จากทำปฏิทิน สู่ปรับปรุงโรงอาหาร “ประกันสังคม” ใช้เงินทำอะไรบ้าง? หลังถูกตั้งคำถามใช้งบประมาณถูกต้อง-คุ้มค่าหรือไม่ ด้าน สปส.ออกโรงชี้แจง

เกิดประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับ “กองทุนประกันสังคม” หรือ สปส. อีกครั้ง หลัง ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน และ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้ออกมาเปิดเผยและตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณของ สปส.ทั้งการใช้งบประมาณสร้างโรงอาหาร และการลงทุนในโครงการที่ไม่สร้างกำไร รวมถึงการเปลี่ยนหลักเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ ทำเอาบรรดาผู้ประกันตนต่างออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด ร้อนทาง สปส.ต้องออกมารีบชี้แจง

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สปส.ถูกตั้งคำถามในเรื่องการใช้งบประมาณจนเป็นข่าวใหญ่ ในประเด็นใดบ้าง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พาไปไล่เรียง

1. ทำปฏิทิน 450 ล้าน

เรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยในการประชุม “HACK งบประกันสังคม” ที่คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ (กมธ.ติดตามงบฯ) ได้จัดขึ้นเมื่อ 15 ก.พ.2568 เช่น การศึกษาดูงานในต่างประเทศที่นั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส การใช้งบเพื่อสร้างแอปใหม่ 850 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลที่กลายเป็นข่าวฮือฮาที่สุด คืองบจัดทำปฏิทินปีละ 50-70 ล้านบาท 8 ปีที่ผ่านมา ใช้งบประมาณรวมกว่า 450 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงานในขณะนั้น ได้ออกมาชี้แจงว่าเพื่อเป็นการสื่อสารสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนโดยเฉพาะแรงงานอิสระที่เข้าไม่ถึงสื่อดิจิทัล

อย่างไรก็ดียังเกิดกระแสต่อต้านจากผู้ประกันตนต่อเนื่อง เมื่อ 2 ธ.ค.2568 มีการออกมาประกาศว่าจะยกเลิกการจัดทำปฏิทินปี 2569 แต่ต่อมาไม่กี่วัน 12 ธ.ค.ก็ปรากฏหนังสือ สปส.เตรียมเดินหน้าจัดทำปฏิทิน สร้างความสับสนอย่างมาก จนความคืบหน้าล่าสุด 20 ธ.ค. สปส.ยืนยันว่ายกเลิกการจัดทำปฏิทิน 2569 แล้ว ขณะที่ 2570 พิจารณาและอนุมัติกรอบวงเงินไว้แต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ

...

2. ซื้อตึก Skyy 9 สูงกว่าราคาประเมิน

เมื่อวันที่ 10 มี.ค.68 น.ส.รักชนก ศรีนอก และ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน ได้แถลงข่าวหน้าตึก SKYY9 Centre ย่านพระราม 9 กรุงเทพฯ ว่า สปส.ได้ซื้อตึกแห่งนี้ ที่มีมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท ในราคา 7,000 ล้านบาท โดยช่วงที่เตรียมซื้อมีอัตราเช่าอยู่เพียง 1-2% และปีที่ผ่านมาอาคารแห่งนี้ มีผู้เช่าใช้ประมาณ 20-30% ทำกำไรได้ราว 40 ล้านบาท ขณะที่ค่าบริหารจัดการสูงถึง 50 ล้าน ชี้แม้จะมีผู้เช่า 100% ก็ต้องใช้เวลา 30 ปีจึงจะคืนทุน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงอนุมัติให้มีการลงทุนนอกตลาดหุ้น ซื้อตึกแห่งเดียวในราคาสูงถึง 7 พันล้าน และมีผู้มีอำนาจการเมือง มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

ต่อมาทาง สปส.ชี้แจงว่า เป็นการลงทุนผ่านกองทรัสต์ (PE Trust) โดยมีราคาประเมินตามวิธีพิจารณาจากรายได้ (Income Approach) ประมาณ 7,300 ล้านบาท จึงมองว่าราคา 6,900 ล้านบาท “ถูกกว่าราคาประเมิน” โดยมีคนเซ็นสัญญาเช่าแล้ว 45% เพียงแต่เข้าใช้พื้นที่แค่ราว 25% ที่เหลือกำลังทยอยเข้า อย่างไรก็ดีได้มีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาสอบสวนเรื่องนี้

