บิ๊กโจ๊ก ไทม์ไลน์จุดแตกหักอดีตลูกน้อง รอยบาดหมางไล่ต้อนชุดใหญ่ ปมสินบนทอง – ทำร้ายร่างกาย จับตาค้นหาความจริง

มหากาพย์ความขัดแย้งในแวดวงตำรวจไทยก้าวมาถึงจุดแตกหักที่ยากประสาน เมื่อสายสัมพันธ์ที่เคยเหนียวแน่นระหว่าง “นาย” และ “ลูกน้อง” กลับแปรเปลี่ยนความสัมพันธ์เป็น “คู่กรณี” จนเกิดการฟ้องร้องคดีความดุเดือด

จากกรณีที่ “บิ๊กโจ๊ก” หรือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. ตกอยู่ท่ามกลางมรสุมคดีความหลายด้านที่ถาโถมเข้าพร้อมกัน ทั้งข้อกล่าวหาพัวพันขบวนการติดสินบนเจ้าพนักงานระดับสูงเพื่อแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีพัวพันเว็บพนัน รวมถึงมีความขัดแย้งรุนแรงกับอดีตลูกน้องคนสนิทที่ลุกลามจนอีกฝ่ายรวมตัวแจ้งความเพื่อดำเนินคดีอดีตนายคนสนิท


ท่ามกลางบรรยากาศการเผชิญหน้า ข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายต่างถูกงัดออกมาหักล้างกันอย่างมีชั้นเชิง ฝ่ายหนึ่งพยายามชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่มิชอบและการใช้อำนาจเกินขอบเขต ในขณะที่อีกฝ่ายก็เดินหน้าตอบโต้ด้วยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเวชระเบียน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการแจ้งความดำเนินคดี สงครามกฎหมายครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การพิสูจน์ความจริงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการเดิมพันด้วยเกียรติยศและตำแหน่งหน้าที่การงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

...

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ รวบรวมลำดับเหตุการณ์จุดเริ่มต้นอดีตลูกน้องเปิดฉากไล่ต้อนฟ้องกลับชุดใหญ่ไว้ดังนี้


23 ธ.ค. 68


พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารวม 6 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน” โดยเป็นการให้ทองคำแท่งแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่


จากการกล่าวอ้างระบุว่า ก่อนหน้านี้ อดีตนายตำรวจใหญ่ ได้ให้นาย ส. เป็นผู้ส่งมอบทองคำแท่งจำนวน2 กล่อง รวมน้ำหนัก 246 บาท ให้แก่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เพื่อนำไปมอบให้นาย อ. ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบสำนวนคดีซึ่งอดีตนายตำรวจใหญ่กับพวกตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ช่วยเหลือทางคดี ให้มีมติไม่ชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 67



20 ม.ค. 69


...

พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ อดีตลูกน้องคนสนิท ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีเอาผิด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ในความผิดฐาน “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” โดย พ.ต.ท.คริษฐ์ ให้การว่า ถูก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ใช้มือขวาตบเข้าที่บริเวณกกหูซ้ายอย่างรุนแรงติดต่อกัน 4–5 ครั้ง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 60 ขณะที่ พ.ต.อ.อาริศ ระบุว่า ตนมักถูกด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย รวมถึงถูกข่มขู่ในลักษณะว่าจะถูกกลั่นแกล้งหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือหาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับเข้ารับราชการได้อีกครั้ง ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวและความเครียดสะสม จนมีอาการนอนไม่หลับและต้องเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์


21 ม.ค. 69


นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกลับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีตลูกน้องคนสนิท ในข้อหา “แจ้งความเท็จ” โดยระบุว่า จากการตรวจสอบเวชระเบียนการเข้ารับการตรวจร่างกายของ พ.ต.ท.คริษฐ์ พบว่าเป็นการเข้ารับการรักษาในลักษณะผู้ป่วยนอก (OPD) มีอาการทั่วไปเหมือนบุคคลปกติ การตรวจสัญญาณชีพ ทั้งชีพจร ความดันโลหิต และอัตราการหายใจอยู่ในเกณฑ์ปกติ อีกทั้งแพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านทันที พร้อมจ่ายยาปฏิชีวนะจำนวน 20 เม็ด และยาแก้ปวดอีก 10 เม็ด รวมถึงการนัดติดตามอาการเท่านั้น

...


ฝ่ายผู้ร้องจึงตั้งข้อสังเกตว่า หากมีอาการบาดเจ็บรุนแรงตามที่มีการกล่าวอ้าง แพทย์ย่อมควรวินิจฉัยให้เข้ารับการรักษาและเฝ้าดูอาการในโรงพยาบาลมากกว่าการให้กลับบ้านในทันที


จับตารอบทสรุป บิ๊กโจ๊ก


...

คดีความที่เกิดขึ้นระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาหลายราย สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในแวดวงตำรวจที่ขยายตัวจากปัญหาความสัมพันธ์ในการทำงาน ไปสู่การใช้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบข้อเท็จจริงในหลายมิติ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย


ท้ายที่สุด บทสรุปของคดีทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับการตรวจสอบพยานหลักฐานและดุลพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระบวนการเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ขาดว่า ข้อกล่าวหาใดมีมูลเพียงใด และใครต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยสังคมยังคงต้องติดตามผลการพิจารณาอย่างรอบคอบบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักนิติธรรม