เปิดอีกมุม "สีดอหูพับ" สาเหตุตายอย่าเพิ่งด่วนสรุป ปมเข้าใจคลาดเคลื่อน “อายุ-ฉีดยาซึม” ยันยังไม่ย้ายช้างที่เหลือ ขอให้รอคณะกรรมการสรุปอีกครั้ง


กรณีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงการดำเนินการตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองจังหวัดขอนแก่น เกี่ยวกับการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า “สีดอหูพับ” และช้างร่วมฝูงอีก 3 ตัว หน่วยงานในพื้นที่ได้จัดทำรายงานเสนอศาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อชี้แจงข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากภารกิจดังกล่าวมีความซับซ้อนและต้องดำเนินการตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ


คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากประชาชนใน จ.ขอนแก่น จำนวน 6 คน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 หลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และมีเหตุทำร้ายประชาชนเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 2 ราย ระหว่างปี 2567–2568 ต่อมาศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งคดีหมายเลขดำที่162/2568 ลงวันที่ 4 พ.ย. 2568 กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา

...



คำสั่งดังกล่าวให้ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดี ดำเนินการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า4 ตัว ได้แก่ “งาจิ๋ว คุถัง หูพับ และสีดอน้อย” ออกจากพื้นที่ปัญหาไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับคำสั่ง พร้อมรายงานผลต่อศาลเป็นรายตัวเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ


ภายหลังได้รับคำสั่ง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) หรือ สบอ.8 ได้จัดทำรายงานเสนอศาล โดยระบุรายละเอียดแผนปฏิบัติงาน ขั้นตอนการจับและเคลื่อนย้าย สภาพพื้นที่ต้นทางและพื้นที่รองรับ เส้นทางเคลื่อนย้าย ความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ และกระบวนการทางสัตวแพทย์


ในรายงานชี้แจงว่า การจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากต้องใช้วิธีวางยาซึมและควบคุมช้างระหว่างการเคลื่อนย้าย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่เฉพาะทางจำนวนมาก


ต่อมาวันนี้ (11 ก.พ. 2569) กลุ่มประชาชนและเครือข่ายผู้รักสัตว์ได้รวมตัวชุมนุมบริเวณด้านหน้ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ “สีดอหูพับ” ช้างป่าที่เสียชีวิตระหว่างภารกิจเคลื่อนย้ายของเจ้าหน้าที่ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเข้มข้น ผู้ชุมนุมถือป้ายข้อความ “หูพับต้องไม่ตายฟรี” พร้อมตะโกนเรียกร้องให้นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง

...



ชี้แจงอีกมุม สีดอหูพับ ตั้งกรรมการสอบ


ท่ามกลางกระแสการเรียกร้อง ให้หน่วยงานของกรมอุทยานออกมารับผิดชอบ "ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยังแหล่งข่าว ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างพิจารณายื่นอุทธรณ์ในส่วนของการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าอีก 3 ตัวที่เหลืออยู่ สำหรับกรณี “สีดอหูพับ” ล่าสุดวันนี้ (11 ก.พ. 2569) มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเ และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

...


ประเด็นการเสียชีวิตของช้างสีดอหูพับ ซึ่งมีข้อสงสัยเรื่องการให้ยาซึมเกินขนาด โดยหลักปฏิบัติการวางยาซึมช้างจะใช้วิธียิงยาเป็นเข็ม ๆ ตามขั้นตอน เนื่องจากช้างป่าเป็นสัตว์ที่ไม่สามารถงดอาหารได้เหมือนสัตว์ทั่วไป อีกทั้งภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ สัตวแพทย์จะต้องให้ยาแก้ฤทธิ์ซึมทุกครั้ง โดยในกรณีสีดอหูพับ ได้มีการให้ยาแก้ฤทธิ์ด้วย


ข้อมูลบางส่วนที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากการทำงานกับช้างป่ามีความซับซ้อนและมีเทคนิคเฉพาะทาง โดยปริมาณยาที่ใช้จะคำนวณเป็นปริมาณรวม(total dose) ตามน้ำหนักและสภาพร่างกายสัตว์ ไม่ได้พิจารณาจำนวนเข็มที่ใช้เพียงอย่างเดียว


...


ทีมสัตวแพทย์ได้เข้าตรวจสอบและวัดสัดส่วนร่างกายของสีดอหูพับ เพื่อคำนวณน้ำหนักอย่างละเอียด พบว่าน้ำหนักตัวจริงไม่ได้แตกต่างจากค่าประเมินที่ใช้คำนวณปริมาณยาซึมก่อนดำเนินการ อย่างไรก็ตาม สาเหตุการเสียชีวิตอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยเฉพาะตัวของช้างแต่ละตัว เนื่องจากการตอบสนองต่อยาซึม หรือความเครียดจากกระบวนการเคลื่อนย้ายสามารถแตกต่างกันได้ในสัตว์แต่ละตัว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้น


สำหรับกรณีการขนย้ายร่างช้างที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมากถึง 200 คน การเคลื่อนย้ายช้างป่า จำเป็นต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างปลอดภัย และลดแรงกระแทกต่อร่างกายสัตว์ โดยการดึงเชือกแต่ละด้านจะมีผู้ควบคุมสั่งการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทิศทางการเคลื่อนไหวของขาหน้าและขาหลังสัมพันธ์กัน ป้องกันการเสียหลักหรือล้ม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้ การใช้กำลังคนจำนวนมากถือเป็นแนวทางที่มุ่งลดความเสี่ยงและความรุนแรงในการเคลื่อนย้ายให้น้อยที่สุดตามหลักปฏิบัติ


ในประเด็นที่สื่อสังคมออนไลน์บางส่วนระบุว่า “สีดอหูพับ” มีอายุเพียง 5 ปี จากการประเมินของเจ้าหน้าที่ ช้างตัวดังกล่าวมีอายุประมาณ 15–20 ปีแล้ว โดยพิจารณาจากพฤติกรรมและลักษณะทางกายภาพเป็นหลัก



แหล่งข่าวอธิบายว่า โดยทั่วไปช้างเพศผู้เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือโตเต็มวัย จะเริ่มแยกตัวออกจากฝูงในช่วงอายุประมาณ 15–20 ปี อีกทั้งช้างตัวนี้เคยมีพฤติกรรมตกมัน ซึ่งเป็นข้อมูลประกอบการประเมินอายุ นอกจากนี้ ช้างตัวดังกล่าวเป็นช้างที่มีงา ไม่ใช่ช้างสีดอ (ช้างไม่มีงา) เพียงแต่งามีขนาดสั้น ทำให้บางส่วนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพของช้างตัวนี้


ทั้งนี้ ตนรู้สึกเห็นใจอธิบดีกรมอุทยานฯ เนื่องจากที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอน และข้อเสนอแนะของทีมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างเคร่งครัด อีกทั้งกรณีดังกล่าวต้องดำเนินการภายใต้กรอบเวลาตามคำสั่งศาลที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน จึงมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการปฏิบัติงาน


อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น กระแสสังคมได้เรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้บริหารระดับสูง ซึ่งตนมองว่า ควรพิจารณาข้อเท็จจริงและบริบทการดำเนินงานทั้งหมดอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง


เบื้องต้นเข้าใจในเจตนารมณ์ เข้าใจในความเสียใจ เพราะทุกคนตอนนี้ก็เศร้าโศกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อยากให้รอข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการในการสอบข้อเท็จจริง และจะใช้แจงให้สังคมได้ทราบต่อไป