เปิดสูตรจัดตั้งรัฐบาล “ภูมิใจไทย” หลังเลือกตั้ง 69 “3 นักวิชาการ" วิเคราะห์ "อนุทิน" นั่งนายกฯ แนวโน้มรวม "กล้าธรรม" "เพื่อไทย" ดึงพรรคขนาดเล็กเสริมมีความเป็นไปได้สูงสุด

หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 โดยผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทย ชนะมาเป็นอันดับ 1กวาดได้ไป 193 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาชนได้ 118 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทย ได้ไป 74 ที่นั่ง ทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เตรียมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่



ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์ทิศทางและกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการวางแผนการจัดตั้งรัฐบาลร่วม หลังผลเลือกตั้งมีสิทธิชนะขาดลอย โดย ศ.ดร.ยุทธพร สามารถวิเคราะห์สูตรการจัดตั้งรัฐบาลได้ 3 สูตร ดังนี้

...


สูตรที่ 1 น้ำเงิน–แดง–เขียว


พรรคจัดตั้งรัฐบาล : พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม

พรรคฝ่ายค้าน : พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์


สูตรนี้ถูกมองว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากสูตรนี้มีเสถียรภาพค่อนข้างสูง เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักอย่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเป็นระบบ มากกว่าการสร้างแรงกระเพื่อมจนรัฐบาลไร้เสถียรภาพ


หากสูตรนี้เกิดขึ้นจริง จำนวนเสียงในสภาอาจแตะระดับประมาณ 325 ที่นั่ง ส่งผลให้ฝั่งฝ่ายค้าน ซึ่งประกอบด้วยพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคขนาดเล็กอื่น ๆ รวมกันแล้วไม่น่าจะเกิน 140–150 ที่นั่ง


อย่างไรก็ตาม หากพรรคเพื่อไทยตัดสินใจเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล จำเป็นต้องมีการวางกรอบและขีดเส้นที่ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นอ่อนไหว เช่น คดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเคยมีความเห็นต่างและถกเถียงกันอย่างชัดเจนในเรื่องนี้

...




สูตรที่ 2 น้ำเงิน–เขียว


พรรคจัดตั้งรัฐบาล : พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม

พรรคฝ่ายค้าน : พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย

...


สูตรนี้มีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากอาจประสบปัญหาในการบริหารจัดการรัฐบาล เพราะท้ายที่สุดจะต้องพึ่งพาพรรคขนาดเล็กจำนวนมาก คล้ายกับรูปแบบรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2562 โดยหากสูตรนี้เกิดขึ้นจริง คาดว่าจะมีเสียงสนับสนุนราว 270 ที่นั่ง


อีกประเด็นสำคัญ คือสูตรนี้จะผลักให้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนต้องจับมือกันทำหน้าที่ฝ่ายค้านโดยปริยาย แม้ในอดีตทั้งสองพรรคจะมีความขัดแย้งและโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับพรรคและกองเชียร์ แต่ก็ยังมีจุดยืนร่วมกันในหลายประเด็น เช่น การเรียกร้องประชาธิปไตย


...

ในมุมของพรรคภูมิใจไทย สูตรนี้จึงไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ต้องการนัก เนื่องจากพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว หากมีพรรคเพื่อไทยเข้ามาเสริมกำลังอีก อาจทำให้รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในสภา



สูตรที่ 3 น้ำเงิน–ส้ม–ฟ้า


พรรคจัดตั้งรัฐบาล : พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์

พรรคฝ่ายค้าน : พรรคขนาดเล็กอื่นๆ 


สูตรนี้ถูกมองว่าเป็นสูตร “เผื่อเลือก” มากกว่าจะเกิดขึ้นจริง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกในการจัดตั้งรัฐบาล และเพิ่มการยอมรับจากชนชั้นกลางในเมือง ผ่านการดึงพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล


อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของสูตรนี้อยู่ที่โครงสร้างรัฐบาลผสม ซึ่งมีพรรคขนาดใหญ่ถึงสองพรรคอยู่ร่วมกัน อาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายใน และหากพรรคใดพรรคหนึ่งถอนตัว ก็อาจทำให้อีกพรรคไม่สามารถเดินหน้าต่อได้


นอกจากนี้ พรรคประชาชนได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่โหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือแคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย ทำให้สูตรนี้แทบไม่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ




โอกาสพรรคภูมิใจไทย จัดตั้งรัฐบาลไม่มีพรรคเพื่อไทย


ขณะที่ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ทิศทางและกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการวางแผนจัดตั้งรัฐบาลว่า หากมองในทางปฏิบัติ สูตรที่ง่ายที่สุดคือการรวมเสียงของพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลัง และพรรคเล็กพรรคน้อย ให้ได้เสียงเกิน 270–280 เสียง ซึ่งเพียงพอสำหรับการตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองมากเกินไป

สมการดังกล่าวกลับไม่มีพรรคเพื่อไทยอยู่ด้วย เนื่องจากปัญหาการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี โดยเฉพาะในบริบทที่ภูมิใจไทยมี “บ้านใหญ่” จำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามารวมตัว หากต้องแบ่งโควตาให้เพื่อไทยเพิ่มเติม จะยิ่งทำให้การจัดสรรตำแหน่งภายในซับซ้อนขึ้นอย่างมาก และยากที่ทุกฝ่ายจะยอมรับได้โดยง่าย

หากพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล กระทรวงหลักที่ต้องการต่อรองย่อมหนีไม่พ้นกระทรวงคมนาคม ซึ่งในมุมของภูมิใจไทยถือเป็น “หอกข้างแคร่” ด้วยประวัติการทำงานร่วมกันในอดีตที่ทั้งสองพรรคต่างรู้ทันเหลี่ยมกันดี การยื่นกระทรวงยุทธศาสตร์ให้คู่แข่งจึงเท่ากับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้ฝ่ายตรงข้ามในอนาคต

ในทางกลับกัน การปล่อยให้พรรคเพื่อไทยไปทำหน้าที่ฝ่ายค้านกลับเป็นเกมที่ให้ผลระยะยาวกับภูมิใจไทยมากกว่า เพราะเมื่อเวลาผ่านไป บ้านใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่ในเพื่อไทยย่อมเริ่มมองหาเส้นทางใหม่ในการขยับขยายอำนาจ ส่งผลให้พรรคมีแนวโน้มจะค่อย ๆ ลดขนาดลง

ขณะเดียวกัน ฝั่งพรรคประชาชนก็เผชิญแรงกระทบจากประเด็นการชี้มูลของ ป.ป.ช. ซึ่งกระทบต่อขวัญกำลังใจของฐานการเมืองไม่น้อย มองจากภาพรวมแล้ว ฝ่ายค้านอาจไม่ได้มีพลังมากพอจะสร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรง แม้ว่าการตรวจสอบรัฐบาลจะยังคงดำเนินต่อไป

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ หากเลือกไปอยู่ฝ่ายค้าน ก็จะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการรีแบรนด์พรรค เพื่อฟื้นภาพลักษณ์และทบทวนบทบาทของตนเองบนเวทีการเมือง

พรรคภูมิใจไทย แม้จะเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังมีโจทย์ภายในต้องจัดการ โดยเฉพาะเรื่องภาพลักษณ์รัฐบาล การดึงรัฐมนตรีแบบเทคโนแครตหรือคนนอกเข้ามาเพียง 2–3 คนอาจยังไม่เพียงพอ อาจต้องเพิ่มอีก 1–2 คน เพื่อสร้างความน่าสนใจและเสริมความนิยมให้รัฐบาล

อีกตัวแปรสำคัญคือบทบาทของ “พรรคผู้กอง” ที่มีจำนวนเสียงราว 58 เสียง ทำให้อำนาจต่อรองทั้งในแง่จำนวนเก้าอี้และขนาดกระทรวงต้องสูงขึ้น และหากสามารถรวบรวมพรรคเล็กพรรคน้อยเข้ามาเพิ่มเติมได้ด้วยพลังของตนเอง ก็จะยิ่งเพิ่มอำนาจต่อรองในรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จึงมีแนวโน้มว่าพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยจะไปอยู่ในบทบาทฝ่ายค้าน โดยเหตุผลหลักคือภูมิใจไทยมีขนาดใหญ่เพียงพอแล้ว การดึงเพื่อไทยที่มีเสียงกว่า 300 เข้ามาร่วมรัฐบาลไม่ใช่ความจำเป็น และยังเพิ่มความเสี่ยง เพราะรัฐบาลที่ใหญ่เกินไปย่อมคุมยาก และอาจนำไปสู่ปัญหาภายในในระยะยาว


ภูมิใจไทย บนเกมการเมืองระยะยาว


ขณะที่ รศ.ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มองว่า โครงสร้างรัฐบาลที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดยังคงเป็นการรวมตัวของพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคเล็กอื่น ๆ โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ซึ่งสะท้อนการสืบทอดของ “ขั้วอำนาจเดิม” มากกว่าจะเป็นการจัดวางสมดุลอำนาจใหม่ในทางการเมือง

ในฝั่งตรงข้าม หากพรรคประชาชนยังคงทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้ามาร่วมเป็นฝ่ายค้านด้วย โดยหากจำนวนเสียงเพียงพอแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องดึงพรรคอื่นเข้ามาเพิ่มเติม เนื่องจากฝ่ายค้านที่มีเสียงมากเกินไปอาจย้อนกลับมาเป็นปัญหาในระยะยาว ซึ่งเป็นบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต

ด้วยเหตุนี้ การจัดตั้งรัฐบาลจึงน่าจะอยู่ในกรอบของการคำนวณตัวเลขที่ไม่มากจนเกินไป โดยจำนวน สส.ฝ่ายรัฐบาลที่เหมาะสมควรอยู่ราว 300 ที่นั่ง และไม่ควรเกิน 320–325 ที่นั่ง เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว

ในแง่ความชอบธรรม พรรคภูมิใจไทย ถือว่ามีความได้เปรียบอย่างชัดเจน หากเป็นพรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่ง เพราะจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น แต่หากสถานการณ์กลับกัน และพรรคประชาชนเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แม้ภูมิใจไทยจะอยู่อันดับสอง การจัดตั้งรัฐบาลจะซับซ้อนขึ้นทันที เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่พรรคประชาชนจะ “ทวงบุญคุณ” ทางการเมืองกับภูมิใจไทยในอนาคต

ดังนั้น สมการรวมเสียงที่เหมาะสมจึงควรอยู่ที่ระดับ 300 กว่าเสียง แต่ไม่เกิน 350 เสียง และในเวลานี้ยังไม่เห็นความเป็นไปได้อื่นที่มีแรงเหวี่ยงมากพอจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลยากขึ้น ตัวเลขที่มีอยู่ยังเอื้อให้การจัดตั้งรัฐบาลเดินหน้าได้โดยไม่ติดขัด

หากตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสไปอยู่ฝ่ายค้านหรือไม่ รศ.ดร.ธนภัทร มองว่าเป็นเรื่องที่ “ยาก แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้” เพราะการเมืองไทยสามารถเกิดความพลิกผันได้เสมอ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากตัวเลขปัจจุบันที่พรรคเพื่อไทยมีราว 80-90 ที่นั่ง ก็แทบไม่มีเหตุผลจำเป็นใดที่ต้องผลักพรรคเพื่อไทยไปอยู่ฝ่ายค้าน

อีกตัวแปรสำคัญคือกรณี ป.ป.ช. ชี้มูล 44 สส. ซึ่งหลังการชี้มูล เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังศาล และเมื่อศาลรับคำร้องแล้ว สถานะจะใกล้เคียงกับการขาดคุณสมบัติ โดยต้องไปพิจารณาที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้ ตัวแปรสำคัญอยู่ที่ว่า ในจำนวน 44 คนดังกล่าว มี สส. ที่อยู่ในสภาชุดปัจจุบันกี่คน และจะมีการอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งโอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างยาก เว้นแต่จะมีประเด็นใหม่ โดยทั้งหมดต้องจับตาท่าทีของ ป.ป.ช. ว่าจะชี้มูลในระดับใด เพราะอาจกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลโดยตรง

ในช่วงเวลานี้ พรรคประชาชนอยู่ในภาวะอ่อนแอและถดถอย ทั้งจากแรงกดดันทางคดี และภาพจำจากการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่ถูกวิจารณ์ว่า “พูดมากกว่าทำ” ซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่ต้องระมัดระวัง


ขณะเดียวกัน นี่คือจังหวะที่พรรคภูมิใจไทยเดินเกมรุกทางการเมือง ด้วยการดึง สส. เขตและกลุ่มบ้านใหญ่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้จำนวน สส. เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมแล้วเกือบแตะ 200 คน กลยุทธ์ดังกล่าวคือการ “รวมเพื่อสกัดส้ม” อย่างชัดเจน

บทเรียนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้แกนนำการเมืองจำนวนมากเห็นตรงกันว่า หากปล่อยให้พรรคใหญ่แย่งพื้นที่กันเองในระดับจังหวัด โอกาสที่พรรคสีส้มจะเติบโตย่อมสูงขึ้น

สำหรับพรรคเพื่อไทย ที่ได้คะแนนต่ำกว่าร้อยที่นั่ง ถือเป็นบทเรียนสำคัญจากการสูญเสียเขตเลือกตั้งจำนวนมาก รวมถึงบริบททางการเมือง ความมั่นคง และปัจจัยด้านผู้นำ โดยสถานการณ์ที่แพทองธารต้องเผชิญที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อเครดิตและความนิยมของพรรคอย่างชัดเจน

ขณะที่ พรรคกล้าธรรมกลับมีความแข็งแรงมากขึ้น จากฐาน สส. เขตและกลุ่มบ้านใหญ่ที่มีอยู่จำนวนมาก แม้คะแนนนิยมในระบบบัญชีรายชื่อยังต้องติดตามต่อไป แต่ในเชิงอำนาจต่อรอง พรรคกล้าธรรมถือ