ความยุติธรรม “เหมาเข่ง” 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ โศกนาฏกรรมที่เปิดโปง “ทั้งระบบ”

หนึ่งปีผ่านไปหลังเหตุการณ์ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม แม้โครงสร้างที่พังทลายถูกรื้อถอนหายไปจากที่ตั้งเดิม แต่คำถามที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นั้นยังคงเงียบงัน ไร้คำตอบ

 

สำหรับ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมจากความผิดพลาดทางเทคนิค แต่เป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐไทย

 


“นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยโกรธมาก เพราะมีการสูญเสีย และเป็นเรื่องที่น่าอับอาย” 

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนอธิบายว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินคือองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น อาคารขององค์กรนี้ควรต้องได้มาตรฐานสูงสุด ทั้งด้านการออกแบบ ความแข็งแรง และความปลอดภัย

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางโดยสิ้นเชิง เมื่ออาคารของผู้ตรวจสอบกลับพังลงมาเสียเอง ความเสียหายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่โครงสร้างอาคาร หากแต่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อทั้งระบบ จนสังคมต้องตั้งคำถามว่า ราชการไทยล้มเหลวได้ถึงเพียงนี้แล้วหรือ

...

 


ความเงียบที่ยืดเยื้อกว่าหนึ่งปี

 

สิ่งที่น่ากังวลในสายตาของเขา ไม่ใช่เพียงสาเหตุของการถล่ม แต่คือ “การไม่มีคำตอบ” แม้เวลาจะผ่านไปหนึ่งปีเต็ม “จนถึงวันนี้ รายงานสอบสวนข้อเท็จจริงฉบับเต็มยังไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ”  เมื่อรัฐไม่เปิดข้อมูล ประชาชนก็ไม่อาจรับรู้ข้อเท็จจริง และเมื่อไม่รู้ ความเชื่อมั่นก็ย่อมไม่เกิด

 

สำหรับ ดร.มานะ การเปิดเผยข้อมูลไม่ใช่แค่เรื่องของความโปร่งใส แต่คือเงื่อนไขของการคลี่คลายปัญหา “ถ้าเปิดข้อมูลออกมา คนในวิชาชีพ ทั้งวิศวกร สถาปนิก นักวิชาการ จะเข้ามาช่วยกันวิเคราะห์ได้” ความคลุมเครือที่ยืดเยื้อ ไม่เพียงบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคม แต่ยังสร้างภาระให้กับผู้ที่อาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง

 


ความยุติธรรมที่ถูกตั้งคำถาม


หลังเหตุการณ์ มีการดำเนินคดีแยกออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ตั้งแต่คดีนอมินี คดีความผิดด้านการออกแบบและก่อสร้าง ไปจนถึงคดีฮั้วประมูลที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องจำนวนมาก คำถามสำคัญคือ กระบวนการเหล่านี้รัดกุมเพียงพอหรือไม่ หรือเป็นเพียงการดำเนินคดีแบบเหมาเข่ง

 

คำว่า “เหมาเข่ง” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงจำนวนผู้ต้องหา แต่หมายถึงความกังวลว่าการตั้งข้อหาอาจไม่ได้แยกแยะความรับผิดชอบอย่างละเอียดเพียงพอ

 

“ถ้าเป็นแบบนั้น คดีอาจไม่แข็งแรงพอที่จะเอาคนผิดมาลงโทษได้จริง” ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่ผิดก็อาจต้องสูญเสียทั้งชื่อเสียงและเสรีภาพ

 

โดยเฉพาะในคดีฮั้วประมูล เขาตั้งข้อสังเกตว่า การมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องถึง 72 ราย เป็นไปได้มากน้อยเพียงใดเขายังชี้ว่า แม้รายชื่อจะครอบคลุมผู้บริหารของ สตง. แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าครอบคลุมไปถึง “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน” หรือไม่

 

แม้เขายอมรับว่า คดีลักษณะนี้ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะที่อยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช. ซึ่งอาจยืดเยื้อ 3-5 ปี แต่สิ่งที่สังคมคาดหวังคือความรวดเร็วที่ไม่ทิ้งความเป็นธรรม

 

...


โศกนาฏกรรมที่เปิดโปง “ทั้งระบบ”

 

สำหรับ ดร.มานะ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคดีความ คือสิ่งที่เหตุการณ์นี้เผยให้เห็น “คนโกรธ เพราะเขารู้สึกว่าชีวิตของเขาอยู่บนความเสี่ยง” ความเสี่ยงแรกที่สังคมเริ่มตั้งคำถาม คือมาตรฐานของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยตั้งแต่มาตรฐานวิชาชีพของวิศวกรและสถาปนิก ไปจนถึงระบบควบคุมงานในภาคปฏิบัติ ปัญหาอย่างการซื้อขายลายเซ็น การปลอมเอกสาร หรือการกำกับดูแลที่หละหลวม ล้วนสะท้อนว่าระบบตรวจสอบของรัฐอาจไม่เคยทำงานอย่างจริงจัง เขามองว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจุด แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน

 


“นอมินี-ตัดราคา-เหมาช่วง” วงจรที่บีบความปลอดภัย

 

เมื่อมองลึกลงไป โครงสร้างของอุตสาหกรรมก่อสร้างเองก็เต็มไปด้วยแรงกดดันที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่

“เราได้ยินเรื่องนอมินีมานานแล้ว มันเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินทุน การแข่งขัน และการเข้ามาของทุนต่างชาติ”

 

ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านราคาในระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐก็ทำให้เกิดการตัดราคาอย่างรุนแรง

...

เมื่อราคาถูกลง ผู้รับเหมาหลักก็ต้องไปจ้างเหมาช่วงต่อ และสุดท้ายต้นทุนที่ถูกตัดทอน ก็คือด้านความปลอดภัย

เขาอธิบายว่า เมื่อโครงสร้างต้นทุนถูกบีบ งบประมาณสำหรับระบบความปลอดภัย หรือบุคลากรควบคุมงานก็มักจะถูกลดลงเป็นลำดับแรก

 


แรงงาน ผู้แบกรับความเสี่ยงที่มองไม่เห็น

ปลายทางของห่วงโซ่นี้คือแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ “เมื่อมีการจ้างเหมาช่วงหลายชั้น แรงงานคือคนที่อยู่ล่างสุดของระบบ”

 

แรงงานกลุ่มนี้มักทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มั่นคง และอาจไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน

 

 

...


บทเรียนที่ต้องไม่สูญเปล่า

 

แม้กระบวนการยุติธรรมจะยาวนาน แต่เขาย้ำว่า สังคมยังมีบทบาทสำคัญ “อย่างน้อยที่สุด เราต้องช่วยกันตั้งคำถาม” คำถามต่อระบบจัดซื้อจัดจ้าง ต่อการใช้เงินภาษี และต่อความรับผิดชอบของรัฐ

 

เพราะท้ายที่สุด ดร.มานะ มองว่า เหตุการณ์นี้ควรนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง “เราต้องช่วยกันคิดว่า จะหยุดคอร์รัปชันได้อย่างไร” “จะจัดการกับการล็อกสเปก ฮั้วประมูล หรือการละเลยหน้าที่ได้อย่างไร”

เพราะหากไม่มีคำตอบที่ชัดเจน โศกนาฏกรรมครั้งนี้ก็อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และคำถามเดิมอาจกลับมาอีกครั้ง ในวันที่สายเกินไปจะตั้งคำถามแล้ว