“รักในรอยค้าน” นายอนุทิน นั่งนายกฯ สมัย 2 เช็กท่าทีฝ่ายค้าน รอเวลาเข้าร่วมรัฐบาล “นักวิชาการ” ชี้ภาพชัดฝ่ายค้านอ่อนกำลัง “พรรคกล้าธรรม” ไม่เอา “พรรคประชาชน” ยิ่งทำให้พรรคภูมิใจไทย แข็งแกร่งในสภาและนอกสภา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ถือเป็นนายกฯ คนที่ 32 โดยผลโหวตของ สส.ในสภาฯ ได้รับคะแนน 293 เสียง ชนะ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ได้รับคะแนน 119 เสียง โดยมีคะแนน งดออกเสียง 86 เสียง รวมทั้งสิ้นจำนวน 498 คน
การนั่งเก้าอี้นายกฯ อีกสมัยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังถือเป็นการกระชับอำนาจทางการเมือง รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์กับทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า การโหวตนายกฯ วันนี้ ที่ผลออกมาว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นั่งตำแหน่งนายกฯ อีกรอบ ไม่ได้ผิดไปจากที่คาดไว้ เนื่องจากคะแนนเสียงไม่ได้ต่างจากการโหวตประธานสภา ขณะเดียวกันก็สะท้อนคะแนนเสียง สส.ฝั่งรัฐบาลยังมีเสถียรภาพอยู่
...
ในทางตรงกันข้ามเสียงของพรรคฝ่ายค้าน เริ่มมีปัญหาในเรื่องของเอกภาพ เพราะการงดออกเสียง 86เสียง ยังใกล้กับตอนเลือกประธานสภา การงดออกเสียงของพรรคฝ่ายค้านทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพราะวันที่โหวตประธานสภา เป็นการลงคะแนนโดยลับ ซึ่งคาดว่าจะเป็นคะแนนเสียงของพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ แต่วันนี้การเลือกนายกฯ เป็นการขานชื่อ ทำให้เห็นชัดว่า สส.แต่ละท่านเลือกหรือไม่เลือกใคร
พรรคร่วมรัฐบาล แม้มีเสถียรภาพและมีเสียงในมือมาก ประกอบกับการมีเสียง สว.ที่สนับสนุนสอดคล้องกับทางพรรคภูมิใจไทย และทำให้มีการโหวตกฎหมายสำคัญผ่านได้ง่ายมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่โจทย์คณิตศาสตร์การเมืองในสภา แต่ก็ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพการเมืองด้วย โดยมีเหตุผลในเรื่องเศรษฐกิจ น้ำมัน และอาจไปถึงประเด็นความมั่นคงของประเทศ
คะแนน 293 เสียงของฝั่งรัฐบาล ถือเป็นตัวเลขที่เป็นฐานสำคัญ ซึ่งในการโหวตครั้งต่อไปอาจจะมีบวกเพิ่มมากกว่าเดิมบ้างในบางช่วง นโยบายของพรรคฝ่ายค้านที่เห็นด้วยกับนโยบายนั้น ตัวอย่างเช่นการโหวตนายกฯ วันนี้ ที่พรรคไทรวมพลังยกมือให้ แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายค้าน หรืออาจมีเสียงแตกมาจากพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาจยกมือให้กับฝั่งรัฐบาล
ในส่วนของงูเห่าที่โผล่มาเพียง 1 ราย ซึ่งเป็น สส.ของพรรคประชาชน ยังไม่มีความน่าสนใจมากนัก ซึ่งการโหวตนายกฯครั้งนี้ ไม่ได้มีผลอะไรมากนัก เนื่องจากคะแนนเสียงโหวตขาดแล้ว ส่วนข่าวลือการซื้อเสียง 10 – 20 ล้าน ก็ไม่ได้มีความจำเป็น และในความเป็นจริงก็ไม่จำเป็นต้องซื้อด้วย เนื่องจากคะแนนเสียงขาดลอยอยู่แล้ว
ส่วนท่าทีของพรรคกล้าธรรม โดยการนำของ นายธรรมนัส พรหมเผ่า ก็แสดงท่าทีว่าโอกาสที่จะกลับไปร่วมรัฐบาลกับนายอนุทิน ก็ยังมีอยู่ หรือเรียกว่า “รักในรอยค้าน” แม้ช่วงนี้จะเป็นฝ่ายค้าน แต่อีกไม่นานก็จะกลับไปรักกับทางพรรคภูมิใจไทย ได้ใหม่อีก ด้วยท่าทีของ นายธรรมนัส ก็ยังมีการทอดไมตรี ทั้งการโหวตประธานสภา และโหวตนายกฯ
สิ่งที่นายกฯ ต้องทำหลังรับตำแหน่งคือ การแก้วิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเด็นการจัดการน้ำมัน ถือเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ส่วนแนวคิดการจัดตั้ง “ครม.ทางด่วน” ที่จะใช้กฎหมายที่ช่วยให้รัฐบาลทำงานได้เร็วขึ้น ยังไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะการทำงานแม้จะมีสถานะต่างกัน แต่ก็ถึงเป้าหมายได้ไม่ต่างกัน
...
