ร้องเรียนหมอเฉลี่ย 30 เคส/เดือน “แพทยสภา” ชี้เส้นแบ่งพักใบอนุญาต 6 เดือน - 2 ปี พบส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ความงาม อาหารเสริม โฆษณาเกินจริง
จากกรณีเพจ Drama-Addict โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 ระบุว่า แพทยสภาเตรียมเปิดเผยข้อมูลการลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในสัปดาห์หน้า พร้อมยกประกาศเตือนที่เคยออกเมื่อปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของแพทย์บางราย
เนื้อหาในโพสต์ระบุว่า แพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพทย์ที่โฆษณาหรือรับรองผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น อาหารเสริมลดน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์ผิวขาว หรือผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าสามารถปรับฮอร์โมนได้ โดยมีการสอบสวนข้อเท็จจริงตามขั้นตอน หากพบว่ามีความผิดทางจริยธรรม จะดำเนินการลงโทษตั้งแต่ตักเตือน พักใช้ใบอนุญาต ไปจนถึงเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม
ที่ผ่านมา แพทยสภาไม่เปิดเผยรายชื่อผู้ถูกลงโทษต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม มีแพทย์บางรายถูกร้องเรียนซ้ำหลายครั้ง แม้ถูกตักเตือนแล้วก็ยังไม่ปรับพฤติกรรม ยังคงโฆษณาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่อไป ทำให้สัปดาห์หน้าจะมีการเปิดเผยรายชื่อและรายละเอียดพฤติการณ์ เพื่อให้ประชาชนรับทราบเหตุผลของการลงโทษ
อีกทั้ง แพทยสภาย้ำเตือนแพทย์ทุกคนว่า ห้ามโฆษณาหรือรับรองผลิตภัณฑ์สุขภาพที่โอ้อวดเกินจริงหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด รวมถึงห้ามแสดงตนในฐานะแพทย์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้า การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดจริยธรรมร้ายแรง มีโทษถึงขั้นพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
...
หมอของขวัญ ตัดสินใจคืนใบอนุญาต
ท่ามกลางกระแสข่าวดังกล่าว “หมอของขวัญ” หรือ “หมอเคท” พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ออกมาประกาศขอคืนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พร้อมโต้แย้งผ่านเพจเฟซบุ๊ก Doctorkatekate ตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างโพสต์ของเพจ Drama Addict กับการตัดสินใจลาออกของเธอ โดยระบุว่า “จ่า Drama-addict มั่นใจไหมคะ ว่าอาทิตย์หน้าจะมีชื่อหมอของขวัญ จะเป็นหมอที่จะถูกพักใบ จะต้องถูกประจานในเว็บไซต์” พร้อมชี้แจงว่าโดยปกติ กระบวนการพักใช้ใบอนุญาตต้องมีการเรียกสอบสวนหลายรอบ เปิดโอกาสให้ชี้แจงและอุทธรณ์ แต่จนถึงขณะนั้น เธอยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งใด ๆ จากแพทยสภา
หลังยื่นใบลาออก เธอออกมาอธิบายเหตุผลว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างการบริหาร การออกกฎ และการตีความด้วย “ดุลยพินิจ” ที่เธอมองว่าไม่เป็นธรรม พร้อมตั้งคำถามถึงขอบเขตเสรีภาพของแพทย์ในการแสดงความคิดเห็น ทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพและประเด็นสาธารณะทางการเมือง
เธอระบุว่า “จริยธรรมทางการแพทย์” เป็นหลักสำคัญของวิชาชีพ แต่หากการตีความขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบุคคลไม่กี่คนโดยไม่มีมาตรฐานชัดเจน ก็อาจกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมเปรียบเทียบลักษณะดังกล่าวกับองค์กรอิสระอื่น ๆ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
แพทยสภา ชี้หลักการเพิกถอนหรือพักใบอนุญาต
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง “ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี” กรรมการแพทยสภาและอดีตนายกแพทยสมาคม ถึงกรณีข้อถกเถียงเรื่องการโฆษณาของแพทย์ว่า หลักกฎหมายไทยกำหนดชัดเจนว่าแพทย์ไม่สามารถโฆษณาได้ และยิ่งไม่สามารถโฆษณาเกินจริงหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด โดยมีฐานกฎหมายสำคัญคือ พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกฎหมายลำดับรองที่ออกตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการโฆษณา
...
ในประเด็นการเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร อธิบายว่า การ “ยึดคืน” หรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นบทลงโทษร้ายแรง ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนและมีคำวินิจฉัยตามขั้นตอนทางกฎหมาย บางกรณีอาจต้องถึงขั้นมีคำพิพากษาของศาล โดยโทษที่พบโดยทั่วไปมักเป็นการพักใช้ใบอนุญาตชั่วคราว มากกว่าการเพิกถอนถาวร
สำหรับกรณีโฆษณาคลินิกเสริมความงามหรือผลิตภัณฑ์ด้านความงาม หากเข้าข่ายผิดจริยธรรม ระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาตมีตั้งแต่ประมาณ 6 เดือน ไปจนถึง 2 ปี หรือมากกว่า ทั้งนี้ต้องรอผลการสอบสวนข้อเท็จจริงและการพิจารณาตามกระบวนการที่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ยังระบุด้วยว่า ในอนาคตอาจมีแนวโน้มเปิดเผยรายชื่อผู้กระทำผิดมากขึ้น โดยยึดหลักการคุ้มครองประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้สังคมรับทราบข้อมูลอย่างโปร่งใส
ด้านสถิติเรื่องร้องเรียน แพทย์ในสายความงามมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเฉลี่ยราว 30 เคสต่อเดือน ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นการโฆษณาและการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ยังเป็นพื้นที่เสี่ยง
...
นอกจากนี้ ทางแพทยสภาพร้อมเปิดช่องทางให้คำปรึกษาและตรวจสอบว่าเนื้อหาหรือพฤติการณ์ใดเข้าข่ายเป็นการโฆษณาผิดกฎหมายหรือไม่ โดยใช้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่พิจารณาได้เป็นรายกรณี