บีบโรงกลั่นคายกำไรส่วนต่าง ลดราคาน้ำมัน คาดปล่อยดีเซลราคาพุ่ง 60 บาท/ลิตร จีดีพีไทยติดลบหนัก นับถอยหลังเงินเฟ้อ เลิกจ้างสูง เศรษฐกิจพังทั้งระบบ
วิกฤตพลังงานสงครามอิหร่าน ส่งผลกระทบให้น้ำมันในไทยพุ่งขึ้นสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ที่ตอนนี้พุ่งไปเกินลิตรละ 20 บาท ซึ่งรัฐบาลอนุทิน เริ่มมีมาตรการที่จะลดค่าการกลั่น ที่ตอนนี้กระทรวงพลังงานประกาศว่าวันที่ 7 เม.ย. 69 ค่าการกลั่นอยู่ที่ 17.50 บาท/ลิตร สูงกว่าค่าการกลั่นเดิมในปีที่แล้วเกือบเท่าตัว สวนทางกับกองทุนน้ำมันที่ติดลบกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลอาจพิจารณากู้เงินเพื่อมาชดเชยในกองทุนอีกระลอก
ขณะที่วันนี้ (7 เม.ย.69) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน แถลงถึงมาตรการมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะมีการลดราคาหน้าโรงกลั่น โดยพิจารณา เดือน มี.ค.69 ลดราคาหน้าโรงกลั่นลงได้ 2 บาท/ลิตร ซึ่งต้องมาดูอีกทีว่า เมื่อลดราคาหน้าโรงกลั่นแล้ว 2 บาท/ลิตร จะทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงตามมาได้หรือไม่
...
ค่าการกลั่น เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่รัฐบาลพยายามบีบโรงกลั่นให้ลดราคาลง แม้โรงกลั่นจะอ้างว่าด้วยต้นทุนการขนส่งและราคาการซื้อน้ำมันดิบที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัว จากเดิมเดือน ม.ค.69 ค่าการกลั่นอยู่ที่2.14 บาท/ลิตร เพิ่มสูงขึ้นในเดือน มี.ค. 69 อยู่ที่ 7.23 บาท/ลิตร จนล่าสุดค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นถึง 17.50บาท/ลิตร
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ ถึงค่าการกลั่นน้ำมันว่า การที่รัฐบาลมีมาตรการการให้ลดค่าการกลั่นน้ำมัน จะมีผลทำให้ราคาน้ำมันลดลง แต่การลดควรเป็นแนวทางที่ช่วยเหลือประชาชน เนื่องจากตอนนี้ค่าการกลั่นถูกโยงกับราคาหน้าโรงกลั่น โดยตอนนี้ ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นถึง 17.50 บาท/ลิตร ถือว่ามีราคาที่สูงมาก จากเดิมที่เฉลี่ยอยู่ที่ 2 บาท/ลิตร
ดีเซล ตอนนี้ราคาขึ้นมาถึง 68.8 % แต่ราคาหน้าโรงกลั่นขึ้นไปเกือบ 200% ซึ่งถ้ามีกระบวนการที่กดราคาค่าการกลั่น ให้มีประโยชน์จะช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนได้
ตอนนี้กองทุนน้ำมัน กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่มาจากประชาชน และช่วยพยุงราคาน้ำมันเหมือนกับประชาชนกำลังช่วยตัวเองอยู่ เพราะเงินกองทุนน้ำมันก็มาจากประชาชน ขณะที่รัฐบาลก็ไม่ได้ช่วยลดภาษีน้ำมัน ส่วนต้นทุนอีกส่วนจากบริษัทน้ำมันก็ไม่ได้มาช่วย ดังนั้น รัฐบาล นอกจากลดราคาค่าการกลั่นแล้ว ต้องมาดูกระบวนการในการลดภาษีน้ำมันช่วยประชาชนด้วย
ด้านโรงกลั่นก็อ้างว่า ด้วยภาวะสงครามทำให้ต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบและการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น แต่อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้บริษัทน้ำมันก็ไม่ได้จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ซึ่งคุณเก็บเกี่ยวกำไรมามากแล้ว
ค่าการกลั่นน้ำมันของไทย ตอนนี้ไม่ควรเกิน 5 บาท/ลิตร แต่ตอนนี้พุ่งไปถึง 17.50 บาท/ลิตร ถือว่าไปไกลมากแล้ว ต่างจากเวียดนาม ที่จะกำหนดราคาน้ำมันโดยรัฐบาล ไม่ได้ให้เอกชนเป็นผู้คิดราคาน้ำมัน เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ที่โรงกลั่นน้ำมันเป็นของรัฐบาล
ส่วนข้อเสนอในการเปิดให้มีการแข่งขันแบบเสรีในเรื่องของโรงกลั่นน้ำมันในไทย ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยได้ในอนาคต แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน ตอนนี้ก็เป็นตลาดเสรีในการที่ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนโรงกลั่นน้ำมันในไทยได้ แต่ความต่างอยู่ที่เอกชนเป็นคนคิดราคาน้ำมัน ทำให้ราคาหน้าปั๊มดีดตัวสูงขึ้นมาก ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ดี ไทยควรเปิดให้เป็นการค้าเสรี แต่ต้องมีการควบคุมราคาแบบเวียดนาม ที่เปิดให้เข้ามาลงทุน แต่สูตรในการคิดราคาน้ำมัน รัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคา
...
