เปิดข้อมูล ตั้งแต่ยุบสภาถึง 20 วันก่อนเลือกตั้ง “ชูวิทย์” โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ “พรรคประชาชน” ไปแล้วกี่ครั้ง ในประเด็นอะไรบ้าง?

ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตเจ้าพ่ออ่างพันล้าน นักแฉพฤติกรรมทุจริตและนักวิพากษ์การเมืองผู้โด่งดังด้วยฝีปากและสำนวนอันดุดัน การ “เปิดประเด็น” ของชูวิทย์มักเป็นที่สนใจของคนในสังคมและถูกหยิบยกมาขยายต่อเสมอ

ย้อนในการเลือกตั้งปี 2566 ชูวิทย์ ได้ออกมาเปิดโปง นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ว่ามีการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อเลี่ยงภาษีหรือไม่ จากการขายที่ดินทำเลทองในย่านสารสิน พร้อมเปิดใจว่าตนเองเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3 อาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน จึงขอใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายออกมา “แฉเพื่อชาติ”

หลังจากการแฉในครั้งนั้น  ชูวิทย์ ได้หายเงียบจากหน้าสื่อไปรักษาตัวเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ก่อนประกาศคัมแบ็ก กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งเมื่อเดือน มิ.ย.2568 เดินหน้าวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นในสังคมและการเมืองอย่างดุเดือดอีกครั้ง และในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะถึงนี้ ดูเหมือนว่าชูวิทย์จะล็อกเป้าหมายไว้ที่ “พรรคประชาชน” ซึ่งรายละเอียดเป็นอย่างไร เฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พาไปไล่เรียง 

...

"ชูวิทย์" โพสต์จวก "พรรคส้ม" 34 ครั้งหลังยุบสภา

ชูวิทย์ ออกมาวิจารณ์พรรคประชาชนอย่างต่อเนื่องและเผ็ดร้อน ซึ่งหากนับตั้งแต่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2568 มาจนถึงวันที่ 20 ม.ค.2569 พบว่าได้มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวซึ่งมีผู้ติดตามมากว่า 2.2 ล้านคน จำนวนทั้งหมด 38 โพสต์ด้วยกัน 

ในจำนวน 38 โพสต์ เป็นโพสต์ที่มีการพาดพิง "พรรคประชาชน" หรือ "พรรคส้ม" จำนวน 34 โพสต์ หรือคิดเป็น 89% ของโพสต์ทั้งหมด โดยแบ่งเป็นโพสต์วิพากษ์วิจารณ์พรรคโดยตรง 31 โพสต์ (91%) และโพสต์ที่มีการพาดพิงถึงพรรคบางส่วน 3 โพสต์ (9%) 

"อ่อนหัดการเมือง-ธนาธร-เป็นการเมืองเก่า" ถูกพูดถึงบ่อยที่สุด

จากทั้งหมด 34 โพสต์ที่นายชูวิทย์โพสต์ถึงพรรคประชาชน ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้นำมาแบ่งหมวดหมู่เนื้อหาออกเป็นประเด็นหลักๆ โดยใน 1 โพสต์อาจมีเนื้อหาหลายประเด็น ดังนี้ 

1. ทำผิดพลาด อ่อนหัด ไม่ทันเกมการเมืองไทย (22 ครั้ง) 

หมายถึงเนื้อหาที่นายชูวิทย์วิจารณ์ว่าทางพรรคประชาชนตัดสินใจผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมเกมการเมืองของไทย โดยเฉพาะ การเซ็น MOA กับพรรคภูมิใจไทยหวังแก้รัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ ซ้ำยังเป็นการหนุนในภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 1 เป็นต้น

2. “ธนาธร” เจ้าของพรรค (14 ครั้ง)

หมายถึง เนื้อหาที่นายชูวิทย์เน้นย้ำว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน เป็น “เจ้าของพรรค” ตัวจริง โดยมีการกล่าวถึงและใช้คำว่า เจ้าของพรรค, ผู้นำนอกสภา, ผู้นำจิตวิญญาณ, เจ้าลัทธิส้ม เป็นต้น โดยมองว่าเป็นผู้กำหนดนโยบายและทิศทางของพรรค ทำดีลทางการเมืองต่างๆ เช่น ดีลตั้งรัฐบาลกับนายทักษิณ ดีลเซ็น MOA กับนายอนุทิน โดยวิจารณ์ว่าดื้อรั้น ความคิดไม่ส่งผลดีต่อพรรคและประเทศ

3. วิจารณ์/เตือน ด้วยเจตนาดี (12 ครั้ง)

