จากสถานการณ์ความไม่สงบและเหตุการณ์สำคัญบริเวณ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดน้ำมันโลก และทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยเกิดความผันผวนอย่างต่อเนื่องตลอด 3 สัปดาห์แรกของเดือน


สรุปความเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในรอบเดือน (1 - 21 มี.ค. 2569)

(เทียบราคาปัจจุบัน กับ ต้นเดือน)

  • ดีเซล : ปรับขึ้นสะสม 🔺 1.2 บาท/ลิตร

  • แก๊สโซฮอล์ 91 : ปรับขึ้นสะสม 🔺 2.5 บาท/ลิตร

  • แก๊สโซฮอล์ 95 : ปรับขึ้นสะสม 🔺 2.5 บาท/ลิตร

  • E20 : ปรับลงสะสม 🔻 0.29 บาท/ลิตร

  • E85 : ปรับลงสะสม 🔻 1.5 บาท/ลิตร

ข้อสังเกต: กลุ่มผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ได้รับผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูงขึ้นมากที่สุดถึง 2.5 บาท/ลิตร ในขณะที่กลุ่มน้ำมันทางเลือกที่มีส่วนผสมของเอทานอลสูงอย่าง E20 และ E85 แม้จะมีการปรับขึ้นในช่วงท้าย แต่ภาพรวมราคายังคงถูกกว่าช่วงต้นเดือน



เจาะลึกทิศทางราคา:

  • ดีเซลทะลุ 30 บาท: ในช่วง 10 วันแรก ราคายังคงตรึงไว้ที่ 29.94 บาทได้ แต่หลังจากวันที่ 18 มี.ค. เป็นต้นมา ราคาดีเซลก็ขยับทะลุเพดาน 30 บาท และพุ่งต่อเนื่องมาอยู่ที่ 31.14 บาทในปัจจุบัน

  • กลุ่มเบนซินพุ่งไม่หยุด: แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 เป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นอย่างสม่ำเสมอในทุกรอบการประกาศ รวม 3 รอบ ขยับขึ้นรอบละ 0.5 - 1.0 บาท

  • E20 / E85 สวนทางก่อนเด้งกลับ: สองชนิดนี้เป็นกลุ่มเดียวที่ราคาปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางเดือน (10 และ 18 มี.ค.) ก่อนจะมาถูกดึงราคาขึ้นพร้อมกันทุกชนิดน้ำมัน (+1 บาท) ในการประกาศรอบล่าสุดวันที่ 21 มี.ค.

...


เหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณ "ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวต่างประเทศที่อยู่ไกลตัวอีกต่อไป เมื่อผลกระทบได้เดินทางข้ามมหาสมุทรมาสะท้อนอยู่บนป้ายราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการทั่วประเทศไทย ในฐานะที่ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (คิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 5 ของปริมาณการบริโภคน้ำมันดิบโลก) การชะงักงันเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะสร้าง "Risk Premium" หรือส่วนเพิ่มความเสี่ยงในตลาดน้ำมันโลก และผลักให้ต้นทุนพลังงานของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ตลอด 3 สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2569 (1 - 21 มี.ค.) เราได้เห็นภาพสะท้อนของการต่อสู้ตรึงราคา การปรับตัวของกลไกตลาด และผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่ง


บทวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกทางเศรษฐกิจ


การเปลี่ยนแปลงของราคาในรอบ 21 วันที่ผ่านมานี้ ไม่ได้จบแค่ที่ตู้จ่ายน้ำมัน แต่ส่งผลกระทบลูกโซ่ไปถึงภาพรวมทางเศรษฐกิจใน 3 มิติหลัก:


1. ภาคการขนส่งและอัตราเงินเฟ้อ (Logistics & Inflation) 

การที่น้ำมันดีเซลขยับจาก 29.94 บาท มายืนเหนือ 31.14 บาท (เพิ่มขึ้น 1.2 บาท) ถือเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับภาคธุรกิจ เพราะดีเซลคือต้นทุนหลักของการขนส่งสินค้าทั่วประเทศ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้และต้องผลักภาระไปยังราคาสินค้าปลายทาง ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อ (Inflation) ของประเทศขยับตัวสูงขึ้นตามมา


2. ภาระค่าครองชีพของประชาชน (Cost of Living)

ผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่เติมแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ต้องรับภาระหนักที่สุดจากการปรับขึ้นถึง 2.5 บาท/ลิตร หากคำนวณจากการเติมน้ำมันเต็มถัง (ประมาณ 40 ลิตร) ผู้บริโภคจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นถึง 100 บาทต่อรอบการเติม ซึ่งกระทบต่อเงินฝากและกำลังซื้อในภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจโดยตรง


3. โอกาสของพลังงานทางเลือก (The Ethanol Buffer)

แม้ช่วงปลายเดือน E20 และ E85 จะถูกปรับราคาขึ้นตามกลไกตลาดโลก แต่เมื่อดูภาพรวมทั้งเดือน จะเห็นว่าราคายังคงติดลบ (-0.29 และ -1.5 บาท ตามลำดับ) เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การมีนโยบายสนับสนุนพลังงานทางเลือกที่มีวัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศ (เอทานอล) สามารถทำหน้าที่เป็น "เบาะรองรับแรงกระแทก" (Shock Absorber) ได้ในยามที่เกิดวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก


วิกฤติ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ในเดือนมีนาคม 2569 เป็นเสมือนบททดสอบความแข็งแกร่งของโครงสร้างพลังงานไทยอีกครั้ง ตราบใดที่ประเทศไทยยังคงสถานะเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer) ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกก็พร้อมจะส่งแรงกระเพื่อมถึงกระเป๋าเงินคนไทยได้เสมอ


สิ่งที่ภาคธุรกิจและผู้บริโภคต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป คือความยืดเยื้อของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และสถานะทางการเงินของ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ว่าจะมีสายป่านยาวพอที่จะพยุงราคาดีเซลไม่ให้พุ่งสูงไปกว่านี้ได้อีกนานแค่ไหน เพราะนั่นคือจุดชี้ชะตาทิศทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพของคนไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 อย่างแท้จริง