จากนั้นในช่วงเดือน มิ.ย.2568 คกก.สอบสวนฯ สรุปผลสอบว่า สปส. ซื้อตึกในราคาสูงเกินตลาดจริง โดยมูลค่าที่เหมาะสมอยู่ที่ 3,428-3,863 ล้านบาท ทำให้ รมว.แรงงาน ตั้ง คกก.สอบสวนเพื่อเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องต่อมา

3. ใช้เงินทำโรงอาหารในกระทรวงแรงงาน

วันที่ 20-21 ม.ค.2569 ไอซ์ รักชนก ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา รวมถึงโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณี สปส.นำงบประมาณ 12 ล้านบาท ไปปรับปรุงโรงอาหารในกระทรวงแรงงานให้ดีเหมือนกับในห้างสรรพสินค้า 

ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า สปส.นำเงินของผู้ประกันตนมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์เหล่านี้แทนการใช้งบประมาณของรัฐ ถือว่าไม่เหมาะสมหรือขัดต่อกฎหมายหรือไม่ 

ต่อมา สปส.ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่า โครงการนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2561 ผ่านกระบวนการพิจารณา อนุมัติ และตรวจสอบตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง จากทั้งคณะกรรมการประกันสังคมและหน่วยงานด้านงบประมาณ มีการขออนุญาตใช้พื้นที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์อย่างถูกต้อง ซึ่งผู้ประกันตนและสาธารณชนในขณะนั้นรับรู้มาโดยตลอด

ทั้งนี้เห็นว่าการนำประเด็นที่ผ่านการตรวจสอบและสิ้นสุดกระบวนการแล้วกลับมาเสนอควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม โดยสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3 รับผิดชอบพื้นที่เขตดินแดง พญาไท ราชเทวี และห้วยขวาง ครอบคลุมผู้ประกันตนกว่า 597,960 คน นายจ้าง 12,905 ราย และสถานประกอบการ 13,314 แห่ง มีผู้มารับบริการเฉลี่ย 300-400 คนต่อวัน และพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานอื่นในสังกัดกระทรวงแรงงาน อาทิ ศูนย์บริการจัดหางาน (Smart Job Center) ซึ่งผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นแรงงาน ลูกจ้าง นายจ้าง และประชาชนทั่วไป ในช่วงเวลาดังกล่าว การปรับปรุงพื้นที่จึงเพื่อเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการให้บริการ จัดเป็นสวัสดิการสาธารณะในลักษณะไม่แสวงหากำไร 

...

ขณะที่นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ได้ขอ สปส.สรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด รายงานตรงมายังรัฐมนตรีภายใน 24 ชม. ห่วงกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกันตน พร้อมขอบคุณภาคประชาสังคมที่ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาตีแผ่ เป็นการทำให้รู้ว่า สปส.ต้องทำงานอย่างรอบคอบ ต้องสำนึกเสมอว่า ผู้ประกันตน คือ เจ้าของเงิน ไม่ใช่แค่คนจ่ายเงินสมทบ และเป็นโอกาสอันดีให้ สปส.ยกระดับความโปร่งใส รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกันตนเพื่อนำมาปรับปรุง 

4. ลงทุนหุ้น "TU Dome" มูลค่าดิ่งเหว 

วันที่ 21 ม.ค. “ประกันสังคมก้าวหน้า” แฉกรณีการใช้งบประมาณ และการลงทุนของ สปส.เพิ่มเติม ในโครงการ TU Dome หอพักย่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จ.ปทุมธานี โดยระบุว่า ไม่ใช่แค่ โรงอาหารกระทรวงแรงงาน ตึก SKYY9 แต่ประกันสังคมยังไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ดูจะร้างๆ อีกแห่งหนึ่งที่สำคัญคือ “TU Dome” หรือชื่ออย่างเป็นทางการ คือ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ (TU-PF) 

ประกันสังคม เข้าไปลงทุนถือหุ้นเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 80 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 76.75% ราคาที่ประกันสังคมถือคร่าวๆ ตามมูลค่าครั้งแรกที่เสนอขาย อยู่ที่ประมาณ 800 ล้านบาท (หน่วยละ 10 บาท) แต่มูลค่าปัจจุบัน ตามเว็บไซต์ของ SET พบว่าเหลือหุ้นละ 1 บาท NAV ที่ประกันสังคมถือตอนนี้เหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท และน่าจะได้ปันผลไปไม่เกิน 170 ล้าน 

...

