ยุติคดี “ธัมมชโย” ปมฟอกเงินสิ้นสุดตามอายุความ 15 ปี สังคมยังคาใจไร้คนผิด หวั่นซ้ำรอยหนีความรับผิด
จากกรณีคดีของ “หลวงพ่อธัมมชโย” อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ในข้อหาฟอกเงินและรับของโจร ได้ถูกยุติการดำเนินคดีเนื่องจากขาดอายุความ โดยคดีดังกล่าวมีเหตุเกิดระหว่างปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2554 ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 ความผิดฐานฟอกเงินมีอายุความ 15 ปี จึงทำให้คดีดังกล่าวหมดอายุความ ไม่สามารถรื้อฟ้องหรือดำเนินคดีในข้อหาเดิม
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สัมภาษณ์ ดร.ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ หรือ “ครูนัท หนอนพระไตรปิฎก” นักวิชาการด้านกฎหมายและพระพุทธศาสนา โดยเธอระบุว่า ในช่วงเวลานั้นตนเคยเข้าให้การในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก อธิบายประเด็นคำสอนว่าถูกหรือผิดอย่างไร ก่อนที่ภายหลังจะมีการออกหมายจับ แต่เมื่อถึงวันเข้าจับกุมกลับไม่สามารถควบคุมตัวได้ เนื่องจากตัวหลวงพ่อธัมมชโยหายไปในช่วงที่มีการออกหมายจับ
เวลาผ่านไปมากกว่า 10 ปี จนคดีขาดอายุความ ทำให้ไม่สามารถรื้อฟ้องหรือดำเนินคดีในข้อหาเดิมได้อีก และแม้จะปรากฏตัวในปัจจุบัน ก็ไม่สามารถจับกุมในคดีดังกล่าวได้
...
ในมุมมองส่วนตัว ครูนัทเห็นว่า การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากมั่นใจว่าไม่ได้กระทำผิด ไม่ได้ยักยอก ฉ้อโกง หรือทุจริต ก็ควรเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การออกมาปรากฏตัวโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาล อาจทำให้ภาพลักษณ์ในสายตาสังคมไม่สง่างามนัก เพราะไม่มีข้อยุติว่าบริสุทธิ์หรือมีความผิด ส่งผลให้ศรัทธาของประชาชนแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย ฝ่ายที่ยังศรัทธายังคงเชื่อมั่น ขณะที่อีกฝ่ายตั้งคำถามว่าทำไมไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งคำว่า “หลบหนี” ก็อาจสะท้อนมุมมองของคนกลุ่มหลังได้
ในส่วนของพระธรรมวินัย เธอชี้ว่าไม่มีเรื่องอายุความ หากมีการกระทำความผิดก็ยังสามารถกล่าวโทษในส่วนของอาบัติหรือส่งพิจารณาในทางสงฆ์ได้ และหากยังครองสมณเพศอยู่ การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องภายในที่ไม่อาจก้าวล่วง
ขณะที่ในทางคดีอาญา เมื่อคดีขาดอายุความแล้ว ไม่สามารถต่ออายุหรือรื้อฟื้นคดีเดิมได้ เว้นแต่จะมีการกระทำความผิดใหม่หรือมีพฤติการณ์ใหม่ที่เข้าข่ายความผิด จึงจะสามารถดำเนินคดีได้อีก โดย DSI ระบุชัดว่า หากมีการปรากฏตัวก็ไม่สามารถจับกุมได้ เนื่องจากหมายจับถูกเพิกถอนแล้ว
เธอมองว่า ในอนาคตอาจเกิดกรณีลักษณะเดียวกันอีก จึงอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ยังมีช่องว่างในกระบวนการจับกุมและควบคุมตัวที่ต้องเร่งแก้ไข โดยควรดำเนินการอย่างรวดเร็ว และป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหล โดยเฉพาะในคดีที่มีมูลค่าความเสียหายสูงระดับหลักร้อยล้านบาท ซึ่งควรเร่งจับกุมและควบคุมตัวโดยเร็ว แม้พยานหลักฐานบางส่วนยังไม่ครบถ้วน เพราะคดีลักษณะนี้สามารถใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ทางการเงินและเส้นทางการเงินเป็นฐานในการดำเนินการได้ตั้งแต่ต้น