ปริศนาน้ำมันหน้าปั๊ม ไม่พอเติม ผลกระทบกักตุน หรือ ผลพวงราคาพุ่งสูง วิเคราะห์ทางออก รัฐลดภาษี ตรวจสอบน้ำมันสต๊อกเก่า สร้างราคาที่เป็นธรรม

จากกรณีที่หลายพื้นที่แชร์ในโลกโซเชียล ถึงปัญหาที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่งทั่วประเทศไม่มีน้ำมันเพียงพอให้บริการ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ที่ใช้ในการขนส่งสินค้าและการเกษตร ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ก็ออกมาให้ข้อมูลว่า น้ำมันไม่ได้ขาดแคลน เพียงแต่ตอนนี้มีการกักตุนน้ำมันมากขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำมันที่ส่งอยู่ตามปกติไม่เพียงพอจำหน่าย


ด้านโลกโซเชียลก็ตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วน้ำมันเพียงพอ แต่เมื่อไปถึงหน้าปั๊มน้ำมันกลับหมด โดยความจริงแล้วปริศนาน้ำมันหายไปไหน ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง "รสนา โตสิตระกูล"ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค วิเคราะห์ว่า สิ่งที่เป็นประเด็นที่มีน้ำมันไม่เพียงพอหน้าปั๊ม อาจเกิดมาจากการอั้นเพื่อจะได้กำไร กรณีที่รัฐมนตรีบอกว่าน้ำมันไทยไม่ขาด มีน้ำมันสำรองอยู่แล้ว 60 วัน แล้วน้ำมันจะเข้ามาอีกล็อตที่จะทำให้มีสำรองเพิ่มอีก 30 วัน ซึ่งทั้งหมดจะมีน้ำมันสำรองเดิมอยู่ที่ 90 วัน แต่ความเป็นจริงรัฐบาลตรึงราคา 30 วัน หลังจากนั้นจะลอยตัวราคาน้ำมัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เพราะปกติแล้วราคาน้ำมันเดิม โรงกลั่นน้ำมันจะมีการทำคอนแทคไว้ด้วยการซื้อน้ำมันประมาณ 6 เดือน และก่อนที่จะมีการโจมตีอิหร่าน น้ำมันหน้าโรงกลั่น ที่สามารถจะนำมาเปรียบเทียบได้คือ เบนซิน 95 ซึ่งเป็นน้ำมันที่ยังไม่ได้ผสมเอทานอล ในวันที่ 20 ก.พ.69 ราคาอยู่ที่15.88 บาท แสดงว่าเป็นราคาน้ำมันเดิมที่มีราคาถูก แต่วันที่ 13 มี.ค.69 ราคาน้ำมัน อยู่ที่ 28.22 บาท ทั้งที่น้ำมันเหล่านั้นยังเป็นสต๊อกเก่า

...

ขณะที่ค่าการกลั่น ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.69 หลังเกิดสงคราม ปกติค่าการกลั่นอยู่ที่ 2 บาท/ลิตร กลับกระโดดไปถึง 6 บาท/ลิตร สิ่งนี้ถือเป็นการขึ้นราคาทั้งที่ใช้วัตถุเดิม ซึ่งในยุโรปมีการเก็บภาษีลาภลอย เพราะการที่น้ำมันราคาพุ่งพรวด


ดังนั้น ภายใน 60 วัน ไม่ควรขึ้นค่ากลั่น ด้วยน้ำมันสำเร็จรูปกลั่นในไทย 100% แต่กลับไปอิงราคาตลาดน้ำมันสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโอกาสในการหากำไร เลยทำให้ไทยเวลาไปอิงราคาตลาดสิงคโปร์ เมื่อน้ำมันดิบผ่านโรงกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ราคาเลยพุ่งสูง จาก 15.66 บาท/ลิตร กลายเป็น 28 บาท/ลิตร ดังนั้นทางแก้เหมือนในยุโรป ควรมีการตั้งเพดานราคา และส่วนต่างที่อยู่เหนือกว่าเพดานราคา รัฐจะจัดเก็บเป็นภาษีลาภลอย เพื่อมาชดเชยกองทุนน้ำมัน

ส่วนการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รัฐควรมีการลดภาษีเพื่อตรึงราคาน้ำมัน เพราะทุกวันนี้เก็บน้ำมันดีเซล เก็บภาษีสรรพสามิตลิตรละ 6.92 บาท/ลิตร ดังนั้นเงินที่มาจากกองทุนน้ำมันที่นำมาชดเชยก็ต้องจ่ายค่าภาษีให้รัฐ แทนที่รัฐจะลดเพื่อตรึงราคา


ด้านค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ก็เป็นส่วนที่ประชาชนต้องจ่าย แทนที่ผู้ประกอบการจะจ่ายเอง แต่เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันเพื่อความมั่นคงที่ประชาชนสำรองจ่าย กลับไม่ถูกพูดถึง ทั้งที่จริงรัฐควรนำน้ำมันส่วนนั้นมาจำหน่ายให้กับประชาชน เพื่อตรึงราคาน้ำมัน เหมือนกับประเทศญี่ปุ่นที่มีการทำลักษณะนี้ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

การที่ภาครัฐออกมาแถลงว่า การที่น้ำมันหน้าปั๊มไม่มีเติม เพราะกำลังจัดส่ง เป็นเรื่องที่น่าสงสัย เพราะการคมนาคมก็ยังปกติ สิ่งนี้คือประเด็นที่คุณพยายามทำให้เกิดความโกลาหล ทั้งที่ประชาชนก็ต้องการเติมน้ำมันในราคาเดิม ไม่ใช่จะกลัวน้ำมันขาดแคลน และน่าสงสัยว่าการที่น้ำมันไม่มีหน้าปั๊ม อาจมาจากการกักตุนของผู้ประกอบการ เพื่อที่จะนำมาขายในเวลาที่สูงขึ้นหรือไม่


...