8 ปัญหาเลือกตั้ง 2569 ภาคประชาชน ชี้สะท้อนข้อจำกัด กกต. คุ้มครองความลับบัตรลงคะแนน ความโปร่งใสเอกสารที่ต้องเปิดเผยหลายหน่วยเลือกตั้ง
ภาคประชาชนสะท้อนภาพรวมการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่ายังเผชิญปัญหาเชิงระบบในหลายมิติ ตั้งแต่การจัดการหน่วยเลือกตั้ง การอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิ ไปจนถึงความโปร่งใสในกระบวนการนับคะแนน ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหน่วยเลือกตั้งในระดับพื้นที่
...
เครือข่าย We Watch ติดตามการเลือกตั้งครั้งนี้ผ่านอาสาสมัครผู้สังเกตการณ์กว่า 13,670 คนทั่วประเทศ ระบุว่า ได้รับรายงานความผิดปกติจากทั้งการสังเกตการณ์ภาคสนามและข้อมูลจากเครือข่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การรวบรวมข้อค้นพบและการยื่นเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาชนในหลายจังหวัด
จากการประมวลผลข้อมูล We Watch พบปัญหาสำคัญอย่างน้อย 8 ประเด็น ครอบคลุมตั้งแต่ความเท่าเทียมในการใช้สิทธิ ความลับของบัตรลงคะแนน ความถูกต้องของข้อมูลผู้มีสิทธิ ความโปร่งใสของเอกสาร ไปจนถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ โดยเห็นว่าปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการเลือกตั้งในอนาคต
พบปัญหาสำคัญ 8 ประเด็น
1. การจัดการหน่วยเลือกตั้งและความเท่าเทียมในการใช้สิทธิ
...
พบว่าหลายหน่วยเลือกตั้งจัดสถานที่ไม่เอื้อต่อผู้สูงอายุและคนพิการ เช่น พื้นที่ยกระดับสูงไม่มีทางลาดสำหรับรถเข็น อาทิ จังหวัดเพชรบุรี เขต 3 รวมถึงบางกรณีก่อให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการใช้สิทธิ เช่น จังหวัดสมุทรสงคราม เขต 1
นอกจากนี้ยังพบการให้ข้อมูลแก่ประชาชนที่ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน เช่น เอกสารแนะนำผู้สมัครไม่ครบ ตัวอย่างบัตรเลือกตั้งและบัตรประชามติเป็นขาวดำ หรือไม่แสดงตัวอย่างประชามติ รวมถึงกรณีการย้ายสถานที่หน่วยเลือกตั้งโดยไม่มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าอย่างทั่วถึง เช่น นครศรีธรรมราช เขต 1สมุทรปราการ เขต 5 (หน่วย 52–55) และนนทบุรี เขต 3 หน่วยที่ 5 รวมถึงบางหน่วยยังมีปัญหาแสงสว่างไม่เพียงพอในพื้นที่นับคะแนน ส่งผลต่อการตรวจสอบของประชาชน
2. การคุ้มครองความลับของบัตรลงคะแนน
พบว่าหลายหน่วยเลือกตั้งจัดคูหาลงคะแนนไม่เป็นไปตามหลักการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม เช่น ไม่มีแผงกั้นทึบ จัดคูหาแออัด หรือวางโต๊ะเจ้าหน้าที่ใกล้คูหาเกินไป อาจทำให้ผู้อื่นมองเห็นการลงคะแนนได้ พบในบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี สุโขทัย และนครศรีธรรมราช
...
3. ความผิดพลาดของบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
พบข้อผิดพลาดหลายกรณี เช่น รายชื่อผู้มีสิทธิถูกระบุว่าเสียชีวิตแล้ว รายชื่อยังคงอยู่ทะเบียนบ้านเดิมทั้งที่ย้ายออกมานาน หรือข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน
บางกรณีประชาชนตรวจสอบสิทธิผ่านระบบออนไลน์พบว่ามีสิทธิ แต่เมื่อไปถึงหน่วยเลือกตั้งกลับไม่พบรายชื่อ รวมถึงกรณีเอกสารแจ้งสถานที่เลือกตั้งส่งผิดบ้าน ทำให้ประชาชนต้องเดินทางหลายแห่งและเกือบเสียสิทธิ
...
