สัตวแพทย์มูลนิธิวอชด็อกไทยแลนด์ ตั้งข้อสังเกต “หูพับ” ช้างป่าตายผิดสุขลักษณะวางยาสลบ ทีมงานเพิกเฉยต่อความเสี่ยงเรื่องอาหารเต็มกระเพาะ

จากลำดับเหตุการณ์การตาย พบว่า ช้างเสียชีวิตจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากมีเศษอาหารอุดตันในหลอดลม ไม่ใช่การเสียชีวิตจากการได้รับยาเกินขนาด

เหตุผลคือ หากเป็นการได้รับยาเกินขนาด (Overdose) จริง สัตว์จะเสียชีวิตแบบเฉียบพลันจากการที่ตัวยาไปกดศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมองโดยตรง ทำให้สัตว์หยุดหายใจทันที และหัวใจจะเต้นช้าลงจนหยุดทำงานในเวลาต่อมา ซึ่งในสภาวะที่ระบบประสาทถูกกดทับอย่างรุนแรงเช่นนั้น ร่างกายจะไม่สามารถเกิดกลไกการขย้อนหรือมีแรงสูดดึงเอาเศษอาหารจำนวนมากลงไปลึกถึงหลอดลมได้


...


กรณีนี้ ยาสลบทั้งหมด 5 เข็ม รวม 27 cc จึงไม่เข้าลักษณะ overdose เพราะการใช้ยาเกินขนาดจะไปกดศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมอง ทำให้สัตว์หยุดหายใจทันที และหัวใจจะหยุดตามมา เมื่อสัตว์หยุดหายใจ จะไม่เกิดแรงดูดอากาศเข้าไป จึงเป็นไปไม่ได้ที่เศษอาหารจะถูกดูดเข้าไปติดในหลอดลม


ดังนั้น การพบเศษอาหารอุดตันทางเดินหายใจ จึงเป็นพยานวัตถุที่ชี้ชัดว่า ช้างไม่ได้ตายเพราะยา

แต่ตายเพราะ “การจัดการที่ผิดสุขลักษณะของการวางยาสลบ” เนื่องจากทีมงานเพิกเฉยต่อความเสี่ยงเรื่องอาหารเต็มกระเพาะ และไม่ได้จัดท่าทางหรือป้องกันทางเดินหายใจตามมาตรฐานวิชาชีพ



#สาเหตุที่แท้จริงคือความผิดพลาดในการจัดการ


นี่คือความบกพร่องด้านการจัดการ (management) และความประมาทเลินเล่อของทีมที่ดำเนินการ เพราะไม่มีการเตรียมรับมือภาวะฉุกเฉินจากการสำลักอาหาร ทั้งที่เป็นความเสี่ยงที่ต้องป้องกันล่วงหน้า


เมื่อพิจารณาตามกฎหมาย

...


ภายใต้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ช้างป่าถูกจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองระดับสูงสุด กฎหมายระบุชัดว่า การกระทำที่ทำให้สัตว์ป่าคุ้มครองบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต แม้เกิดจากความประมาท ถือเป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1.5 ล้านบาท


เพราะหลักสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ สัตว์ป่าไม่ใช่ทรัพยากรแต่คือชีวิตที่รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครอง



...