กรมอุทยานฯ แจงปมเคลื่อนย้าย “สีดอหูพับ” แจงยิบไทม์ไลน์ ฉีดยาซึม 9 ทีมเคลื่อนย้าย ยืนยันไม่มีเจตนาทำร้าย พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงทุกขั้นตอน
วันนี้ (12 ก.พ. 69) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงกรณีการเคลื่อนย้ายช้างป่าที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม โดยระบุว่า ข้อมูลบางส่วนที่เผยแพร่ออกไปยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
กรมอุทยานฯ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมรับผิดชอบหากตรวจพบว่ามีขั้นตอนใดบกพร่อง ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น และเร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบด้าน
...
นายอรรถพลยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง เจ้าหน้าที่ภาคสนาม สัตวแพทย์ รวมถึงฝ่ายปกครองและภาคประชาชนที่ร่วมปฏิบัติงาน ล้วนมีเจตนาดี ไม่มีผู้ใดมีความตั้งใจทำร้ายช้างแต่อย่างใด ภารกิจหลักของทุกคนคือการดูแลทั้งช้างป่าและความปลอดภัยของประชาชนควบคู่กัน ทุกฝ่ายต่างรู้สึกเสียใจและสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สำหรับกรณีคำสั่งศาลปกครอง กรมอุทยานฯ ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาคุ้มครองชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ศาลมีความเห็นว่าไม่มีเหตุให้ระงับหรือชะลอการดำเนินการตามคำสั่งเดิม กรมอุทยานฯ จึงจำเป็นต้องเตรียมการเคลื่อนย้ายช้างหูพับ พร้อมช้างอีก 3 ตัว ตามกรอบเวลาที่ศาลกำหนด
นายอรรถพลเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในช่วงปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาและเคลื่อนย้ายช้างออกจากพื้นที่โดยเร็ว ยอมรับว่าแรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตาม ทีมปฏิบัติงานได้ดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบกฎหมาย มาตรการความปลอดภัย และคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด
...
ปัจจุบัน ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนเพิ่มขึ้นทุกปี กรมอุทยานฯ ไม่ได้ดำเนินงานเพียงลำพัง แต่บูรณาการร่วมกับจังหวัด หน่วยงานฝ่ายปกครอง และคณะกรรมการจัดการช้างป่าแห่งชาติ เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ลดผลกระทบทั้งต่อประชาชนและสัตว์ป่า
ทั้งนี้ นายอรรถพลย้ำว่า กรมอุทยานฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่าช้าง หรือให้ความสำคัญกับช้างน้อยกว่าคน แต่มีหน้าที่ต้องดูแลทั้งทรัพยากรสัตว์ป่าและความปลอดภัยของประชาชนไปพร้อมกัน การอนุรักษ์และพิทักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าเป็นอุดมการณ์หลักของหน่วยงานมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างสมดุล เพื่อช่วยเหลือทั้งสองฝ่ายและลดความสูญเสียให้มากที่สุด
...
สบอ.8 แจงที่มาปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ ทำร้ายประชาชน เสียชีวิต 2 ราย
นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของสถานการณ์เกิดจากช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ คาดว่าเป็นช้างจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย เดินหากินผ่านหลายพื้นที่ ก่อนเข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูเวียง
...
