ถนนตัดป่าแม่ยวม ข้อพิรุธโยงเจ้าหน้าที่รัฐ เร่งขยายผล มูลนิธิสืบฯ ชี้ข้อพิรุธ 3 ประเด็น หลังพบเจ้าหน้าที่รัฐมีเอี่ยว ถูกย้าย-ตั้งกรรมการสอบ กรมอุทยานฯ ยอมรับรู้ปัญหามาตั้งแต่ปีก่อน
การบุกรุกตัดถนนและทำไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา อำเภอแม่ลาน้อย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลายเป็นคดีสำคัญที่นำไปสู่การสอบสวนภายในหน่วยงานรัฐ หลังพบว่าเส้นทางดังกล่าวเป็นการเปิดใหม่ในพื้นที่อนุรักษ์ และมีเจ้าหน้าที่รัฐหลายรายเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่งผลให้มีคำสั่งย้ายออกจากพื้นที่ ตั้งคณะกรรมการสอบสวน และดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญา
สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียง ระบุว่า คดีเริ่มต้นในเดือนธันวาคม 2568 เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบการปรับพื้นที่และเปิดถนนใหม่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา และพบการบุกรุกเพิ่มเติมอีก 2 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน จึงเร่งดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมมีคำสั่งย้ายหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวาออกจากพื้นที่ หลังพบพฤติการณ์เอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด ก่อนขยายผลสู่การแจ้งความดำเนินคดีอาญาและสอบสวนผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
...
ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ออกมาชี้แจงว่า กรมอุทยานฯ ได้รับรายงานการลักลอบตัดถนนในพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ก่อนตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมายกระดับเป็นการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ กระทั่งเดือนธันวาคม มีคำสั่งโยกย้ายเจ้าหน้าที่และดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการตรวจสอบพบว่า เส้นทางที่ถูกลักลอบตัดเป็นถนนลำลองผ่านพื้นที่ป่า แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา ระยะทาง 6.6 กิโลเมตร และช่วงที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ระยะทาง 1.7 กิโลเมตร นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดไม้มีค่าบริเวณแนวถนนได้จำนวน 329ท่อน คิดเป็นปริมาตร 156.9 ลูกบาศก์เมตร
กรมอุทยานฯ ระบุว่า ได้ติดตามกรณีนี้มาอย่างต่อเนื่อง และภายหลังแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตาม การสอบสวนเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุเป็นป่าห่างไกล ติดแนวชายแดน และมีสภาพทุรกันดาร
ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดรถไถและรถแบ็กโฮที่ใช้ในการเปิดเส้นทาง พร้อมเรียกตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรดังกล่าวเข้าสอบสวน ขณะเดียวกัน ยังมีคำสั่งโยกย้ายเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม ทั้งในพื้นที่เขตแม่สะเรียง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าอาจมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่าที่ปรากฏในเบื้องต้น รวมถึงมีคำสั่งดำเนินคดีกับหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่เกี่ยวข้องด้วย
กรมอุทยานฯ ได้รายงานความคืบหน้าต่อ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีที่กำกับดูแลแล้ว โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า แนวถนนดังกล่าวอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 5 กิโลเมตร และมีความเป็นไปได้ว่าอาจถูกวางแผนให้เชื่อมต่อกับชุมชน เช่น บ้านจอแก บ้านวาทู และบริเวณเสาหิน
ยังมีข้อมูลจากการร้องเรียนของชาวบ้านว่า หัวหน้าพื้นที่ในขณะนั้นได้ชักชวนให้ชุมชนร่วมลงทุนตัดถนน โดยอ้างว่าจะมีโครงการของรัฐสนับสนุนงบประมาณในภายหลัง แต่เมื่อไม่มีงบประมาณตามที่กล่าวอ้าง ชาวบ้านจึงยื่นหนังสือร้องเรียน ทำให้หน่วยงานต้องขยายผลสอบสวนเพิ่มเติม
ขณะนี้ กรมอุทยานฯ อยู่ระหว่างสอบสวนเชิงลึก เพื่อหาข้อเท็จจริงและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการตัดถนนสายดังกล่าว เนื่องจากยังมีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับเป้าหมายของการเปิดเส้นทางในพื้นที่อนุรักษ์แห่งนี้
...
มูลนิธิสืบนาคะ ชี้ข้อพิรุธ 3 ประเด็น
ภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้ข้อมูลว่า 3 ประเด็นสำคัญดังนี้
...
ประเด็นแรก ชาวบ้านในพื้นที่เคยร้องขอให้ปรับปรุงเส้นทางเดิมจากทุ่งสาละวินออกสู่ถนนใหญ่ เพื่อให้สามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น เนื่องจากบางช่วงต้องผ่านลำห้วยและไม่สามารถสัญจรได้ในฤดูน้ำหลาก โดยไม่ได้มีข้อเรียกร้องให้เปิดเส้นทางใหม่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ทางเขตชี้แจงว่าสามารถปรับปรุงได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และจุดที่มีปัญหาน้ำหลากไม่อยู่ในอำนาจของหัวหน้าพื้นที่ ต้องเสนอให้อธิบดีเป็นผู้พิจารณา ซึ่งชุมชนรับทราบข้อจำกัดนี้มาโดยตลอด
ประเด็นที่สอง หัวหน้าพื้นที่คนเดิมที่ถูกย้ายออกไป เคยมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำไม้ และถูกเรียกสอบสวนหลายครั้ง แต่ไม่ปรากฏผลการดำเนินการที่ชัดเจน
ประเด็นที่สาม หน่วยงานรับรู้ถึงพฤติกรรมดังกล่าวมานานแล้ว แม้จะมีการดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การโยกย้ายและตั้งกรรมการสอบสวน แต่เรื่องกลับไม่สิ้นสุดและถูกยืดระยะเวลาออกไป โดยมีความพยายามจัดการภายใน ก่อนที่กรณีดังกล่าวจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
นอกจากนี้ ชาวบ้านที่ออกมาร้องเรียนยังให้ข้อมูลว่า ในช่วงที่มีการดำเนินการตัดถนน หัวหน้าพื้นที่ในขณะนั้นเคยชี้แจงกับชุมชนว่าเป็นโครงการของรัฐ ทั้งที่ในข้อเท็จจริงไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ
...
สำหรับแนวทางแก้ไข ภาณุเดชย้ำว่า จำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างโปร่งใส และดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ โดยการรื้อถอนและทำลายสภาพเส้นทางที่ถูกเปิดขึ้น เพื่อยุติการใช้งาน และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติดังเดิม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เข้าประจำการและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการบุกรุกซ้ำ หากมีมิติด้านความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกำลังทหาร เข้าร่วมดูแลพื้นที่
พร้อมกันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรออกมาแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความโปร่งใส และคลายข้อสงสัยของสังคมต่อกรณีที่เกิดขึ้น