4. ความโปร่งใสของเอกสารที่ต้องเปิดเผย
พบว่าหลายหน่วยไม่ติดประกาศเอกสารสำคัญ เช่น จำนวนบัตรเลือกตั้งก่อนและหลังลงคะแนน หรือผลการนับคะแนน หรือมีการติดประกาศในตำแหน่งที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้
ยังพบกรณีบัตรเลือกตั้งและจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่สอดคล้องกัน หรือที่เรียกว่า “บัตรเขย่ง” เช่น พิจิตร เขต 1 ผู้ใช้สิทธิ 100,830 คน แต่ผลคะแนนรวม 113,775 คะแนน สกลนคร ผู้มาใช้สิทธิ 440 คน แต่บัตรที่นับได้ 545 ใบ ขอนแก่น เขต 11 ระบุบัตรดี 74,696 ใบ แต่ผลคะแนนรวม 97,904 คะแนน ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม
5. การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
พบความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติงาน เช่น ไม่ตรวจสอบอัตลักษณ์ผู้มาใช้สิทธิ ให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ หรือมีพฤติกรรมชี้นำการลงคะแนน
นอกจากนี้ยังพบข้อผิดพลาดด้านเทคนิค เช่น การจัดการบัตรเลือกตั้งผิดวิธี การวินิจฉัยบัตรดีบัตรเสียไม่ถูกต้อง และการนับคะแนนผิดพลาด
6. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการสังเกตการณ์
พบว่าหลายหน่วยเลือกตั้งไม่เข้าใจสิทธิของประชาชนในการสังเกตการณ์ มีการปฏิเสธผู้สังเกตการณ์ ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพเอกสารที่ต้องเปิดเผย หรือห้ามบันทึกภาพระหว่างนับคะแนน
บางพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเลวร้าย ต้องย้ายสถานที่นับคะแนนอย่างฉุกเฉิน
7. พฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายทุจริตและการซื้อเสียง
มีรายงานพฤติกรรมต้องสงสัยในหลายพื้นที่ เช่น อุบลราชธานี เขต 7 กรณีถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งเพื่อนำไปแลกรับเงิน และกรณีร้องเรียนเรื่องการหย่อนบัตรเพิ่มหรือผลคะแนนไม่สอดคล้องในจังหวัดพะเยา ชลบุรี และพื้นที่อื่น ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ กกต. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ
8. ระดับความพึงพอใจต่อการทำงานของ กกต.
We Watch ได้สำรวจความคิดเห็นผู้มาใช้สิทธิจำนวน 1,091 คน พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามไม่พึงพอใจการทำงานของ กกต. รวมทุกระดับสูงถึงร้อยละ 57.6 ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาที่พบจากการสังเกตการณ์ภาคสนาม
We Watch ระบุว่า ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการจัดการเลือกตั้งไทย จึงเสนอให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในอนาคต
ข้อเสนอระยะสั้น
1. กกต. ต้องเปิดเผยข้อมูลคะแนนดิบ
ของการเลือกตั้งล่วงหน้าและการเลือกตั้งนอกเขต ซึ่งนับรวมในสถานที่นับเฉพาะ รวมถึงจำนวนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตที่มีปัญหา โดยต้องเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อเจ้าหน้าที่หลายจังหวัด
2. กกต. ต้องเร่งตรวจสอบความผิดปกติที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ
โดยเฉพาะในช่วงการนับคะแนน รวมถึงกรณีการซื้อเสียงและการทุจริตเลือกตั้งในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในระบบการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ และที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งต้องเปิดเผยคะแนนรายหน่วยโดยเร็วที่สุด
3. กกต. ต้องตรวจสอบการปฏิบัติงานของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
ในพื้นที่ที่มีการร้องเรียนหรือมีรายงานเข้ามา เช่น การไม่ให้ความร่วมมือกับประชาชนหรือผู้สังเกตการณ์ การกีดกัน ข่มขู่ หรือการใช้ความรุนแรง โดยต้องมีการดำเนินการทางวินัย และกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมอย่างชัดเจน
4. กกต. ต้องออกระเบียบและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน
เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิจากเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย พร้อมทั้งจัดการอบรมให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เข้าใจและเคารพบทบาทของผู้สังเกตการณ์ ตามหลักรัฐธรรมนูญและมาตรฐานสากล