ตั้งแต่ปี 2567 พบช้าง 2 ตัว คือ “สีดอหูพับ” และ “ลายงาจิ๋ว” เข้ามาในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ร่วมกับฝ่ายปกครองได้ผลักดันกลับสู่พื้นที่เดิม ต่อมาเดือนธันวาคม 2568 สีดอหูพับกลับเข้าพื้นที่อีกครั้ง และเกิดเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรจำนวนมาก
ต่อมาพบช้างเพิ่มเข้ามา รวมเป็น 4 ตัว ได้แก่ งาจิ๋ว หูพับ หุสังข์ และสีดน้อย ส่งผลให้ฝ่ายปกครองอำเภอภูเวียง และจังหวัดขอนแก่น ทำหนังสือร้องเรียนขอให้กรมอุทยานฯ เร่งแก้ไขปัญหา กระทั่งประชาชน 6 ราย ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอนแก่น
ศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมอุทยานฯ เคลื่อนย้ายช้างทั้ง 4 ตัว ไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมภายใน 30 วัน โดยกำหนดพื้นที่ปลายทางเป็นโครงการช้างป่าภูหลวง จังหวัดเลย จึงเป็นที่มาของการจัดทำแผนปฏิบัติการเคลื่อนย้ายช้างดังกล่าว
วางแผนปฏิบัติการละเอียด 9 ทีม พร้อมมาตรการฉุกเฉิน
นายฐิติ ส่องศาล หัวหน้าชุดปฏิบัติการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าชุดที่ 1 ประจำกรมอุทยาน เปิดเผยว่า หลังได้รับอนุมัติ สบอ.8 ได้ประชุมร่วมกับจังหวัดขอนแก่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อวางแผนปฏิบัติการอย่างรอบคอบ
มีการจัดตั้งทีมปฏิบัติการ 9 ทีม ประกอบด้วย
ทีมค้นหา
ทีมไม้ค้ำ
ทีมยิงยาซึม
ทีมควบคุมเชือก
ทีมดึงเชือก
ทีมสัตวแพทย์
ทีมขนย้าย
ทีมจราจร
ทีมพยาบาลจากโรงพยาบาลเวียงเก่า
นอกจากนี้ ยังจัดทำแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน อาทิ รถน้ำควบคุมอุณหภูมิร่างกายช้าง รถพยาบาล การทำประกันอุบัติเหตุให้เจ้าหน้าที่ และกำหนดลำดับการเคลื่อนกำลังเพื่อลดความตื่นตกใจของช้างและลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน
ลำดับเหตุการณ์วันปฏิบัติการ
3 ก.พ. 69
เวลา 10.00 น. : เปิดศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ณ วัดถ้ำกวาง อ.เวียงเก่า
เวลา 13.30 น. : ประชุมแบ่งทีมปฏิบัติการ 7 ทีม (ค้นหา, ไม้ค้ำ, ยิงยา, ควบคุมเชือก, ดึงเชือก, สัตวแพทย์ และขนย้าย)
เวลา 15.00 น. : ทีมค้นหาและโดรนตรวจพบช้างบริเวณไร่อ้อยใกล้นาตาแป
เวลา 15.00 น. : ทีมสัตวแพทย์เข้าพื้นที่เตรียมปฏิบัติการ
เวลา 19.00 น. : ยิงยาซึมครั้งที่ 1 ตามปริมาณที่คำนวณจากน้ำหนักช้าง ช้างตกใจวิ่งเข้าป่าอ้อย มีอาการซึมเล็กน้อยแต่ยังตื่นตัว
เวลา 20.08 น. : ยิงยาซึมครั้งที่ 2 ช้างเริ่มนิ่ง เจ้าหน้าที่เข้าผูกขาทั้ง 4 ข้าง และเก็บตัวอย่างเลือด
เวลา 21.02 น. : ช้างเริ่มฟื้นและมีปฏิกิริยามากขึ้น สัตวแพทย์จึงให้ยาเพิ่มเติมครั้งที่ 3 เพื่อความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายขึ้นรถ
เวลา 21.55 น. : สามารถนำช้างขึ้นรถบรรทุกได้เรียบร้อย
เวลา 22.50 น. : เริ่มออกเดินทาง ช้างมีอาการตื่น ยกงวง และส่งเสียงขู่
เวลา 23.07 - 23.10 น. : ให้ยาเพิ่มเติมครั้งที่ 4 หลังจากนั้นช้างปัสสาวะและเอนตัวลง
เวลา 23.12 น. : ทีมสัตวแพทย์ให้ยากระตุ้นหัวใจและยากระตุ้นการหายใจ พบว่าช้างมีอาการสำลักเศษอาหาร ทีมพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่
เวลา 23.36 น. : สีดอหูพับเสียชีวิต
ภายหลัง คณะทำงานได้นำร่างสีดอหูพับกลับไปยังอุทยานแห่งชาติภูเวียง และประชุมหารือเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนเกี่ยวกับซากช้างป่าต่อไป
แจงขั้นตอนการยิงยาซึม ประเมินอายุ-น้ำหนักก่อนคำนวณปริมาณยา
ในส่วนขั้นตอนการยิงยาซึม เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า ทีมสัตวแพทย์ได้ประเมินอายุของช้างหูพับไว้ประมาณ 15–20 ปี และประเมินน้ำหนักไม่เกิน 2,500 กิโลกรัม เพื่อนำข้อมูลมาคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสม
การยิงยาซึมครั้งแรก ใช้ลูกดอก 2 ดอก บรรจุยาดอกละ 10 ซีซี รวมปริมาณ 20 ซีซี ซึ่งเป็นปริมาณที่คำนวณให้สอดคล้องกับน้ำหนักตัว เพื่อควบคุมช้างอย่างปลอดภัยตามหลักวิชาการสัตวแพทย์
เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า การให้ยาทุกครั้งอยู่ภายใต้การควบคุมของสัตวแพทย์ และเป็นไปตามมาตรฐานที่ใช้ในการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าในทุกภารกิจ