ความตายไร้เสียง ความสูญเสียไร้เยียวยา ครบรอบ 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม ชีวิตแรงงานข้ามชาติ หลังผ่านฝันร้าย หลายคนยังผวาเมื่อได้ยินเสียงดัง ตึกที่เคยสูงเสียดฟ้า กลายเป็นภาพที่ยังทิ่มแทงชีวิตของพวกเขาให้ยากจะก้าวไปต่อ
วันที่ 28 มีนาคม 69 ครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ “ตึก สตง.” ถล่มกลางเมืองหลวง คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบสำหรับใครอีกหลายคน
แต่สำหรับผู้รอดชีวิต สิ่งที่พังลงไปในวันนั้นไม่ใช่เพียงโครงสร้างของอาคาร หากคือชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล เรื่องเล่าของพวกเขาจึงไม่ใช่เพียงบันทึกของโศกนาฏกรรม แต่คือเสียงของคนที่ยังต้องมีชีวิตต่อ ทั้งที่บางส่วนของชีวิตได้พังทลายลงไปพร้อมกับตึกในวันนั้น
อาคารสูงกว่า 30 ชั้น บนพื้นที่กว่า 11 ไร่ ในย่านจตุจักร กรุงเทพฯ ที่โครงสร้างเกือบแล้วเสร็จ กลับพังถล่มลงมาในพริบตา จากแรงสั่นของแผ่นดินไหว เบื้องหลังคือเม็ดเงินมหาศาล ทั้งค่าจ้างออกแบบ ค่าก่อสร้าง และค่าควบคุมงาน แต่สิ่งที่สูญเสียไปนั้นไม่ใช่เพียงงบประมาณเท่านั้น แต่รวมถึงชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่ไม่อาจประเมินค่าได้
แรงงานในไซต์ก่อสร้างแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติ ชาวเมียนมา และมีชาวกัมพูชาบางส่วน พวกเขาเดินทางออกจากบ้านเกิดมาพร้อมความหวัง แต่กลับต้องเผชิญความสูญเสียที่ไม่มีใครเตรียมใจรับได้
และนี่คือเสียงของแรงงานผู้รอดชีวิต คนที่รอดออกมาจากซากปรักหักพัง แต่บางส่วนของชีวิตยังคงติดอยู่ในวันนั้น
...
เขารอด แต่ภรรยาไม่ได้ออกมา
“ละ วิน นาย” ชายจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เดินทางมาประเทศไทยหลายปีก่อน ด้วยเหตุผลที่เรียบง่ายว่า เศรษฐกิจในบ้านเกิดไม่อาจหล่อเลี้ยงชีวิตได้ เขาเริ่มต้นทำงานในฐานะช่างก่อสร้าง เป็นหนึ่งในแรงงานที่ค่อย ๆ ประกอบสร้างตึก สตง. ขึ้นมาด้วยแรงกายของตัวเองในวันที่โครงสร้างเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
เขาไม่ได้มาคนเดียว ภรรยาที่ใช้ชีวิตคู่กันมากว่า 15 ปี เดินทางตามมาภายหลัง จากเดิมที่เธอทำสวนอยู่ในบ้านเกิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของฟ้าฝนและรายได้ การข้ามพรมแดนจึงเป็นดั่งความหวังครั้งใหม่ของทั้งคู่ หวังจะสร้างชีวิตที่มั่นคงขึ้น และส่งเงินกลับไปดูแลลูกชายวัย 14 ปี
บ่ายวันหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงวันธรรมดาเหมือนทุกวัน เขาทำงานอยู่ที่ชั้น 6 ขณะที่ภรรยาอยู่ชั้น 4 และ 5 จู่ ๆ พื้นดินก็เริ่มสั่น เสียงกระจกแตกและเสียงปูนร่วงหล่นดังก้องไปทั่วอาคาร ในเสี้ยววินาทีที่ทุกอย่างกำลังพังทลาย เขาวิ่งหนีโดยแทบไม่ทันคิด “ตอนนั้นในหัวว่างเปล่า” เขาเล่า ระหว่างวิ่งลงบันได เขาพยายามมองหน้าคนที่วิ่งสวนกัน หวังว่าจะเห็นภรรยาอยู่ในนั้นแต่ไม่พบ