ข้อเสนอระยะกลาง
1. กกต. ควรปรับปรุงกระบวนการสรรหากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
โดยเปิดรับสมัครบุคคลทั่วไปที่ไม่ผูกพันกับอำนาจท้องถิ่น พรรคการเมือง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พร้อมพัฒนาหลักสูตรการอบรมอย่างต่อเนื่อง มีระยะเวลาเพียงพอ และมีการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความพร้อมในการปฏิบัติงาน
2. กกต. ต้องศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีช่วยการลงคะแนนเสียง
โดยใช้ระบบแบบเปิด (open source) ที่สามารถตรวจสอบได้ มีผู้เชี่ยวชาญอิสระและภาคประชาชนร่วมกำกับดูแล ควรเริ่มทดลองกับการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือการออกเสียงประชามติก่อน พร้อมทั้งจัดทำการให้ความรู้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเข้มข้น และปรับปรุงระบบการลงทะเบียนและการสื่อสารเพื่อลดความสับสนในการใช้สิทธิ
3. กกต. ควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางมีส่วนร่วม
ในการออกแบบกระบวนการเลือกตั้ง การสังเกตการณ์ และการประเมินผล พร้อมจัดตั้งกลไกรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมอย่างเป็นระบบ
4. กกต. ต้องนำคู่มือการอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการมาใช้ในทุกหน่วยเลือกตั้ง
โดยใช้คู่มือและแบบประเมินการจัดการเลือกตั้งที่พัฒนาร่วมกับเครือข่ายคนพิการและ We Watch ไม่จำกัดเฉพาะหน่วยพิเศษ เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ใช้สิทธิในหน่วยพิเศษ ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีคูหาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้พิการในทุกพื้นที่
5. กกต. ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดในหน่วยเลือกตั้งและจุดนับคะแนนทุกหน่วย
โดยกำหนดมาตรการคุ้มครองข้อมูลและสิทธิของผู้ใช้สิทธิอย่างรัดกุม เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงต่อการทุจริต
ข้อเสนอระยะยาว
1. ควรปฏิรูปโครงสร้างและที่มาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ให้มีความเป็นอิสระ เป็นกลาง และน่าเชื่อถือ ผ่านกระบวนการสรรหาที่โปร่งใส เปิดกว้าง และมีการมีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาและภาคประชาชน พร้อมกำหนดให้ กกต. รับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยตรง และจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบการทำงานของ กกต.
2. ควรแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ให้มีความสอดคล้องกันในทุกระดับท้องถิ่น กำหนดให้วันเลือกตั้งเป็นวันหยุดราชการ ห้ามมีกิจกรรมของรัฐที่เป็นอุปสรรคต่อการออกเสียง และปรับปรุงกฎหมายการออกเสียงประชามติให้สามารถใช้สิทธิล่วงหน้าได้
4. ควรบรรจุหลักการเลือกตั้ง สิทธิทางการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน
ไว้ในหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และวัฒนธรรมประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน
5. กกต. ควรพัฒนาและทดสอบระบบการลงคะแนนที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้
เพื่อช่วยลดจำนวนบัตรเสีย เพิ่มการเข้าถึงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง และการเลือกตั้งซ่อม
ข้อเรียกร้องจาก We Watch
We Watch ขอเน้นย้ำว่า การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส การตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน คือเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่อผลการเลือกตั้งและกระบวนการประชาธิปไตย
จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับฟังข้อค้นพบและข้อเสนอแนะเหล่านี้อย่างจริงจัง และดำเนินการปรับปรุงกระบวนการเลือกตั้งในทุกระดับ เพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และทำให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมายอย่างแท้จริง