สะเทือนสนามเลือกตั้งปี 2569 ปม “คิวอาร์โค้ด–บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ลุกลามสู่การยื่นฟ้องหลายศาล นักกฎหมาย ภาคประชาชนทยอยร้องตรวจสอบการทำงานของ กกต. จี้เปิดข้อมูลรายหน่วย นับคะแนนใหม่บางพื้นที่ พร้อมยื่นขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ




...

จากประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงในสังคม จนนำไปสู่การยื่นฟ้อง กรณีพฤติกรรมที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจส่อทุจริต จากการพิมพ์ “คิวอาร์โค้ด (QR Code)” บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากกังวลว่าคิวอาร์โค้ดดังกล่าวอาจสามารถสแกนเพื่อตรวจสอบและเชื่อมโยงถึงตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้ อันอาจกระทบต่อหลักการลงคะแนนลับ


จุดเริ่มต้นความเคลือบแคลง


กระแสตั้งคำถามเริ่มจากข้อสังเกตว่า บัตรเลือกตั้งมีการพิมพ์คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ซึ่งอาจเชื่อมโยงถึง“ต้นขั้วบัตร” และย้อนกลับไปยังตัวผู้ใช้สิทธิได้ อันอาจกระทบต่อหลักการ “ลงคะแนนลับ” ตามรัฐธรรมนูญ


เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาแถลงชี้แจงต่อสื่อมวลชนในประเด็นดังกล่าวว่า คิวอาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อระบุตัวบุคคลผู้ใช้สิทธิ แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบริหารจัดการบัตร เช่น การตรวจสอบความถูกต้องของบัตร และป้องกันการปลอมแปลงหรือการทำซ้ำบัตรเลือกตั้งเท่านั้น


กกต. ยืนยันว่า การสแกนเพื่อติดตามหรือเชื่อมโยงถึงตัวผู้ลงคะแนนทำได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากบัตรเลือกตั้งมีจำนวนมากและผ่านหลายขั้นตอน อีกทั้งหากมีการนำข้อมูลไปใช้ในลักษณะที่ละเมิดสิทธิหรือฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ย่อมมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง โดยไม่มีเจตนาอื่นตามที่สังคมบางส่วนเข้าใจหรือกังวลแต่อย่างใด


นอกจากนี้ ยังมีประชาชนบางส่วนตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการนับคะแนนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่าอาจมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตหรือขาดความโปร่งใส เนื่องจากปรากฏข้อมูลในบางหน่วยเลือกตั้งที่จำนวนบัตรเลือกตั้งไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยและข้อวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ประเด็นดังกล่าวทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ จะมีโอกาสเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “บัตรเขย่ง” ซ้ำรอยการเลือกตั้งครั้งก่อนหรือไม่

...


ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมประเด็นสำคัญที่เป็นข้อถกเถียงในสังคม และเป็นเหตุปัจจัยนำไปสู่การยื่นฟ้องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งปี 2569 ไว้ดังต่อไปนี้



...

“ทนายชา” ขอเลือกตั้งใหม่–ระงับรับรองผล


13 ก.พ. 69 นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย หริอ ทนายชา ได้ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เลือกตั้งใหม่ ปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และให้ระงับการประกาศผลเลือกตั้งไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา


ต่อมาทางทนายชาได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "Update ล่าสุด ศาลปกครองกลางออกหมายเลขคดีดำที่ 304/2569 จากกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและ QR code ที่ทำให้สามารถสืบย้อนกลับไปหาต้นขั้ว จนสามารถติดตามได้ว่าบัตรใบไหนลงคะแนนโดยใครจนทำให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาสูญเสียความเป็นความลับในการลงคะแนนไป


...

ผมได้ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองกลาง ผ่านทาง e-Filing ขอให้


1. จัดเลือกตั้งใหม่ โดยพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้ไม่สามารถ track กลับได้ และเผาทำลายบัตรเลือกตั้งเดิมที่ได้ลงคะแนนไว้แล้วเสียทั้งหมด


2. ขอให้พิพากษาตามข้อ 1. เป็นการเร่งด่วนตามข้อ ๔๙/๒ ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง เนื่องจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปนั้นเป็นเรื่องที่กระทบประโยชน์สาธารณะเป็นอย่างสูง เป็นกลไกกำหนดทิศทางของประเทศ ในส่วนของการเผาทำลายบัตรเลือกตั้งที่ผ่านการลงคะแนนมาแล้ว หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปอาจมีการสืบย้อนกลับว่าผู้ลงคะแนนแต่ละคนลงคะแนนให้ผู้สมัครผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดได้


3. ขอให้ระงับการประกาศรับรองผลเลือกตั้งไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา


4. ขอให้ศาลมีคำสั่งตามข้อ 3. โดยเร่งด่วนตามข้อ ๗๖/๑ ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง เพราะผู้ถูกฟ้องคดีอาจประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเมื่อใดก็ได้ ซึ่งเมื่อรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ย่อมเกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยา"




“ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน


13 ก.พ. 69 นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” แถลงข่าวบริเวณหน้าสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี ว่า เตรียมยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีการปรากฏคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจเชื่อมโยงถึงต้นขั้วและตัวผู้มาใช้สิทธิอันอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับ


ทนายอั๋นระบุว่า บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) มีคิวอาร์โค้ด ส่วนบัตร สส.บัญชีรายชื่อ(บัตรสีชมพู) มีบาร์โค้ด ซึ่งสามารถสแกนเชื่อมโยงข้อมูลได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า รูปแบบดังกล่าวคล้ายกับบัตรเลือก สว. ที่มีคิวอาร์โค้ดเช่นกัน และอาจกระทบหลักการลงคะแนนลับ


ทั้งนี้ คาดหวังว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันตามกฎหมาย หากไม่ดำเนินการ จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง เพื่อขอให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ.



พรรคประชาชนฟ้อง ม.157 จี้เปิดข้อมูลรายหน่วย


14 ก.พ. 69  นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการติดตามตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้งปี 2569ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)


โดยพรรคมีมติให้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และจัดทำคำร้อง เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ดำเนินคดีกับ กกต. และเลขาธิการกกต. ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต


นอกจากนี้ นายพริษฐ์ ยังเปิดเผยข้อเรียกร้องเพิ่มเติมต่อ กกต. โดยขอให้ชี้แจงกรณีจำนวนบัตรเลือกตั้ง 2ใบในเขตเลือกตั้งเดียวกัน ที่ปรากฏบนบอร์ดรายงานผลการลงคะแนนในบางเขตเลือกตั้ง มีตัวเลขคลาดเคลื่อนและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการนับคะแนน

พร้อมกันนี้ พรรคประชาชนเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลรายหน่วยเลือกตั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสและทั่วถึง โดยเอกสารที่ควรเปิดเผยประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่


รายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้ง (ส.ส. 5/18) รายหน่วย ให้ครบถ้วนทุกหน่วยเลือกตั้งตามที่กฎหมายกำหนด

ใบขีดคะแนน (ส.ส. 5/11) รายหน่วย แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องเปิดเผย แต่ควรพิจารณาเปิดเผยเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่มีข้อสงสัยจากประชาชน


ทั้งนี้ พรรคย้ำว่าการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนและทันท่วงที จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง และลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสของ กกต.


พรรคไทยสร้างไทยจ่อศาลรัฐธรรมนูญ–ศาลฎีกาฯ


14 ก.พ. 69 นายศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย พร้อมด้วยนายภัชริ นิจสิริภัชกรรมการบริหารพรรคไทยสร้างไทย และนายโรจนินท์ ศิริเบญญาภิรมย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย แถลงข่าวก่อนลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานการทุจริตเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่าอาจเป็นการเลือกตั้งที่มีข้อร้องเรียนมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย


พรรคไทยสร้างไทยเผยว่า ได้รับข้อมูลจากประชาชนจำนวนมาก ส่อถึงความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะกรณีจำนวนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อในบางเขตมีตัวเลขแตกต่างกันนับหมื่นใบ รวมถึงข้อกังวลเรื่องการจัดการปัญหาซื้อเสียงที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า กกต. ดำเนินการอย่างไร ซึ่งอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157


นายภัชริ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งระหว่างระเบียบ กกต. กับรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ โดยชี้ว่าบัตรเลือกตั้งมีรหัส บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดที่อาจเชื่อมโยงถึงต้นขั้วและตัวผู้ลงคะแนนได้ แม้ กกต. จะยืนยันว่ามีมาตรการจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัยก็ตาม


ทั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทยเห็นว่าการจัดการเลือกตั้งอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224(1)(2) จึงเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ เพื่อยืนยันสิทธิประชาชนในการตรวจสอบและฟ้องร้องหน่วยงานรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 41(2)(3), มาตรา 50(1) และมาตรา 51 พร้อมย้ำว่าการดำเนินการครั้งนี้เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคะแนนเสียงประชาชน และสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องในการเลือกตั้งต่อไป


