ลอยแพแรงงานกัมพูชา ไม่ต่อวีซ่า กระทบนายจ้างไทย ลูกจ้างนับแสนเสี่ยงหลุดจากระบบ เผยผู้ประกอบการรายย่อยหนัก แบกต้นทุน แถมต้องจ่ายเงินค่ารีดไถในระบบ ระยะยาวสะเทือนเศรษฐกิจภาพรวม

สถานการณ์แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต เมื่อถึงเส้นตายวันที่ 31 มี.ค.  69  แรงงานตามมติคณะรัฐมนตรี 2 ธ.ค. จำนวน 103,598 คน จะสิ้นสุดสิทธิการทำงานทันที หากไม่สามารถต่อวีซ่าได้ทันเวลา เมื่อรวมกับแรงงานจ้างงานชายแดนอีกกว่า 4,000 คน และกลุ่มไปกลับที่ทยอยหมดสถานะในช่วงเดือนเดียวกัน ทำให้จำนวนแรงงานที่หลุดออกจากระบบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่บางส่วนหมดสถานะไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เพราะไม่สามารถดำเนินการให้ทันกำหนด

แรงงานกัมพูชา กลับประเทศ ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง "นิลุบล พงษ์พยอม" ตัวแทนกลุ่มนายจ้างสีขาว ให้ข้อมูลว่า แรงงานกัมพูชาเป็นกำลังสำคัญของตลาดแรงงานไทย มีจำนวนมากเป็นอันดับสองรองจากเมียนมา การหลุดออกจากระบบในระดับแสนกว่าคน จึงไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะกลุ่ม แต่กำลังกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในวงกว้าง



...


แรงงานกัมพูชา กระทบนายจ้างขาดแรงงานเฉียบพลัน

ขณะที่ อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ระบุว่า จากการหลุดออกจากระบบของแรงงานกัมพูชา ผลกระทบเกิดขึ้นทันทีในภาคเศรษฐกิจ ทั้งกิจการประมง ก่อสร้าง เกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการ เริ่มขาดแคลนแรงงานอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เกี่ยวข้องกับอ้อยและน้ำตาล ซึ่งเสี่ยงไม่สามารถเข้าสู่ระบบโควตาได้ ขณะที่งานก่อสร้างจำนวนมากค้างอยู่ และภาคบริการอย่างร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าต้องเร่งปรับเปลี่ยนแรงงานนายจ้างต้องเผชิญภาวะขาดแรงงานในงานที่คนไทยไม่ทำ และพยายามหาแรงงานทดแทนจากประเทศอื่น แต่กลับพบข้อจำกัดรอบด้าน แรงงานเมียนมาลดลงจากสถานการณ์ภายในประเทศและเงื่อนไขเกณฑ์ทหาร แรงงานลาวมีจำนวนจำกัด และไม่ได้รับการส่งเสริมให้ออกไปทำงานต่างประเทศ เวียดนามแทบไม่มีการนำเข้าในช่วงหลัง ขณะที่แรงงานศรีลังกายังติดข้อจำกัดด้านต้นทุน ภาษา และความเหมาะสมกับลักษณะงาน โดยเฉพาะในภาคเกษตร

แม้บางกิจการพยายามนำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนแรงงาน แต่ข้อจำกัดด้านต้นทุนทำให้แนวทางนี้ยังไม่สามารถใช้ได้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก


ลูกจ้างกัมพูชาหลุดออกจากระบบ

เมื่อแรงงานหลุดจากระบบ สิ่งที่ตามมาคือการเพิ่มขึ้นของแรงงานผิดกฎหมาย จากสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา นำไปสู่การปิดชายแดนและการจำกัดการให้บริการของสถานทูตกัมพูชาในประเทศไทย ส่งผลให้แรงงานไม่สามารถต่ออายุหนังสือเดินทางได้ตามช่องทางเดิม จากที่เคยเดินทางข้ามแดนหรือดำเนินการผ่านสถานทูตในไทยได้โดยตรง

เมื่อช่องทางถูกปิดลง แรงงานจำนวนมากจึงไม่สามารถรักษาสถานะทางกฎหมายไว้ได้ และทยอยหลุดออกจากระบบ กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายโดยปริยาย ผลที่ตามมาคือความเสี่ยงในการถูกจับกุมที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สถานกักกันของตรวจคนเข้าเมืองต้องเผชิญภาวะแออัดเกินศักยภาพ รองรับแรงงานที่ถูกควบคุมตัวได้ไม่เพียงพอ ขณะที่รัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณในการดูแลและส่งกลับที่ไม่เพียงพอ 



ขณะเดียวกัน ช่องว่างของระบบที่ไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังเปิดโอกาสให้เกิดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์นอกระบบ การใช้ดุลพินิจที่ไม่โปร่งใส และการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานที่อยู่ในสถานะเปราะบาง ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตให้ลุกลามลึกกว่าปัญหาสถานะทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว



...

