ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากสงครามตะวันออกกลาง ดันต้นทุนขนส่งไทยเพิ่ม 12% สหพันธ์ฯ จี้รัฐขยายตรึงดีเซล 30 วัน ลดภาษี-งดส่งออกทุกชนิด ก่อนผู้ประกอบการอั้นไม่ไหว กระทบประชาชนซื้อสินค้าแพง
สถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย เนื่องจากน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจ
สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกับเครือข่าย 13 สมาคมสมาชิก และมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเสนอแนวทางต่อรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน โดยมีข้อเสนอสำคัญว่า
1. ขอให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลอย่างน้อย 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรักษาระดับราคาไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและประชาชน
2. ขอให้ยกเลิกหรือระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดเป็นการชั่วคราว เพื่อสำรองปริมาณน้ำมันภายในประเทศอย่างน้อย 60-90 วัน สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
3. ให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปตท. เร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง
4. ขอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงอย่างน้อย 3 บาทต่อลิตร ในช่วงที่เกิดวิกฤตสงครามและพลังงาน
...
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับ ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อเกิน 3-4 สัปดาห์ ราคาพลังงานทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมถึงค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง
ปัจจุบันรัฐบาลได้ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้เป็นเวลา 15 วัน (ถึงวันที่ 17 มีนาคม) ซึ่งสหพันธ์ฯ มองว่ายังไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ และเสนอให้ขยายระยะเวลาการตรึงราคาเป็นอย่างน้อย 30 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและประชาชน
ผลกระทบหลังราคาน้ำมันขึ้นสูง
ดร.ทองอยู่ อธิบายว่า ปัจจุบันตลาดน้ำมันในไทยมีลักษณะ 2 ราคา ผู้ประกอบการรายย่อยที่เติมน้ำมันผ่านสถานีบริการของผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลเข้ามาควบคุมราคา ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีรถบรรทุกมากกว่า 100 คัน ซึ่งมีอยู่ราว 1,000 รายกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในหลายอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก วัสดุก่อสร้าง และการขนส่งสินค้าเกษตร มักซื้อน้ำมันโดยตรงจากคลังน้ำมันหรือผู้ค้าส่ง (wholesaler) ทำให้ต้องซื้อน้ำมันในราคาที่สูงกว่า ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 34-40 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น
สหพันธ์ฯ ยังแสดงความกังวลต่อมาตรการของรัฐบาลที่ห้ามใช้แกลลอนหรือถังลิตรในการเติมน้ำมัน โดยเห็นว่านโยบายดังกล่าวอาจยังไม่ได้พิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน เนื่องจากประชาชนในภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากจำเป็นต้องใช้น้ำมันสำหรับเครื่องจักร เช่น รถไถนา เครื่องสูบน้ำ รถเครน และรถแบ็กโฮ ไม่สามารถขับไปเติมที่ปั๊มได้
ดร.ทองอยู่ ระบุว่า การออกมาตรการดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก และควรมีการทบทวนรายละเอียดให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของภาคเศรษฐกิจ
ผู้ประกอบการขนส่งปรับตัวอย่างไร
ดร.ทองอยู่ ระบุว่า หากรัฐบาลไม่เข้ามาดูแลราคาน้ำมันดีเซล และปล่อยให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการขนส่งจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉลี่ยแล้วหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร อัตราค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3% และหากราคาน้ำมันปรับขึ้นถึง 4 บาท อาจทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นราว 12%
แม้ในขณะนี้ค่าขนส่งยังไม่ได้ปรับขึ้น แต่หากราคาน้ำมันยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและไม่มีมาตรการรองรับ ก็อาจนำไปสู่การปรับอัตราค่าขนส่งในอนาคต ซึ่งท้ายที่สุดภาระต้นทุนจะตกอยู่กับผู้บริโภค
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้อาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมด เนื่องจากน้ำมันบางส่วนในตลาดยังเป็นสต็อกเดิมที่นำเข้ามาก่อนเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ง
...
“การที่รัฐบาลไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิต เอาเงินกองทุนไปอุดหนุนกลุ่มทุน ทางสหพันธ์ฯ มองว่าเป็นการเอาเปรียบพี่น้องประชาชน เพราะน้ำมันที่มีอยู่เดิมเป็นน้ำมันที่มาจากโรงกลั่นก่อนที่จะเกิดสงคราม แต่พอเกิดสงครามกลับปรับราคาขึ้นทันที ทำให้เกิดคำถามว่าผู้ประกอบการพลังงานรายใหญ่กำลังเอาเปรียบประชาชนหรือไม่ รัฐบาลจึงต้องสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้กับสังคม” ดร.ทองอยู่ กล่าว
ทั้งนี้ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยย้ำว่า การปรับขึ้นอัตราค่าขนส่งควรเป็นมาตรการสุดท้าย หลังจากได้หารือและเสนอแนวทางแก้ไขต่อภาครัฐแล้ว
“เรื่องนี้เหมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งเราเป็นผู้ให้บริการขนส่ง แต่อีกด้านหนึ่งเราก็เป็นผู้บริโภค หากมีการประกาศปรับค่าขนส่งเมื่อใด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและวัสดุก่อสร้างก็มักจะปรับขึ้นตามทันที”
สหพันธ์จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพต้นทุนการขนส่ง และป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมถึงค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว