ลือดีลรัฐบาลไร้ “กล้าธรรม” แบ่งเค้กคุมกระทรวงเกรดเอ “นักวิชาการ” ประเมินภูมิใจไทย ขาด ธรรมนัส เสถียรภาพระยะยาวเสี่ยงถูกตลบหลังสูง ฝ่ายค้านยิ่งเข้มแข็ง
ท่ามกลางกระแสการจัดตั้งรัฐบาล สูตรคำนวณเสียงในสภากลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองแต่ละพรรคมิได้สะท้อนเพียงเกมต่อรองตำแหน่ง หากยังบ่งชี้ถึงทิศทางเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว สมการเสียง 300 ต่อ 200 ที่ดูเหมือนมั่นคง อาจแฝงเงื่อนไขอ่อนไหวซึ่งพร้อมสั่นคลอนได้ทุกเมื่อ
เบื้องหลังภาพรัฐบาลที่ดูแข็งแรงในครั้งนี้ คือโครงสร้างพรรคร่วมที่ประกอบด้วยทั้งพรรคขนาดใหญ่ พรรคขนาดกลาง และพรรคเล็กจำนวนมากที่หลอมรวมกันอย่างซับซ้อน ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านกลับมีสัดส่วนที่สมดุลกว่าในเชิงโครงสร้าง สถานการณ์จึงมิใช่เพียงการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี หากเป็นโจทย์ใหญ่ของการประคับประคองอำนาจและรักษาเอกภาพทางการเมือง ท่ามกลางบริบทที่ทุกการตัดสินใจอาจเปลี่ยนดุลแห่งอำนาจได้ตลอดเวลา
...
ภายหลังพรรคภูมิใจไทย คว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง กระแสสังคมต่างคาดการณ์ว่า พรรคร่วมรัฐบาลย่อมหนีไม่พ้นพรรคกล้าธรรม เนื่องจากทั้งสองพรรคเคยร่วมงานกันในรัฐบาลชุดก่อน ทว่าเกมการเมืองกลับพลิกผัน เมื่อพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจตอบรับพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลร่วม ส่งผลให้พรรคกล้าธรรมต้องถอยไปสู่สถานะฝ่ายค้าน แม้จะมี สส.ในมือถึง 58 เสียง ก็ตาม แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ได้รับการพิจารณาในสมการอำนาจครั้งนี้
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามความเห็นจาก รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมอยู่ในสมการดังกล่าว สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้น คือภาพของรัฐบาล 300 เสียง ต่อฝ่ายค้าน 200 เสียง ดูเหมือนจะมีความเสถียรภาพค่อนข้างสูง แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างของพรรคร่วมรัฐบาลกลายเป็นโครงสร้างที่มีพรรคใหญ่อย่างพรรคภูมิใจไทยจำนวน 1 พรรค และมีพรรคขนาดกลางค่อนข้างใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย
และนอกจากนั้นเป็นพรรคอื่นๆ จำนวน 16 พรรค ที่เป็นพรรคเล็ก ในการจัดตั้งร่วมรัฐบาล ขณะที่หากหันมามองพรรคฝ่ายค้าน กลับเห็นว่าโครงสร้างฝ่ายค้านมีความสมดุลมากกว่า เนื่องจากมีพรรคใหญ่อย่างพรรคประชาชน และมีพรรคขนาดกลางคือพรรคกล้าธรรม และมีพรรคขนาดกลางค่อนข้างเล็กอย่างพรรคประชาธิปัตย์ รองลงมาคือพรรครวมไทยสร้างชาติ สิ่งนี้คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าพรรคฝ่ายค้านมีความสมดุลมากกว่าพรรครัฐบาล แต่เสถียรภาพของรัฐบาล หากวันใดวันหนึ่ง พรรคเพื่อไทยถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อาจทำให้พรรคภูมิใจไทยและพรรคอื่นๆ จะมีจำนวนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของ 500เสียง อาจทำให้การอภิปราย การพิจารณากฎหมายสำคัญอาจเกิดปัญหา
ศ.ดร.ยุทธพร จึงมองว่าสถานการณ์ดังกล่าว พรรคภูมิใจไทยควรจะมีพรรคที่สามเข้ามาเติมในส่วนของช่องว่างที่เกิดขึ้น ปัจจุบันมีแค่สองทางเลือก คือพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ แต่ตอนนี้พรรคกล้าธรรมจะทำงานกับพรรคเพื่อไทยได้ดีกว่า เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์มีเพียง 22 เสียง หากพรรคเพื่อไทยถอนตัว จะทำให้รัฐบาลยังคงอยู่ที่ 250 เสียง เพราะยังคงมีพรรคเล็กอีกประมาณ 32 เสียง และส่วนใหญ่พรรคเล็กดังกล่าวมีเสียงค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกับพรรคเพื่อไทย เช่นพรรคไทยรวมพลัง และพรรคประชาชาติ
...
