โจมตีเรือ “มยุรี นารี” ส่องกฎน่านน้ำสากล เงื่อนไขลงโทษ ใครคือฝ่ายผิด? ยิ่ง “อิหร่าน” ไม่ได้เป็นรัฐภาคี เหตุโจมตีเรือพาณิชย์อาจจบที่ภาวะสงคราม
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางลุกลามมาถึงเรือพาณิชย์ไทย เมื่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ออกมายอมรับว่าเป็นผู้โจมตีเรือสินค้า “มยุรี นารี” ที่ติดธงชาติไทย ขณะกำลังแล่นผ่าน Strait of Hormuz โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวเพิกเฉยต่อคำเตือนและพยายามผ่านช่องแคบอย่างผิดกฎหมาย
แถลงการณ์ของ IRGC ระบุว่า เรือ “มยุรี นารี” ถูกยิงโจมตีหลังไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของกองทัพเรืออิหร่าน ในวันเดียวกันยังมีการโจมตีเรือสินค้าอีกลำคือ “Express Rome” ที่ติดธงชาติไลบีเรีย หลังถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยต่อคำเตือนของกองกำลังอิหร่านเช่นกัน
ข้อมูลจาก United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ระบุว่า นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสาราเอล เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน และอิหร่านตอบโต้ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นมา มีเหตุโจมตีเรือพาณิชย์อย่างน้อย 14 ครั้ง ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวโอมาน โดยเฉพาะวันที่ 11 มี.ค. เพียงวันเดียวเกิดเหตุถึง 3 ครั้ง
...
การใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็น “ไพ่ยุทธศาสตร์” ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอิหร่าน ย้อนกลับไปในเดือนมิถุนายน 2025 หลังจากสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านสามแห่ง อิหร่านเคยขู่ปิดช่องแคบแห่งนี้มาแล้ว ก่อนที่สถานการณ์จะคลี่คลายหลังมีการประกาศหยุดยิง
ด้านบริษัทเจ้าของเรือ Precious Shipping ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เรือ “มยุรี นารี” อยู่ภายใต้กรมธรรม์ ประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Insurance) ตามเงื่อนไขประกันภัย จึงคาดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินหรือการดำเนินงานของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเกิดเหตุ เรือกำลังแล่นเรือเปล่าโดย ไม่มีสินค้าบรรทุกในระวาง จึงไม่มีความเสียหายต่อสินค้า อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ามีผู้ติดอยู่บนเรือ 3 คน ขณะที่กองทัพเรือไทยยังไม่ได้ยืนยันรายละเอียดดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
ช่องแคบฮอร์มุซ คอขวดพลังงานของโลก
ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของโลก เพราะเป็นทางทะเลเพียงแห่งเดียวที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาระเบียน และเป็นประตูออกสู่มหาสมุทรอินเดีย เส้นทางแคบ ๆ แห่งนี้จึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานโลก
ข้อมูลด้านพลังงานระบุว่า ประมาณ 20% ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ และในปี 2025 เพียงปีเดียว ช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันทางเรือประมาณ 34% ของปริมาณการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก จึงถูกขนานนามว่าเป็น “จุดคอขวดการขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก”
แม้หลายประเทศในภูมิภาคพยายามสร้างท่อส่งน้ำมันเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ แต่หลายประเทศ เช่น คูเวต กาตาร์ บาห์เรน และอิสราเอล ยังต้องพึ่งพาช่องแคบแห่งนี้เป็นหลักในการส่งออกพลังงาน
ในทางภูมิศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างแคบที่สุดประมาณ 20-21 ไมล์ทะเล และน่านน้ำถูกแบ่งระหว่างอิหร่านและโอมานทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั้งสองประเทศมีบทบาทกำกับดูแลร่วมกัน
เพื่อควบคุมความปลอดภัยของการเดินเรือ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ International Maritime Organization(IMO) ได้กำหนด ระบบแบ่งช่องทางเดินเรือ (Traffic Separation Scheme – TSS)ในพื้นที่นี้ตั้งแต่ปี 1973 และปรับปรุงในปี 1979 โดยกำหนดให้เรือพาณิชย์ใช้เส้นทางเดินเรือสองช่องหลัก ได้แก่ ช่องทางสำหรับเรือขาเข้า และ ช่องทางสำหรับเรือขาออกซึ่งแต่ละช่องมีความกว้างประมาณ 2 ไมล์ทะเลเพื่อจัดระเบียบการสัญจรในหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่มีความหนาแน่นที่สุดของโลก
ช่องแคบ ตามกรอบ UNCLOS
ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS) เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่วางกรอบการกำกับดูแลการใช้ทะเลและมหาสมุทรของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อรับประกันการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างเป็นธรรม และเพื่อรับประกันการคุ้มครองและอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตในทะเล UNCLOS ยังกล่าวถึงเรื่องอื่นๆ เช่น อธิปไตย สิทธิในการใช้ในเขตทะเล และสิทธิในการเดินเรือ
...