ค่าการกลั่นถือเป็นกำไรข้างต้น แต่ไม่ใช่กำไรสุทธิที่จะได้ ซึ่งเดิมค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ลิตรละ 2 บาทกว่า ถ้าบวกค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น อีก 3 บาท จะตกลิตรละไม่เกิน 5 บาท ก็ถือว่าเป็นราคาค่าการกลั่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้ และคิดว่าควรตั้งกรอบเพดานค่าการกลั่นให้เป็นการคิดแบบถาวร
สูตรคำนวณราคาน้ำมันตอนนี้ต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ ตั้งแต่การกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น และค่าการกลั่นใหม่ทั้งหมด เพราะวิธีคิดราคาน้ำมันไทยต่างจากเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แม้ประเทศเหล่านี้จะอ้างอิงราคาขายของสิงคโปร์ แต่เวลาคิดจริงไม่ได้นำมาทั้งหมด แต่จะเป็นเพียงค่าราคากลาง แล้วมากำหนดตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศ โดยคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก
...
ราคาน้ำมันแพง ภาษีน้ำมันไม่ลดราคา ภาระตกที่ประชาชน
ภาษีน้ำมัน เป็นอีกปัจจัยที่เกิดคำถามในภาวะวิกฤตพลังงานว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการลดส่วนนี้ รศ.ดร.อัทธ์ ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่เจอปัญหาราคาน้ำมันแพง ประชาชนเหมือนช่วยตัวเองมาตลอด ขณะที่ภาษีน้ำมัน รัฐบาลก็ไม่ยอมลดให้ ต่างจากเวียดนามตอนนี้ ลดภาษีน้ำมันเหลือ 0 บาท/ลิตร ไปจนถึงเดือน มิ.ย.นี้
“1 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนเหมือนช่วยตัวเองอยู่ในการแก้ปัญหาน้ำมันแพง รัฐบาลเหมือนยังไม่ได้ช่วยอะไรเลย ตอนนี้การแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงถือว่าช้ามาก โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีต้นทุนในการทำการเกษตรที่สูงมากขึ้น เช่นกลุ่มผู้ปลูกข้าว อ้อย และกาแฟ”
...
ขณะที่มาตรการในการกู้เงินเพื่อมาช่วยเหลือกองทุนน้ำมัน ยังมองว่าจำเป็น เพราะตอนนี้กองทุนน้ำมัน ติดลบกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลต้องคิดถึงความคุ้มค่าว่า ถ้ากู้มาช่วยกองทุนน้ำมัน กับการที่รัฐช่วยลดภาษีน้ำมัน อันไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน แต่ถ้ากู้มา ก็เหมือนประชาชนเจอสองเด้ง ทั้งราคาค่าภาษีน้ำมัน และเงินกู้ที่ต้องจ่ายในอนาคตหลังจากที่เรากู้เงินมา
เศรษฐกิจไทย เมื่อของแพง กำลังซื้อลดลง
รศ.ดร.อัทธ์ มองว่า หากคำนวณราคาของน้ำมันดีเซลที่มีส่วนสำคัญในภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง ซึ่งดีเซลขึ้นราคามา 50.54 บาท/ลิตร ทำให้จีดีพีของไทยเหลือ 1 % ต่อปี แต่ถ้าดีเซล ขึ้นมา 60 บาท/ลิตร จีดีพีของไทยจะเหลือ 0.5 % และบางไตรมาสจะเริ่มติดลบ ซึ่งเดิมสภาพัฒน์ระบุว่าจีดีพีไทยจะโตขึ้น 2 % ภายในปีนี้ แต่พอราคาพลังงานเพิ่มก็จะทำให้จีดีพีลดลง จาก การวิเคราะห์พบว่า ถ้าดีเซล ขึ้นมา 60บาท/ลิตร จีดีพีของไทยจะติดลบ และเตรียมนับถอยหลังวิกฤตเศรษฐกิจในภาพใหญ่ได้เลย
เศรษฐกิจไทย จะอยู่ในภาวะเงินเฟ้อสูงมาก ถึง 5 – 6 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนก็จะไม่มีเงินไปใช้จ่าย และจะเริ่มมีการเลิกจ้างจำนวนมาก เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ดังนั้น ประชาชนควรเตรียมรับมือกับภาวะที่จะเกิดขึ้น
ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก แม้สงครามจะสงบ แต่ก็ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าราคาพลังงานจะกลับมาเป็นปกติ เนื่องจากมีการทำลายแหล่งน้ำมันและโรงก๊าซขนาดใหญ่ของภูมิภาค ที่ต้องใช้เวลานานในการซ่อมแซม