“มงคลกิตติ์” ชี้ขัดลงคะแนนลับ


16 ก.พ. 69 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคทางเลือกใหม่ เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ติดบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต โดยเห็นว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับจากต้นขั้วได้ว่าบัตรเป็นของใครและลงคะแนนให้ใคร ซึ่งอาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ


นายมงคลกิตติ์ระบุว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจเสนอเรื่องต่อศาลปกครองหรือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยพลัน พร้อมแนบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเลือกตั้งปี 2569 ที่พบปัญหาหลายประการ อาทิจำนวนบัตรสีเขียวมากกว่าบัตรสีชมพูในบางพื้นที่ คะแนนที่บันทึกไม่ตรงกับตัวเลขหน้าบอร์ดรายงานผลและข้อมูลคะแนนที่ไม่สอดคล้องกับระบบออนไลน์


ทั้งนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการใช้อำนาจของ กกต. ในการสั่งนับคะแนนใหม่หรือสั่งเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วย แม้จะเป็นอำนาจโดยชอบ แต่เห็นว่ากระบวนการดังกล่าวสะท้อนความไม่สมบูรณ์ของการจัดการเลือกตั้ง พร้อมอ้างถึงคำชี้แจงของเลขาธิการ กกต. ที่ระบุว่าสามารถตรวจสอบรหัสบนบัตรกับต้นขั้วได้แม้เก็บเป็นความลับ ก็ยังไม่สอดคล้องกับหลักการ “ลงคะแนนลับ” เพราะการลงคะแนนที่แท้จริงต้องไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ไม่ว่ากรณีใด


นายมงคลกิตติ์เชื่อว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ในสังคม และท้ายที่สุดอาจต้องสิ้นสุดที่กระบวนการศาลโดยระบุว่าหากคำวินิจฉัยเป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม บ้านเมืองจะเดินหน้าต่อได้ แต่หากสวนทางกับข้อเท็จจริงที่สังคมรับรู้ ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม


We Watch เผยต้องเปิดข้อมูล 100%


16 ก.พ. 69 We Watch และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ออกแถลงการณ์ถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แสดงความกังวลต่อการจัดการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยระบุว่าพบข้อผิดพลาดและความผิดปกติหลายประการที่กระทบต่อหลักความโปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรม และประสิทธิภาพ จนส่งผลให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่น และมีการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่


แถลงการณ์ระบุว่า กระบวนการจัดการเลือกตั้งขาดความชัดเจนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง การจัดการข้อร้องเรียนและการวินิจฉัยบัตรดี–บัตรเสียบางกรณียังไม่รัดกุม อีกทั้งยังพบปัญหาเชิงปฏิบัติ เช่น การจัดหน่วยเลือกตั้งและความผิดพลาดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ การใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจกระทบต่อหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ


เครือข่ายฯ เสนอข้อเรียกร้องระยะเร่งด่วนให้ กกต. เปิดเผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการครบ 100% ผ่านระบบรายงานผล พร้อมเอกสารรายหน่วย (แบบ 5/18) และควรเปิดเผยใบขีดคะแนน (แบบ 5/11) เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบได้ รวมถึงชี้แจงกรณีข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือระบบรายงานผลขัดข้องอย่างละเอียดและตรวจสอบได้ หากมีหน่วยเลือกตั้งที่ถูกตั้งข้อสงสัย ควรใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งนับคะแนนใหม่โดยเปิดเผยต่อสาธารณะ และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ


ในระยะยาว เครือข่ายเสนอให้ปฏิรูปที่มาและกระบวนการสรรหา กกต. ให้มีความโปร่งใสและยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น กระจายอำนาจสู่ระดับจังหวัด และทบทวนขอบเขตอำนาจของ กกต. เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเสริมสร้างกลไกความรับผิดรับชอบ โดยยืนยันว่าจะติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษามาตรฐานและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งต่อไป


ยื่นศาลปกครองฟ้อง กกต.


ล่าสุดวันนี้ (16 ก.ย.69) นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วยบรรดานิสิตและนักศึกษา เดินทางมายังศาลปกครองกลาง เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลในประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

โดยมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณา บัตรเลือกตั้งที่มีรหัสบาร์โค้ดว่า สามารถระบุหรือย้อนกลับไปถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้นั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เพราะอาจเข้าข่ายละเมิดหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากบัตรเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมส่งผลให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา อาจเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

และมายื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้มีคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน ด้วยการขอศาลมีคำสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่ยากจะแก้ไขเยียวยา หากประกาศรับรองผลไปก่อน