ต่อมา 22 ม.ค.69 ทาง สปส.ได้ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าว ว่า เป็นการลงทุนในกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ “TU-PF” ระยะเวลา 30 ปี โดย สปส. เข้าลงทุนเมื่อปี 2549 เป็นเงินรวม 800 ล้านบาท โดยก่อนลงทุนผ่านการพิจารณาตามระเบียบและกระบวนการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมแล้ว

ปัจจุบันได้รับเงินคืนจากการลงทุนมาแล้วรวม 159 ล้านบาท อย่างไรก็ตามมูลค่าตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับผลการดำเนินงานรอบปี 2568 โครงการมีอัตราการเช่าในส่วนหอพักอยู่ที่ 89% อพาร์ตเมนต์ 80% และพลาซ่า 55% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้าและมีกำไรจากการดำเนินงาน โดยมีการจ่ายเงินคืนให้สำนักงานเป็นเงิน 8 ล้านบาท ในส่วนแผนการดำเนินงานในปี 2569 คาดการณ์ว่าจะสามารถจ่ายเงินคืนได้เพิ่มขึ้น จากการปรับกลยุทธ์ในการหาผู้เช่าและแผนการตลาด 

สปส.ได้ชี้แจงด้วยว่า ปัจจุบันมีการลงทุนในกองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศรวมทั้งสิ้น 30,319 ล้านบาท และได้รับเงินปันผลรวมกว่า 18,636 ล้านบาทตั้งแต่เริ่มลงทุน สำหรับในรอบปี 2568 ได้รับเงินปันผลมาแล้ว 1,847 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 6.09% 

สำหรับการลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ มีลักษณะการลงทุนระยะยาวที่หวังผลตอบแทนในรูปเงินปันผลและมูลค่าทรัพย์สินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สำนักงานได้กระจายการลงทุนไปในหลากหลายกลุ่มประเภททรัพย์สินเพื่อกระจายความเสี่ยงให้สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับกองทุนฯ รองรับการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาวให้ผู้ประกันตนอย่างมีเสถียรภาพต่อไป

...

สปส.ยืนยันสถานะกองทุนแข็งแกร่ง 

ล่าสุด 22 ม.ค.69 สปส.เปิดเผยถึงสถานะการเงินและการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมประจำปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.68) มียอดเงินลงทุนสะสมรวมทั้งสิ้น 2,859,400 ล้านบาท เกิดจากเงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐบาล จำนวน 1,728,722 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาตั้งแต่จัดตั้งกองทุนประกันสังคม สามารถสร้างผลตอบแทนสะสมจากการลงทุน 1,130,678 ล้านบาท

ในปี 2568 สามารถสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วได้ 80,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 6.1% ของพอร์ตการลงทุน สปส.ชี้เป็นผลมาจากการจัดกลยุทธ์การลงทุน ที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพกองทุน เพื่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาวเป็นลำดับแรก โดยลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูง 69.01% และหลักทรัพย์เสี่ยง 30.99% แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 60.47% และต่างประเทศ 39.53%

ในส่วนของ กองทุนเงินทดแทน มีเงินลงทุนสะสมรวม 88,136 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสมทบจากนายจ้างสุทธิ 52,664 ล้านบาท และผลตอบแทนสะสมจากการลงทุน 35,472 ล้านบาท ในปี 2568 สามารถสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้ว 4,228 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 5.68% ของพอร์ตการลงทุน มีนโยบายเน้นความปลอดภัยของเงินทุนอย่างเข้มงวด โดยลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูงถึง 81.37% หลักทรัพย์เสี่ยงเพียง 18.63% ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในประเทศที่สัดส่วน 71.54% และต่างประเทศ 28.46%

ขณะที่รายงานพบว่า ข้อมูล ณ กันยายน 2568 พบว่า มียอดผู้ประกันตนรวมทั้งหมด 24,811,929 ราย แบ่งเป็น มาตรา 33 ลูกจ้างสถานประกอบการ 12,145,018 ราย มาตรา 39 ผู้ประกันตนสมัครใจ 1,648,668 ราย และมาตรา 40 ผู้ประกอบอาชีพอิสระ 11,018,243 ราย

ตามกฎหมายมาตรา 24 ของ พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 กำหนดว่า คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) มีอำนาจจัดสรรเงินทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของสำนักงานได้ สูงสุดไม่เกิน 10% ของยอดเงินสมทบทั้งหมดในปีนั้น โดยค่าใช้จ่ายในการบริหารงานเช่น เงินเดือนเจ้าหน้าที่ เบี้ยประชุม ค่าเช่าสถานที่ ค่าน้ำค่าไฟสำนักงาน การพัฒนาระบบเทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น