โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 จนถึงวันนี้วันที่ 3 มีนาคม 2569 ดำรงตำแหน่งมาแล้วทั้งสิ้น 407 วัน สร้างความปั่นป่วนทั้งเรื่องการขึ้นภาษีนำเข้าอเมริกา เช่นเดียวกับเหตุการณ์ปะทะไทยกัมพูชา จนล่าสุดสนับสนุนอิสราเอล โจมตีอิหร่าน

ในช่วงเวลาปีกว่าที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จากนโยบาย "America First" ที่เข้มข้นกว่าเดิม โดยมีประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก ดังนี้

 


1. สงครามภาษีและเศรษฐกิจโลก

รัฐบาลทรัมป์สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลกทันทีด้วยการประกาศภาษีนำเข้า (Tariffs) อย่างรุนแรง:

• กำแพงภาษีสูงเป็นประวัติการณ์: มีการบังคับใช้ภาษีนำเข้าสินค้าเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะจากจีนที่พุ่งสูงถึง 40% และภาษีพื้นฐานสำหรับประเทศอื่นๆ อย่างน้อย 10% * ผลกระทบ: แม้จะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีให้สหรัฐฯ มหาศาล (กว่า 2.8 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2568) แต่ส่งผลให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น และเกิดความผันผวนในห่วงโซ่อุปทานโลก หลายประเทศเริ่มมาตรการตอบโต้ทางการค้า ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง

...

 

2. ปฏิบัติการในเวเนซุเอลา: การจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร

เหตุการณ์ที่ช็อกโลกที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ภายใต้รหัสปฏิบัติการ "Absolute Resolve":

• การจับกุม: กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ บุกกรุงการากัสและควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร พร้อมภรรยา เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีที่นิวยอร์กในข้อหา “ก่อการร้ายด้วยยาเสพติด” (Narcoterrorism)

• เป้าหมายแฝง: ทรัมป์ระบุชัดเจนว่าการเข้าแทรกแซงครั้งนี้เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน โดยสหรัฐฯ ได้ทำข้อตกลงซื้อขายน้ำมันกับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลาทันที เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง

 


3. การโจมตีอิหร่าน: ปฏิบัติการ Epic Fury

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางพุ่งพ้นขีดจำกัดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569:

• การโจมตีทางอากาศ: สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอล เปิดฉากถล่มฐานที่มั่นนิวเคลียร์และระบบขีปนาวุธในอิหร่าน โดยทรัมป์อ้างว่าอิหร่านใกล้จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จและเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสหรัฐฯ

• ผลกระทบ: สถานการณ์นี้นำไปสู่ความเสี่ยงของสงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาค ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง และเกิดการตอบโต้ในหลายจุดที่เป็นฐานทัพสหรัฐฯ

 


4. ไทย กัมพูชา และ “แร่หายาก”

ในฝั่งอาเซียน สหรัฐฯ ปรับกลยุทธ์เพื่อคานอำนาจจีนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี:

• ไทยเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์: เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ไทยและสหรัฐฯ ได้ลงนาม MOU ด้านแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง โดยสหรัฐฯ สนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแปรรูปและรีไซเคิลแร่หายาก (Rare Earths) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม EV และพลังงานสะอาด

• กรณีไทย-กัมพูชา: ทรัมป์พยายามผลักดันให้มีการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA) ระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อดึงทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุขึ้นมาใช้ โดยมีบริษัทพลังงานจากสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีการขุดเจาะ เพื่อลดอิทธิพลของจีนในพื้นที่นี้

 

ในรอบ 407 วันที่ผ่านมา โลกเข้าสู่ยุค “ภูมิรัฐศาสตร์เชิงรุก” ของทรัมป์ ที่เน้นการใช้กำลังทหารและกำแพงภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง ประเทศไทยต้องรักษาสมดุลอย่างมากระหว่างการรับการลงทุนจากสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมแร่หายาก และการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนที่เป็นคู่ค้าหลัก

ทรัมป์หมดวาระเมื่อไหร่ โดยจะหมดวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2025 

...