หมายถึง เนื้อหาที่ชูวิทย์ระบุว่า ออกมาวิจารณ์พรรคประชาชนใน "ฐานะราษฎรเต็มขั้น" โดยหวังดีกับพรรคประชาชน ราษฎร และประเทศไทย ระบุที่เน้นพรรคส้มเป็นพิเศษเน้นพรรคส้มเป็นพิเศษเนื่องจากมองว่านโยบายเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ

4. เป็นการเมืองเก่า (11 ครั้ง)

หมายถึง เนื้อหาที่นายชูวิทย์วิจารณ์ว่าพรรคประชาชนทำการเมืองเก่า แม้จะเคลมว่าตัวเองทำการเมืองใหม่ก็ตาม เช่น ออกมาโจมตี สส.เก่าที่แสดงว่าผิดหวังว่าเผาบ้านตัวเอง, การมีมุ้งในพรรค, อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ผู้บริหารพรรคไม่กี่คนแต่อ้างความเท่าเทียม เป็นต้น

5. สร้างความแตกแยก (10 ครั้ง) 

หมายถึง เนื้อหาที่นายชูวิทย์วิจารณ์ว่าพรรคประชาชนสร้างความแตกแยกในสังคม พยายามโดดเดี่ยวตัวเองจากพรรคอื่น เช่น การประกาศจับมือ-ไม่จับมือใคร, ยกตัวเองเป็นพรรคเทพ พรรคอื่นเป็นพรรคมาร เป็นต้น

6. ไร้ประสบการณ์บริหาร (9 ครั้ง) 

หมายถึง เนื้อหาที่นายชูวิทย์วิจารณ์ว่าพรรคประชาชนไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤต ทำให้ไม่สามารถให้ความไว้วางใจในการบริหารประเทศในอนาคตได้ เช่น การเปรียบเทียบว่าประเทศไม่ใช่ที่ทดลองงาน ไม่ใช่บริษัทเอกชนที่บริหารเจ๊งแล้วมีคนเซ้งต่อ, ยกว่าประสบการณ์ห่างชั้นกับฮุนเซน หากบริหารประเทศในช่วงสงครามชายแดนกัมพูชา ไทยอาจเสียดินแดน เป็นต้น

7. จะถูกประชาชนเท (8 ครั้ง)

หมายถึง เนื้อหาที่นายชูวิทย์วิเคราะห์ว่า พรรคประชาชน จะสูญเสียคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยยกเหตุการณ์มาอ้างอิง เช่น ถูกชาวบ้านบุกด่าขณะหาเสียง, ผลโพลที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังลังเลไม่เลือกใคร โดยมีการคาดการณ์ด้วยว่าจะได้ สส.ต่ำกว่า 100 คน

...

8. มุ่งแต่แก้รัฐธรรมนูญ (7 ครั้ง)

หมายถึง เนื้อหาที่นายชูวิทย์ วิจารณ์ว่า พรรคประชาชน “มุ่งแต่จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว" จนละเลยปัญหาอื่นๆ เช่น ปากท้องของประชาชน ใช้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเงื่อนไขเซ็น MOA ทำให้เกิดความผิดพลาดทางการเมือง เป็นต้น

9. สีเทาในพรรค (6 ครั้ง)

หมายถึง เนื้อหาที่นายชูวิทย์ วิจารณ์ถึงเรื่อง “สีเทา” ในพรรค เช่น กรณีผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ และ จ.ตาก ถูกจับกุมในคดีที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์และการฟอกเงิน ระบุการคัดกรองผู้สมัคร สส.ยังมีปัญหา ไม่ควรไปวิจารณ์พรรคอื่นในเรื่องสีเทาหากยังจัดการภายในพรรคตนเองไม่ได้ ขี้เป็น “สนิมเนื้อใน”

10. ด้อยค่าทหาร (6 ครั้ง)

หมายถึง เนื้อหาที่นายชูวิทย์ วิจารณ์พรรคประชาชนว่าเคยกล่าวว่า ทหารมีไว้ทำไม, ไม่เชื่อทหารไทยรบชนะ ชี้เป็นการด้อยค่าทหาร บาดลึกจิตใจประชาชนโดยเฉพาะในช่วงประเทศเกิดสงครามชายแดน กลายเป็นผลเสียสะท้อนกลับไปยังพรรคส้ม 

...