เมื่อถึงชั้นสอง เขานึกขึ้นได้ว่ามีอีกทางหนึ่งที่ออกได้เร็วกว่า เขาตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง และการตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีนั้น ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ ขณะที่ภรรยาของเขาไม่สามารถออกมาได้
หลังความโกลาหลสงบนิ่ง เขาวิ่งวนอยู่รอบซากตึก มองหาคนรัก เผื่อว่าเธออาจหลบอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ช่วงเวลาหลังจากนั้นเต็มไปด้วยการรอคอยและความหวังที่ริบหรี่ เขากินไม่ได้ นอนไม่หลับ และเฝ้าภาวนาให้เธอยังมีชีวิตอยู่ แต่เขาตัดสินใจโทรหาลูกชาย พร้อมบอกความจริงที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อ “ยังหาร่างแม่ไม่เจอ” เขากล่าวกับลูกชาย
หนึ่งเดือนต่อจากนั้น เขาได้พบเธออีกครั้ง แต่เป็นเพียงร่างไร้ลมหายใจ เขาไม่ได้เห็นแม้แต่ใบหน้า มีเพียงการยืนยันว่าเป็นภรรยา จากการตรวจ DNA และสายสิญจน์ที่คอ เธอสวมไว้เหมือนกับเขา งานศพถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย โดยที่ครอบครัวจากเมียนมาไม่สามารถเดินทางมาร่วมได้ทัน
“ผมไม่ได้อยากได้เงิน ผมอยากได้ชีวิตภรรยากลับมา”
แม้จะได้รับเงินเยียวยารวมราว 1.5 ล้านบาท แต่สำหรับเขา เงินไม่เคยทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปได้ กว่าจะได้มาซึ่งเงินจำนวนนี้ เขาต้องเผชิญกับกระบวนการเอกสารที่ซับซ้อน อุปสรรคทางภาษา และค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย ทั้งค่าล่าม ค่าแปลเอกสาร และค่าเดินทางรวมหลายหมื่นบาทเพื่อให้ได้รับสิ่งที่เรียกว่า “เงินเยียวยา”
...
ช่วงแรก เขาโทษตัวเอง “ไม่อยากให้เป็นเธอ” “อยากย้อนเวลา” “อยากให้เธอรอดแทนตัวเอง” เขาใช้เวลาหลายเดือนจมอยู่กับความเศร้าและความรู้สึกผิด ก่อนจะค่อย ๆ พยายามปล่อยวาง เขาเคยคิดจะฟ้องร้อง แต่สุดท้ายก็ล้มเลิก เพราะกระบวนการที่ยากและต้นทุนที่เขาแบกรับไม่ไหว
ในวันนี้ สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือจัดการเอกสารให้เสร็จ และกลับไปใช้ชีวิตกับลูกที่บ้านเกิด “ชีวิตคนเราไม่แน่นอน วันนี้อยู่ พรุ่งนี้อาจไม่อยู่แล้ว” เขากล่าว พร้อมยอมรับว่าเสียงดังหรือแรงสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อย ยังทำให้เขาหวาดกลัวและนึกย้อนถึงวันนั้นอยู่เสมอ
รอดชีวิต แต่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
สำหรับ “ทน ทน วิน” และ “ทน ทน วิน” คู่สามีภรรยาชาวเมียนมา การรอดชีวิตไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะกลับมาเหมือนเดิม ทั้งคู่เดินทางจากเมืองอิรวดีมาทำงานในประเทศไทย เพราะที่บ้านเกิดไม่มีงานทำ สามีทำงานที่ตึกแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ขณะที่ภรรยาทำงานมาได้เพียง 3 ปี
วันเกิดเหตุ ทั้งคู่อยู่คนละจุดในอาคาร ก่อนจะวิ่งหนีออกมาและกลับมาเจอกันอีกครั้งท่ามกลางความโกลาหล “ดีใจที่ยังได้เจอกัน” เขากล่าว แต่ความดีใจนั้นปะปนกับเศร้า เมื่อเพื่อนร่วมงานกว่า 10 ชีวิต ไม่ได้ออกมาจากตึก
...
เพียงไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ พวกเขาต้องกลับไปยังตึกอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อสร้าง แต่เพื่อเก็บซากเหล็ก และเผชิญหน้ากับภาพร่างพันผ้าขาวที่ถูกลำเลียงออกมาอย่างต่อเนื่อง “ไม่อยากไป…แต่ก็ต้องไป” เขาพูดสั้น ๆ เพราะหากไม่ทำงาน ก็ไม่มีรายได้ และหากไม่มีรายได้ ก็ไม่อาจอยู่รอดได้
หนึ่งปีผ่านไป ความกลัวยังคงอยู่ เสียงดังเพียงเล็กน้อยทำให้สะดุ้ง แรงสั่นเพียงนิดเดียวทำให้รู้สึกอยากวิ่งหนี “มันเหมือนมีแผลอยู่ข้างใน” เธอกล่าว พร้อมหัวเราะทั้งน้ำตา พวกเขายังคงทำงาน ใช้ชีวิต และพยายามก้าวต่อไป แต่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
พวกเขาไม่ได้รับการเยียวยาในฐานะ “ผู้รอดชีวิต” มีเพียงถุงยังชีพ เงินช่วยเหลือเล็กน้อย และคำปลอบใจ แม้จะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่เรียกร้อง “คนที่เสียชีวิตยังไม่ได้เต็มที่เลย พวกผมก็คงไม่มีหวัง” เขากล่าว พร้อมยอมรับว่าอยากกลับเมียนมา และไม่อยากทำงานก่อสร้างอีก แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นใหม่อย่างไร เพราะขาดข้อมูลและโอกาส
บาดแผลที่มองไม่เห็น
...
“มิ มา อู้” แรงงานหญิงอีกคน เล่าว่า แม้เธอจะรอดชีวิตออกมาได้ แต่ร่างกายและความรู้สึกกลับไม่เคยออกมาจากวันนั้นได้เลย เธอและสามีได้ย้ายไปทำงานที่ระยอง ทว่าความทรงจำของวันนั้นยังคงติดตัวไปทุกที่
เสียงของตก เสียงเหล็กกระทบกัน หรือแม้แต่แรงสั่นเพียงเล็กน้อย กลายเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างในร่างกายที่เธอควบคุมไม่ได้ เธอยังคงหวาดผวากับเสียงดังและแรงสั่นสะเทือน เหตุการณ์วันนั้นไม่ได้ทิ้งบาดแผลไว้บนร่างกาย หากฝังลึกอยู่ในจิตใจ “ได้ยินเสียงอะไรก็รู้สึกกลัว อยากวิ่งหนีตลอด” เธอกล่าว
ไร้เงินเยียวยา ไร้ความช่วยเหลือระยะยาว เพียงเพราะเป็นความเจ็บปวดที่มองไม่เห็น บาดแผลทางใจจึงไม่ถูกนับว่าเป็น “ความสูญเสีย” สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงคำปลอบใจ และประโยคที่เธอบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “รอดมาได้ก็ดีแล้ว” แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความทรงจำของวันนั้นยังคงย้อนกลับมาโดยไม่ต้องเรียกหา และไม่เคยจางหายไป “ถ้าพูดถึงก็ยังสะเทือนใจ” เธอกล่าวเบา ๆ
เธอยอมรับว่าอยากกลับบ้าน อยากกลับไปยังที่ที่รู้สึกคุ้นเคย แต่ความเป็นอยู่ในเมียนมายังยากลำบากเกินกว่าจะเลือกได้ ชีวิตของเธอจึงยังต้องดำเนินต่อในที่เดิม ท่ามกลางความกลัวเดิม ๆ ที่ไม่เคยหายไปไหน
หนึ่งปีผ่านไป…แต่ยังไร้เสียงและการเยียวยา
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์ ผู้รอดชีวิตยังคงใช้ชีวิต ทำงาน หาเงิน และพยายามประคองชีวิตให้เดินต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยกลับมาเหมือนเดิม คือความรู้สึกปลอดภัย บางคนสูญเสียคนรัก บางคนสูญเสียเพื่อนร่วมงาน บางคนสูญเสียความมั่นคงในชีวิต และอีกหลายคนสูญเสียบางส่วนของตัวเองไปตลอดกาล
โศกนาฏกรรมครั้งนั้นไม่ได้จบลงพร้อมกับซากอาคารที่ถูกรื้อถอน หากยังคงดำรงอยู่ในความทรงจำของผู้รอดชีวิต ความตายอาจเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีอย่างไร้เสียง แต่ความสูญเสียยังคงก้องอยู่เงียบ ๆ โดยไม่ได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง
เรื่อง : พิชญา ณ วาโย
ภาพ: สุภาพร ธรรมประโคน
