ทนายดังลวนลามสาว เปิด 3 ข้อกฎหมายล่วงละเมิด-ผิดวิชาชีพ ด้าน “ทนายเกิดผล” รู้สึกผิดหวัง เผยอ่านข้อความ “ทนายแก้ว” โพสต์แล้วนอนไม่หลับ ยังรอเจ้าตัวออกมาชี้แจงความจริง

จากกรณีที่เพจดัง “ท่านเปา” ได้ออกมาเล่าเหตุการณ์อย่างชัดเจนผ่านโซเชียลมีเดีย ถึงเรื่องการแฉ “ทนายความชื่อดัง” ที่ถูกกล่าวหาว่าลวนลามนักศึกษาสาววัย 19 ปี โดยมีการอ้างถึงพฤติกรรมการแตะเนื้อต้องตัวในจุดสงวน จนกลายเป็นประเด็นอื้อฉาวที่สังคมกำลังจับตามองพร้อมตั้งข้อสงสัยถึงเรื่องจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย

ต่อมา “ทนายแก้ว” หรือ ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ได้ออกมาเคลื่อนไหวถึงกระแสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ทนายแก้ว” ว่า ตนขอแสดงความเสียใจ และขออภัยต่อครอบครัว ผู้ใกล้ชิด ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมยืนยันยังไม่ขอให้รายละเอียดหรือแสดงความคิดเห็นต่อข้อกล่าวหาในขณะนี้ เนื่องจากเกรงจะกระทบสิทธิและศักดิ์ศรีของทุกฝ่าย โดยเฉพาะคู่กรณี ทั้งนี้ ระบุว่าหากมีความจำเป็นจะชี้แจงผ่านกระบวนการที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมขอความร่วมมือสื่อและสาธารณชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสารและเคารพกระบวนการพิจารณาข้อเท็จจริง หลังจากทนายแก้วได้โพสต์ข้อความชี้แจงดังกล่าว ปรากฏว่ามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวางในชั่วข้ามคืน โดยมีทั้งความคิดเห็นที่แสดงความเข้าใจและให้กำลังใจ รวมถึงเสียงสะท้อนอีกด้านที่แสดงความผิดหวัง

...


วันนี้ (22 ม.ค. 69) ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ทนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดัง ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพด้วยกัน ทนายเกิดผล ระบุว่า หากกระแสข่าวที่เกิดขึ้นเป็นความจริง แม้โดยส่วนตัวยังคงเคารพทนายแก้ว แต่ยอมรับว่ารู้สึกผิดหวัง เนื่องจากเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นนักกฎหมาย มีตำแหน่งในสภาทนายความ ซึ่งเป็นบุคคลที่สังคมให้ความเชื่อถือ จึงควรมีจริยธรรมสูงกว่าคนทั่วไป ควรยึดหลักมองอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กหรือบุตรหลาน ไม่ใช่ฉวยโอกาสในฐานะผู้ชาย และการกระทำดังกล่าวถือว่าการไม่ให้เกียรติทั้งคู่กรณีและผู้ปกครองของคู่กรณี

“เราเป็นนักกฎหมาย เราต้องปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่เอาโอกาสที่ตนเองมีชื่อเสียง และเอาชื่อเสียงเหล่านั้นไปทำลายสังคม”

ทนายเกิดผล ระบุว่า แม้บุคคลจะมีเสรีภาพในการแสดงออกหรือกระทำการใด ๆ แต่หากเป็นการแสดงพฤติกรรมที่เข้าข่ายล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าเป็นการใช้คำพูด สายตา ท่าทาง หรือการกระทำใดก็ตาม ย่อมถือเป็นการรบกวนผู้อื่นโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ให้ความยินยอม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากผู้เสียหายเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่ว่าจะแสดงความยินยอมหรือไม่ ก็ถือว่าผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด


เมื่อบุคคลถูกกระทำ โดยไม่ได้รับความยินยอม ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย แม้ไม่ถึงขั้นเป็นการข่มขืน แต่การกระทำที่เข้าข่ายทั้งหมดถือเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ โดยบทลงโทษจะขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำ เช่น การใช้สายตาหรือคำพูดที่ส่อไปในทางเพศ ถือเป็นการกระทำที่ไม่สมควรทางเพศ แต่หากมีการแตะเนื้อต้องตัว จะเข้าข่ายความผิดฐานอนาจาร ซึ่งมีโทษรุนแรงกว่า 



ขอบเขตเข้าข่ายละเมิดทางเพศ


ทนายเกิดผล อธิบายถึงข้อกฎหมายว่า กฎหมายได้จำแนกการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทางเพศออกเป็น 3กรณี ได้แก่

...

1.การใช้คำพูดหรือท่าทีแทะโลมโดยไม่แตะเนื้อต้องตัว

- เป็นการคุกคามทางเพศ

2.การแตะเนื้อต้องตัวโดยไม่มีการร่วมเพศ

- เป็นการอนาจาร

3.การร่วมเพศไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง

- เป็นการข่มขืน


ทั้งสามกรณีไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศของผู้กระทำหรือผู้เสียหาย


ทนายกิดผล ระบุว่า สำหรับกรณีนี้ คู่กรณีมีอายุ 19 ปี จึงสามารถเจรจาเรื่องค่าเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้เสียหายจะมีอายุเท่าใด ตามกฎหมายก็ไม่สามารถแตะเนื้อต้องตัวหรือกระทำอนาจารต่อผู้อื่นได้ โดยอายุจะเป็นเพียงเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณาโทษเท่านั้น และหากข้อเท็จจริงเป็นจริง ผู้เสียหายยังสามารถยื่นเรื่องต่อสภาทนายความได้ เนื่องจากเข้าข่ายเป็นความผิดทางจริยธรรม ซึ่งอาจมีโทษตั้งแต่พักใช้ใบอนุญาตไปจนถึงการเพิกถอนชื่อออกจากสภาทนายความ

...


ท้ายสุด ส่วนตัวยังรู้สึกว่าทนายแก้วยังมีการสงวนท่าที ซึ่งเข้าใจได้ในฐานะนักกฎหมายที่ไม่สามารถยอมรับข้อกล่าวหาได้ทันที เนื่องจากอาจถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในคดี อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงเป็นเรื่องจริง ก็ควรแสดงความรับผิดชอบและความจริงใจต่อสังคมให้มากกว่านี้ พร้อมย้ำว่า หากไม่ผิดควรยืนยันความบริสุทธิ์อย่างชัดเจน แต่หากผิดก็ควรยอมรับ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสำนึกต่อการกระทำของตนเอง