เปิดขบวนการ "ซื้อเสียง" คืนหมาหอน จดชื่อ-ตรวจสอบ-จ่าย "นักวิเคราะห์การเมือง" แฉใช้เงินหลัก 100 ล้านต่อพื้นที่ ยันหัวคะแนนตรวจสอบไม่ได้ใครกาจริง-ไม่จริง 

ทุกครั้งที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาเสียงของประชาชนควรมีค่าเท่ากัน แต่ในบางพื้นที่ เสียง ๆ หนึ่งอาจมี “ราคา” ที่จ่ายด้วย เงินสด ซองขาว หรือสิ่งของต่างๆ คำสัญญาเงียบ ๆ กลายเป็นเครื่องมือแลกอำนาจที่วนเวียนอยู่ในการเมืองไทยมานานหลายสิบปี 

แม้มีโทษรุนแรง มีการรณรงค์เพิ่มโทษทางกฎหมาย แต่ขบวนการเหล่านี้ก็ไม่ได้แยแสหรือเกรงกลัวแต่อย่างใด และแม้มีการเพิ่มจำนวนบุคคลในการตรวจจับมากขึ้น แต่ปัญหาก็ยังไม่หมด การซื้อสิทธิขายเสียงยังฝังรากลึกและยังพัฒนาวิธีการซื้อเสียงเพื่อให้ยากต่อการจับกุม อะไรอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ทีมข่าว SEE TRUE จะพาไปเห็นความจริง 

“ผมอยู่ภาคตะวันออกราคาขึ้นถึง 2,000 บาท ต่อหัว โดยค่าเฉลี่ยของคนที่จะเป็น สส. ต้องมี 35,000 คะแนน ต้องใช้เงินอย่างน้อย 70 ล้านในการซื้อเสียง ซึ่งยังไม่รวมค่าจัดการ ซึ่ง 35,000 เสียงก็อาจยังไม่ยืนยัน เขาต้องหาคนชื่อมาสำรอง ให้ได้ 4-5 หมื่นเสียง เท่ากับจ่ายไปหลัก 100 ล้านบาท” นายศักดา นพสิทธิ์ นักวิเคราะห์การเมือง อดีตนักการเมืองภาคตะวันออก เปิดเผย 

...

นายศักดา กล่าวถึงการพัฒนาการจัดการที่ละเอียดเพื่อให้ได้เสียงว่า สมัยก่อนคนมาจดโพยส่วนใหญ่เป็นคนมีสถานะ เป็นผู้มีอิทธิพล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกเทศมนตรี ไปจนถึงระดับ สจ.  เมื่อผ่านมา 30 ปี คนเหล่านี้ตายไปแล้วส่งคนรุ่นใหม่มาทำ

“เริ่มต้นคิดเลือกคนจดคะแนน ไม่จำเป็นต้องเป็น ผู้ใหญ่ กำนัน สจ. แต่คนปฏิบัติการคือเป็นแขนขาของคนเหล่านี้ โดยส่งบัญชีของคนที่จะถูกจดชื่อไปให้ จากนั้นเขาก็จะไปเดินจดตามบ้าน โดยภาพรวมไม่เกิน 50 คน ถ้าจดมาได้ 1,000 คน จะได้ค่าจด 2 หมื่น และหากสามารถควบคุมเสียงได้ ก็จะได้เงินตอบแทนเพิ่มอีกต่างหาก”

“เขาจะมีหน้าที่อย่างแรกคือไปจดชื่อ และเอารายชื่อนี้มาเข้าศูนย์อำนวยการของผู้สมัครที่ซื้อเสียง และมาตรวจสอบว่าคนนั้นมีตัวตนหรือไม่ เมื่อตรวจสอบผ่านก็จะมีการเบิกเงินไปเงินคืนวันที่ 7 หมาหอนคืนเดียว”

นายศักดา กล่าวต่อว่า ในกรณีที่บางคนกลัวว่า เมื่อรับเงินมาแล้วแต่ไม่เลือก คนจ่ายเงินจะรู้นั้น ยืนยันว่าในความเป็นจริงไม่สามารถตรวจสอบได้เลย เป็นเรื่องที่หัวคะแนนพูดขู่ไว้เฉย ๆ  

“เวลาคุณเข้าคูหา คุณกาโดยอิสระ ไม่มีทางที่ใครจะรู้เลย เว้นแต่คุณจะเป็นฝ่ายยอมจำนนไปบอกเขาเอง เมื่อบัตรลงหีบแล้ว ไม่มีใครล่วงรู้ได้ ถ้าเขามาให้เงินด้วยแล้วขู่ด้วย คุณจะบอกว่าเขาเป็นคนดีได้อย่างไร?”

ทีมงานตัดสินใจลงพื้นที่เพื่อตามล่าขบวนการซื้อเสียง โดยลงพื้นที่สำรวจในช่วงเวลากลางคืน เพราะเป็นเวลาที่ผู้คนมักจะอยู่กันที่บ้าน ซึ่งก็ทำให้ได้หลักฐานการซื้อเสียงในรูปแบบของการจดชื่อว่ามีอยู่จริง  

ชาวบ้านรายหนึ่งที่เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือในขบวนการซื้อเสียง เปิดเผยถึงรูปแบบการซื้อเสียงว่า เริ่มต้นจากการเข้ามาจดชื่อ พอจดเสร็จก็จะปล่อยไปก่อน แต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน เมื่อถึงก่อนวันเลือกตั้งจึงจะไล่เดินเข้าบ้านเพื่อเอาเงินไปให้ ในการเลือกตั้งทุกครั้งเป็นแบบนี้ แต่ละครั้งจ่ายไม่เกิน 1,000 บาท 

ชาวบ้านรายนี้เปิดเผยต่อว่า ที่พรรคการเมืองกล้าที่จ่ายเงินแบบนี้ เพราะในการแจ้งจับกุมหากหลักฐานไม่แน่นจริง ๆ คนกลุ่มนี้สามารถซิกแซกหลบได้อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาตนก็เคยรับเงินซื้อเสียง แต่ก็อยู่ที่ตัวเราว่ารับมาแล้วจะเป็นอย่างไร 

...

“เขาสามารถมาซื้อเสียงเรา ก็เข้าไปโกงกินได้ ใครที่ให้เงินผมไม่เลือก”

 เมื่อคะแนนเสียงถูกตีค่าเป็นราคา วงจรการคอร์รัปชันก็เริ่มต้นขึ้น นักการเมืองที่ซื้อทางเข้าสู่สภา มักก้าวเข้ามาเพื่อถอนทุนคืนมากกว่ารับใช้ประชาชน งบประมาณที่ควรถูกนำไปพัฒนาชาติจึงถูกผันแปรเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ทิ้งให้คุณภาพชีวิตของคนไทยย่ำอยู่กับที่ 

ถึงแม้ใครจะรับเงินมาแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเลือกนักการเมืองที่ส่อเจตนาโกงเช่นนี้ เพื่อไม่ให้ประชาธิปไตยไทยถูกตีราคา อย่าให้เงินไม่กี่ร้อยบาทมากำหนดงบประมาณทั้งประเทศไปอีก 4 ปี สุดท้ายแล้วเสียงในคูหาคือสิทธิของประชาชน และมันมีค่ามากกว่าเศษเงินสกปรกที่หวังผลจะเข้ามาโกงกินประเทศชาติของเรา