ปัญหาระบบคอขวด ดันแรงงานหลุดนอกระบบ



นิลุบล ระบุว่า เบื้องหลังของการหลุดจากระบบไม่ได้เกิดจากการไม่ต่อวีซ่าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากข้อจำกัดหลายชั้น ทั้งการต่ออายุไม่ทันกำหนด การเปลี่ยนนายจ้างไม่ได้ การต่อหนังสือเดินทางที่ติดขัดจากข้อจำกัดชายแดน รวมถึงปัญหาของระบบ e-Work Permit ที่ไม่มีเสถียรภาพ ข้อมูลตกหล่น และไม่รองรับการใช้งานจริงของแรงงานจำนวนมาก


แรงงานกัมพูชา ในไทย อยู่ได้ถึงวัน ไหน กระบวนการที่กำหนดให้แรงงานต้องลงทะเบียนผ่านอีเมลและเข้าสแกนอัตลักษณ์ก่อนที่นายจ้างจะยื่นข้อมูลเข้าสู่ระบบ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ เมื่อแรงงานจำนวนไม่น้อยไม่มีสมาร์ทโฟนหรือไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ ขณะที่ศูนย์บริการมีคิวล้น ทำให้ดำเนินการไม่ทันกำหนด ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากกลายเป็นผู้ผิดกฎหมายทันที ทั้งที่ยังทำงานอยู่ในสถานประกอบการเดิม

...



นิลุบล เสริมอีกว่า นอกจากปัญหาสถานะทางกฎหมายและระบบที่ไม่รองรับแล้ว ยังมีภัยคุกคามแฝงที่เริ่มปรากฏชัดขึ้น โดยเฉพาะกรณีการใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมในการยื่นเอกสารแรงงาน ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เกิดจากกระบวนการตรวจสอบที่ไม่เข้มงวดเพียงพอ

ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลแค่ในเชิงเอกสาร แต่ยังกระทบต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม เพราะการใช้เอกสารปลอมอาจทำให้การคัดกรองโรคไม่มีประสิทธิภาพ เพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในสถานประกอบการและชุมชน


ทางออกของปัญหา ตั้งยุทธศาสตร์ระยะยาว

อดิศร มองว่า แนวทางที่ผ่านมาของภาครัฐยังคงเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น เมื่อแรงงานหายก็เปิดให้ขึ้นทะเบียนใหม่ แต่ไม่ได้แก้ที่รากของปัญหา ทำให้วงจรหลุดระบบและเปิดขึ้นทะเบียนใหม่เกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง

...

ข้อเสนอในระยะเร่งด่วนคือ การขยายเวลาผ่อนผัน 6 เดือน เพื่อประคองไม่ให้แรงงานหลุดออกจากระบบเพิ่มเติม พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมเฉพาะ เช่น การให้รายงานตัวเป็นระยะ จำกัดพื้นที่ทำงาน หากรัฐยังมีความกังวลด้านความมั่นคง

แรงงานกัมพูชา กลับประเทศ การตัดสินใจเชิงนโยบายยังติดอยู่กับแรงกดดันทางการเมือง ทั้งกระแสแนวคิดชาตินิยมและความขัดแย้งในสังคม ทำให้รัฐบาลไม่กล้าขยับในประเด็นที่อ่อนไหว แม้จะมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

แรงงานกัมพูชา ในไทย ล่าสุด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การต่ออายุหรือผ่อนผันชั่วคราว แต่คือการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวในการบริหารแรงงานข้ามชาติ ที่สามารถรักษาแรงงานในระบบ ลดการหลุดออกจากระบบ เมื่อระบบผลักแรงงานออกได้ง่ายกว่าการรักษาไว้ ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่แรงงาน แต่กำลังลุกลามไปสู่ทั้งระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้