ช่องแคบระหว่างประเทศหมายถึง ช่องทางทะเลตามธรรมชาติที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ ระหว่างพื้นที่ทะเลขนาดใหญ่สองแห่ง
ช่องแคบฮอร์มุซจัดอยู่ในนิยามดังกล่าว เนื่องจากมีช่วงหนึ่งของช่องแคบที่ทะเลอาณาเขตของอิหร่านและโอมานทับซ้อนกัน ทำให้พื้นที่นี้มีสถานะเป็นช่องแคบสำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศตามกฎหมายทะเลสากล
ภายใต้กรอบของ UNCLOS ช่องแคบนี้อยู่ภายใต้ “การผ่านทางเพื่อการขนส่งต่อเนื่อง” (Transit Passage) ซึ่งรับรองสิทธิของเรือและอากาศยานทุกประเภทให้สามารถเดินทางผ่านช่องแคบได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
มาตรา 38 ของ UNCLOS ระบุว่า การผ่านทางดังกล่าวเป็น เสรีภาพในการเดินเรือและการบินผ่านระหว่างทะเลหลวงหรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ขณะที่มาตรา 44 กำหนดว่า รัฐชายฝั่งต้องไม่ขัดขวางหรือระงับสิทธิผ่านทางนี้ นั่นหมายความว่า เรือทุกประเภท รวมถึงเรือรบและอากาศยานทางทหาร สามารถใช้สิทธิผ่านช่องแคบระหว่างประเทศได้
ขณะเดียวกัน ภายในทะเลอาณาเขตของรัฐชายฝั่ง ซึ่งมีความกว้างไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล เรือของต่างชาติยังมีสิทธิ “ผ่านโดยสุจริต” (Right of Innocent Passage) หมายถึงการเดินเรือที่ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐชายฝั่ง เช่น ไม่คุกคามทางทหาร ไม่ซ้อมรบ และไม่สอดแนม
อย่างไรก็ตาม ทั้งสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านต่างไม่ได้เป็นภาคีของ UNCLOS ทำให้ในทางปฏิบัติยังมีข้อถกเถียงในทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตการใช้สิทธิผ่านทางของเรือและอากาศยานของประเทศเหล่า
ในภาวะสงคราม กฎยังใช้หรือไม่
นักกฎหมายทางทะเลจำนวนมากเห็นพ้องว่า แม้ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธ สิทธิผ่านทางในช่องแคบระหว่างประเทศยังคงมีผลบังคับใช้ โดยอ้างอิงแนวทางใน San Remo Manual on International Law Applicable to Armed Conflicts at Sea ซึ่งระบุว่า การสัญจรผ่านช่องแคบที่ใช้เพื่อการเดินเรือระหว่างประเทศไม่ควรถูกระงับ แม้ในช่วงสงคราม
...
หลักการดังกล่าวหมายความว่า เรือทุกประเภทยังคงมีสิทธิผ่านช่องแคบได้ ภายใต้เงื่อนไขบางประการ รวมถึงเรือรบและอากาศยานทางทหาร ขณะที่เรือพาณิชย์และเรือพลเรือนซึ่งไม่ได้มีบทบาททางทหาร ยิ่งควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษภายใต้กฎหมายสงครามทางทะเล
ในกรณีเรือพาณิชย์ของไทยหากไม่ได้มีพฤติกรรมคุกคามความมั่นคงของรัฐชายฝั่งหรือเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหาร การโจมตีเรือดังกล่าวย่อมอาจถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ
การระงับข้อพิพาท
ส่วนที่ 15 ของ UNCLOS กำหนดกฎเกณฑ์สำหรับการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐภาคีที่เกิดขึ้นจากการตีความหรือการประยุกต์ใช้ UNCLOS ตามมาตรา 287(1) ของ UNCLOS เมื่อลงนาม ให้สัตยาบัน หรือเข้าร่วม UNCLOS รัฐอาจประกาศเลือกวิธีการระงับข้อพิพาทดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งวิธีดังต่อไปนี้:
ศาลระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทะเล (ITLOS) ในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี;
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์;
การอนุญาโตตุลาการเฉพาะกิจ (ตามภาคผนวกที่ 7 ของ UNCLOS); หรือ
“คณะอนุญาโตตุลาการพิเศษ” ที่จัดตั้งขึ้นสำหรับข้อพิพาทบางประเภท (ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้ภาคผนวกที่ 8 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล)
...
อิหร่านไม่ได้เป็นรัฐภาคี ด้วยเหตุนี้ เหตุโจมตีเรือพาณิชย์ที่เกิดขึ้นล่าสุดในช่องแคบฮอร์มุซ จึงมักถูกวิเคราะห์ผ่านกรอบของ กฎหมายสงครามทางทะเล มากกว่า โดยเฉพาะหลักกฎหมายว่าด้วย การเลือกเป้าหมายทางทหาร (law of targeting) และ กฎหมายการปิดล้อมทางทะเล (naval blockade) ซึ่งใช้พิจารณาว่าการโจมตีเรือในสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธมีความชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่