“พิธา” กู้ศรัทธาด้อมส้ม โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ฝ่าวงล้อมฉาวสีเทา “นักวิชาการ”วิเคราะห์ กลยุทธ์ “แม่เหล็กการเมือง” วัดใจคะแนนนิยม บทสุดท้ายอาจต้องกลับมายืนที่เก่า ถ้าไม่ยืดหยุ่น

จากกรณีเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 69 พรรคประชาชนได้เปิดเผยความเคลื่อนไหวถึงเวทีการหาเสียง ระบุว่า ในวันที่ 25 ม.ค. 69 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะเข้าร่วมเวทีปราศรัยภายใต้ชื่อ “เชื่อในประชาชน” ที่ห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. จากนั้น ในเวลา 17.00 น. นายพิธา มีกำหนดเดินทางไปยังตลาดแบล็คมาร์เก็ต บริเวณ BTS แพรกษา เพื่อขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ช่วยผู้สมัคร สส. จังหวัดสมุทรปราการ ในการหาเสียงเลือกตั้ง


การหาเสียงของพรรคประชาชนในครั้งนี้จึงกลับมาอยู่ในความสนใจของประชาชนอีกครั้ง เนื่องจากพรรคได้นำบุคคลสำคัญอย่างนายพิธา กลับมามีบทบาทในการหาเสียง แม้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดภายในพรรคประชาชน แต่หลายฝ่ายเฝ้าติดตามทิศทาง และผลลัพธ์ของการเดินเกมทางการเมืองครั้งนี้อย่างใกล้ชิด


...


ขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนบางส่วนตั้งข้อสังเกตถึงยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคประชาชนในช่วงโค้งสุดท้าย ว่าการดึงนายพิธา กลับมามีบทบาท จะสามารถสร้างแรงสนับสนุน และนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งปี 69 ได้ตามที่พรรคคาดหวังหรือไม่


ภายหลังมีการเชิญนายพิธา เข้ามาเป็นผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญของพรรค ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ถึงการเดินเกมทางการเมืองของพรรคประชาชน


รศ.ยุทธพร เผยว่า การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการใช้ “แม่เหล็กทางการเมือง” เพื่อกระตุ้นกระแสในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ก่อนหน้านี้ กระแสของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ , น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ถือว่ามีความเข้มแข็งในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนก็น่าจะคาดหวังว่าการดึงนายพิธากลับมาจะสามารถสร้างกระแสได้ในลักษณะเดียวกับการเลือกตั้งปี 66 โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พรรคกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองค่อนข้างมาก ทั้งจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของอดีตผู้สนับสนุน รวมถึงบุคคลภายนอกพรรค



นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านคดีความของ สส. พรรคประชาชน ซึ่งขณะนี้มีอยู่แล้ว 2 ราย ได้แก่ สส.กทม.และ สส.ตาก ปัจจัยเหล่านี้จึงอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคพยายามนำนายพิธา กลับมามีบทบาทอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การกลับมาของนายพิธาในรอบนี้ มีเงื่อนไขที่แตกต่างจากในอดีต


...

รศ.ยุทธพร ระบุว่า ในการเลือกตั้งปี 66 นายพิธา ถือเป็นบุคคลที่มีกระแสอย่างมาก ทั้งในพื้นที่ข่าวการเมืองและสื่อบันเทิง รวมถึงมีความโดดเด่นด้านบุคลิก ความสามารถ และไหวพริบ อีกทั้งในเวลานั้น นายพิธายังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทำให้ประชาชนจำนวนมากมีความคาดหวังอยากเห็นนายพิธาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน นายพิธาไม่ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดในโครงสร้างพรรคประชาชน จึงยังไม่อาจประเมินได้อย่างชัดเจนว่า การเดินเกมในลักษณะนี้จะสามารถสร้างผลลัพธ์ได้เช่นเดียวกับการเลือกตั้งปี 66 หรือไม่

...



ขณะเดียวกัน ในการเลือกตั้งปี 66 นอกจากบทบาทของนายพิธาที่เป็นแรงส่งสำคัญของพรรคก้าวไกลแล้ว ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนด้วย อาทิ การคลายตัวของอำนาจ คสช. ซึ่งในการเลือกตั้งปี 62 ยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ผลลัพธ์ยังคงนำไปสู่การดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อไป แต่เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งปี 66 อำนาจของ คสช. มีการคลายตัวมากขึ้น ทำให้บรรยากาศทางการเมืองเปิดกว้างกว่าเดิม ดังนั้น การเลือกตั้งในครั้งต่อไป อาจมีเงื่อนไขที่แตกต่าง และอาจไม่สามารถเกิดผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกับการเลือกตั้งปี 66 ได้โดยง่าย


นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เคยส่งผลต่อกระแสการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 การเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ รวมถึงกรณีการยุบพรรคอนาคตใหม่ และการต่อเนื่องมาจนถึงพรรคก้าวไกล ซึ่งล้วนเป็นบริบทสำคัญในช่วงเวลานั้น แต่ในปัจจุบัน การที่พรรคประชาชนนำนายพิธากลับมา มีปัจจัยสนับสนุนหลักเพียงด้านเดียว ทำให้ รศ.ยุทธพร ยังไม่มั่นใจว่า ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไปตามความคาดหวังของพรรคหรือไม่


...



เทียบ "พิธา" – “เท้ง” เสน่ห์การเมืองต่างกัน


ในส่วนของการเปรียบเทียบคาแรคเตอร์ระหว่างนายพิธาและนายณัฐพงษ์ รศ.ยุทธพร ระบุว่า ทั้งสองมีลักษณะบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยนายพิธามีเสน่ห์และความสามารถในการดึงดูดความสนใจทางการเมืองได้มากกว่า อีกทั้งยังมีไหวพริบปฏิภาณที่โดดเด่น ขณะที่ในด้านความรู้ความสามารถ นายณัฐพงษ์ก็มีศักยภาพเช่นกัน และไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีความสามารถในเชิงวิชาการและนโยบาย อย่างไรก็ตาม นายณัฐพงษ์อาจยังขาดเสน่ห์ในการดึงดูดมวลชนเมื่อเปรียบเทียบกับนายพิธา


ด้วยเหตุนี้ รศ.ยุทธพร เห็นว่า พรรคประชาชนจำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงกลยุทธ์ทางการเมือง การคัดเลือกผู้สมัครในแต่ละเขตในอนาคต รวมถึงกระบวนการทำงานภายในพรรค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอีกครั้ง


นอกจากนี้ พรรคยังต้องพิจารณาแนวทางการทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ให้มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้างมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากการเมืองโดยพื้นฐานคือการแสวงหามิตร หากพรรคประชาชนไม่สามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือได้ อาจทำให้การดำเนินงานทางการเมืองเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภายใต้กรอบกติกาของรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมีการออกแบบระบบเลือกตั้งในลักษณะเฉพาะ ดังนั้น โอกาสที่ประเทศไทยจะต้องมีรัฐบาลผสม หรือการจับมือร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ยังคงมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในบริบททางการเมืองปัจจุบัน