณ จุดจัดเก็บอ่าวมาหยา เกาะไผ่ ให้ข้อมูลว่า กรณี E-Ticket ตั๋วค่าเข้าอุทยานออนไลน์พบว่า ที่ผ่านมามีปัญหาการทุจริตรั่วไหลเงินรายได้ของอุทยาน ในการเก็บค่าเข้าอุทยานทางทะเล ซึ่งเป็นปัญหาในการเก็บค่าเข้าด้วยเงินสด จึงเกิดระบบ E-Ticket ขึ้นมา
โดย ป.ป.ช. มีการเสนอให้อุทยานจัดการรูปแบบการจำหน่ายตั๋วแบบ E-Ticket และมีการนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว ซึ่งข้อสั่งการนี้มีตั้งแต่ปี 2562 และในทุกปีมีการติดตามมาโดยตลอด แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าอุทยานทางทะเลมีแค่ 3 จุดที่ทำการปรับปรุงเพื่อทำ E-Ticket นอกนั้นอุทยานทางทะเลที่อื่นก็ยังเป็นการเก็บเงินแบบเงินสดอยู่
...
รอบล่าสุดที่มีการลงตรวจสอบอุทยานทางทะเลที่มีอีทิกเก็ตแบบ 100% คืออุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน แต่ปรากฏว่าซื้อตั๋วอีทิกเก็ตไปแล้วไม่ตรงกับจำนวนนักท่องเที่ยว และไม่ตรงกับประเภทของนักท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น เรือหนึ่งลำมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 50 คน ซึ่งต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 400 บาท โดยจะเก็บทั้งหมดได้ 20,000 บาท แต่ปรากฏว่าเป็นการซื้อตั๋วแบบคนไทย ซึ่งราคาแค่ 100 บาท หรือไม่ก็ซื้อในราคาต่างชาติ แต่ซื้อแค่ 10 ถึง 20 คน เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ตรวจนับ
และเมื่อลงพื้นที่ในอาทิตย์ที่แล้ว ก็พบการรั่วไหลในช่องทางต่างๆ ด้วยอำนาจบางอย่างที่มีการสั่ง ไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจนับเรือหรือบริษัทท่องเที่ยวบางลำ ซึ่งถือเป็นช่องทางรั่วไหลของเงินหลวงที่เก็บค่าเข้าชมอุทยาน
ส่วนพื้นที่ล่าสุดที่ไปทำการตรวจสอบมาคือ อ่าวมาหยาและเกาะไผ่ ที่อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา ที่มีรายได้เก็บค่าเข้าชมปีละประมาณ 600 ล้านบาท แต่พบว่าเจ้าหน้าที่ยังเก็บค่าเข้าชมแบบเป็นเงินสดอยู่ ยังไม่มีการจำหน่ายค่าเข้าชมแบบออนไลน์ โดยมีการอ้างว่าการซื้อแบบอีทิกเก็ตมีการสร้างเงื่อนไขเยอะ ต้องไปคีย์และกรอกข้อมูลต่างๆ มากมายทำให้บริษัททัวร์ไม่ยอมซื้อตั๋วแบบอีทิกเก็ต เลยใช้การจ่ายเงินสดไปตามเกาะต่างๆ
...
สำหรับข้อเสนอจากการสำรวจของเจ้าหน้าที่อุทยานพบว่า มีงบประมาณลงมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2568 ให้ทำระบบอีทิกเก็ต แต่ก็ยังไม่ดำเนินการ และตอนนี้กำลังดำเนินการร่างทีโออาร์ขึ้นใหม่
ส่วนสวัสดิการของเจ้าหน้าที่คืออุทยานทางทะเลบางแห่ง มีข้าราชการแค่สองคน ที่เหลือมีการทำให้เป็นลูกจ้างแทบทั้งหมด ซึ่งจะมีเงินเดือนแค่ 8,000 ถึง 9,000 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าเจ้าหน้าที่ของอุทยาน ต้องไปขายสินค้า เช่นน้ำมะพร้าว อาหาร หรือขนม ซึ่งรายได้ก็จะนำมาแบ่งปันกันเพื่อให้เป็นรายได้ของเจ้าหน้าที่ แต่ข้อมูลจากการตรวจสอบในพื้นที่พบว่า เมื่อขายได้เท่าไหร่ ก็ต้องส่งคืนไปยังส่วนกลางด้วย 15% เจ้าหน้าที่เลยรู้สึกว่าค่อนข้างไม่เป็นธรรม เพราะเป็นสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพราะเจ้าหน้าที่ขนข้าวขนน้ำขึ้นมาบนเกาะ
อีกเสียงสะท้อนของเจ้าหน้าที่อุทยานก็พบว่า จำนวนเรือมีไม่เพียงพอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ต้องการอนุรักษ์ในการดูแลนักท่องเที่ยว และปกป้องการบุกรุกทำลายธรรมชาติในพื้นที่ แต่กำลังคนของเจ้าหน้าที่กลับไปหนักกับการเก็บเงินค่าเข้าอุทยานเสียมากกว่า ซึ่งเวลามีปัญหาหรืออุบัติเหตุในพื้นที่อุปกรณ์เช่นเรือมีไม่เพียงพอในการบริการนักท่องเที่ยว เลยอยากมีเรือประเภทต่างๆ ที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ได้
...
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเจ้าหน้าที่ต้องขนเงินสดที่เก็บได้จากค่าเข้าอุทยาน ขึ้นไปบนฝั่งในทุกวัน เช่น อ่าวมาหยาที่เก็บได้วันละเท่าไหร่ ต้องขนเงินสดขึ้นฝั่งทุกวัน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นจุดที่ผิดสังเกตว่าอาจจะมีความจงใจทำให้ระบบการเก็บเงินไม่มีประสิทธิภาพ อีกประเด็นสำคัญคือบุคลากรต่างๆ พบว่าไม่มีความก้าวหน้าในอาชีพการทำงาน
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ ทีมข่าวไทยรัฐ ออนไลน์ จะนำข้อมูลชี้แจงของกรมอุทยานฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารายงาน เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงทั้งสองด้าน และเกิดการแก้ไขต่อไป