หากพรรคภูมิใจไทย กำลังตัดสินใจในสมการนี้ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า คงต้องมีปัจจัยสนับสนุนหลายอย่าง เช่น ต้องตกลงกับพรรคเพื่อไทยให้ได้ ว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่มีทางถอนออกจากพรรครัฐบาลร่วมในภายหลัง หรือมีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้พรรคเพื่อไทยถูกจองจำ ขณะเดียวกัน ต้องรอดูพรรคกล้าธรรมเช่นกัน หากพรรคกล้าธรรมไม่มา บรรดางูเขียวจากพรรคกล้าธรรม จะเลื้อยมาเปลี่ยนฝั่งอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ หรือพรรคกล้าธรรมจะมาโดยยอมรับเงื่อนไขที่ไม่มา ร.ต.อ.ธรรมนัส รับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างๆ หรือไม่ หรือการรับรองผลจาก กกต. จะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นไปได้หากทางพรรคกล้าธรรมอาจจะไม่ได้รับการรับรองผล หรือหากมีการเลือกตั้งใหม่หลายเขต พรรคกล้าธรรมอาจมีพลังอ่อนแรงไปค่อนข้างมาก
จุดแตกหักของพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทย
...
ศ.ดร.ยุทธพร เผยถึงประเด็นจุดแตกหักของพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทย ว่า ตนคิดว่าทั้งสองพรรคคงไม่ได้มีอะไรที่ขัดแย้งกัน แต่อาจจะมีความเกี่ยวข้องในเรื่องของตำแหน่งที่ไม่ลงตัว โดยเฉพาะการมี ร.ต.อ.ธรรมนัส ในตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี ทางพรรคภูมิใจไทยอาจพิจารณาถึงเรื่องภาพลักษณ์ของรัฐบาล สิ่งเหล่านี้จึงเป็นประเด็นที่สำคัญ ท้ายที่สุดแล้วก็อาจจะไม่เอาพรรคกล้าธรรมมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนเรื่องการดีลเก้าอี้ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า การดีลรอบนี้ หลักๆ ต้องเป็นการดีลที่พรรคภูมิใจไทยต้องได้เปรียบ เนื่องจากเป็นพรรคชนะอันดับ 1 จึงมีความได้เปรียบมากกว่าในเรื่องจำนวนรัฐมนตรี หรือกระทรวงเกรดเอ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของพรรคที่ใหญ่กว่า ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กอื่นๆ คงไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต่อรองอะไรได้มากในชั่วโมงนี้
ขณะที่สูตรรัฐบาลไฟจราจร “แดง-ส้ม-เขียว” ศ.ดร.ยุทธพร เผยว่า สิ่งนี้เป็นแค่คำขู่ของพรรคกล้าธรรม เพราะว่าในวันนี้ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม มีฐานเสียงรวมกันถึง 250 เสียงก็จริง แต่ท้ายที่สุด หากรวมกันแล้ว ใครจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งร่วมรัฐบาล หรือพูดง่ายๆว่า “ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี?” ซึ่งแน่นอนว่าพรรคประชาชนก็ต้องบอกว่า เขาเป็นพรรคที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีเสียงมากที่สุด แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่พรรคเพื่อไทยจะโหวตให้พรรคประชาชนหรือไม่ ในขณะเดียวกัน หากพรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอว่า ทางพรรคต้องผิดคำพูดกับพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากมีการตกลงกันแล้ว เพราะฉะนั้นพรรคประชาชนก็ต้องโหวตให้พรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี คำถามสำคัญคือ คิดว่าพรรคประชาชนจะยอมโหวตให้พรรคเพื่อไทยหรือไม่
...
ดังนั้น ศ.ดร.ยุทธพร จึงมองว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงแค่คำขู่ของพรรคกล้าธรรม ในชั่วโมงที่พรรคกล้าธรรมถูกขับออกไปเป็นฝ่ายค้าน และถึงจะมีฐานเสียง 250 เสียง ในความเป็นจริง ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากต้องไปผนวกกับพรรคอื่นๆ เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น แต่ในตอนนี้ทางพรรคอื่นๆที่เป็นพรรคเล็กก็น่าจะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยเกือบหมดแล้ว
ส่วนโควตาคนนอกของพรรคภูมิใจไทย ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า เรื่องนี้ต้องนิยามให้ดี หากบอกว่านายเอกนิติ นายสีหศักดิ์ หรือนางศุภจี ซึ่งทั้งสามท่านไม่ใช่คนนอก แต่เป็นสมาชิกพรรคแล้ว เนื่องจากช่วยหาเสียง รวมถึงบางท่านยังเป็นแคนดิเดต ส่วนคนนอกถ้าจะมีก็อาจจะเป็นกระทรวงกลาโหม ซึ่งอาจจะเป็นทหาร กระทรวงพลังงาน อาจจะเป็นคนนอก แต่สามท่านที่กล่าวมา สำหรับเก้าอี้ที่ต้องจับตาในตอนนี้ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า อาจจะเป็นเก้าอี้ของกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมไปถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้