สรุปเนื้อหา "ชูวิทย์" โพสต์ถึง "พรรคส้ม" 

1.วันที่ 11 ธ.ค.2568 : นายกฯ ประกาศ “ยุบสภา” เกมการเมืองที่ “พรรคประชาชนพลาดแล้วพลาดอีก”

ชี้การที่ MOA พรรคประชาชน-พรรคภูมิใจล่ม เป็นเกมการเมืองที่พรรคประชาชนอ่อนประสบการณ์ทำพลาดซ้ำซาก ตีเช็กเปล่าให้ภูมิใจไทย “กินฟรี” ใช้โอกาสเป็นรัฐบาลต้อนบ้านใหญ่เข้าพรรค โยกย้ายข้าราชการ ใช้งบประมาณเพื่อเตรียมพร้อมในการเลือกตั้งใหม่ ซ้ำส่งผลคะแนนความนิยมพรรคประชาชนตกต่ำ

2.วันที่ 12 ธ.ค.2568 : สิ้นหวังทั้งสองพรรค

ย้ำว่าพรรคประชาชนดื้อ ด้อยประสบการณ์ พลาดที่เชื่อใจพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล นายอนุทินเป็นนายกฯ ด้วยความหวังอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชี้ภูมิใจไทยไม่มีเจตนาทำตาม MOA ตั้งแต่ต้น แต่ตั้งใจใช้โอกาสนี้โยกย้ายข้าราชการ ใช้งบประมาณ กวาดต้อนบ้านใหญ่ ขณะที่การบริหารงานชั่วคราวของรัฐบาลอนุทินห่วยแตกตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องภาษีสหรัฐฯ สแกมเมอร์ น้ำท่วม ซีเกมส์ และเมื่อสถานการณ์ชายแดนระอุ ก็ชิงยุบสภาโดยอ้าง “คุม สว.ไม่ได้” 

นายชูวิทย์มองว่า เป็นแผนที่วางไว้แต่แรก ชี้พรรคประชาชนมุ่งหัวชนฝาแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยมียื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็น “อาวุธเพียงอย่างเดียว” แต่เมื่อจะนำมาใช้งานก็ถูกพรรคภูมิใจไทยใช้ “อาวุธลับกว่า” อ้าง สว. ไม่เอาด้วยแล้วยุบสภา แม้ประเทศอยู่ในภาวะสงครามชายแดน สะท้อนว่าทั้ง 2 พรรคเห็นว่า “พรรคสำคัญกว่าชาติ” เห็นประโยชน์ของตัวเองมากกว่าประโยชน์ของชาติบ้านเมือง

3.วันที่ 13 ธ.ค.2568 เวลา 15.31 น. : รัฐบาลเพื่ออนาคต พรรคกะล่อน กับ พรรคซื่อบื้อ

กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ยกว่ายุบสภาเพราะทำตามที่นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนบอก ทั้งที่แท้จริงเป็นการฉวยโอกาสฉุดคะแนนนิยมจากน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ หวังพลิกฟื้นคะแนนเสียงจากภาวะผู้นำช่วงสงคราม ขณะที่พรรคประชาชนก็มุ่งแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนที่เทคะแนนให้ต้องทนดูพรรคที่ตั้งความหวังเอาไว้ไปเสวนากับพรรคที่ไม่อยากได้ 

...

ชี้การเมืองไม่ใช่อย่างที่พรรคประชาชนทำแบบตรงๆ ซื่อๆ แต่แฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง แสดงว่าพรรคได้ครูสอนไม่ดี ฝีมือไม่ผ่านได้แต่ตีฝีปากไปวันๆ ตามบทบาทที่ผู้นำนอกสภา “เอเลี่ยนการเมือง” สั่งให้ทำ ซัดหาก “พรรคกะล่อน” กับ “พรรคซื่อบื้อ” เป็นรัฐบาลประเทศคงลงเหว

4.วันที่ 13 ธ.ค.2568 เวลา 23.51 น. ปิกนิก “ขอโทษประชาชน” (แต่เที่ยวหน้า ขอเป็นรัฐบาลพรรคเดี่ยว!)

ชูวิทย์ กล่าวว่า งานปิกนิก พรรคประชาชนขอโทษปมแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ แต่ขอเป็นรัฐบาลพรรคเดี่ยว เป็นการขอมากไปและง่ายไปหรือไม่ ชี้หัวหน้าพรรคส้มทุกรุ่นควรขอโทษทหารด้วย หลังเคยปราศรัยว่าหากมีการรุกรานจากเพื่อนบ้าน ไม่เชื่อทหารไทยรบชนะ ต้องลดกำลังพล บางประเทศไม่ต้องมีกองทัพ ซึ่งสงครามไทย-กัมพูชาได้สั่งสอนพรรคประชาชนแล้ว และยังทำให้ประชาชนตระหนักด้วยว่าผู้นำประเทศไม่สามารถทำผิดพลาดกับนโยบายใหญ่ไม่ได้ ประเทศไทยไม่ใช่สถานที่ฝึกงานของมือสมัครเล่นไร้ประสบการณ์ ที่ทำพลาดแล้วแค่มาจัดปิกนิกขอโทษ แต่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบด้วยการ “ลาออก”

5.วันที่ 14 ธ.ค.2568 : “หากพิธาเป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะไม่มาถึงจุดนี้”

ชูวิทย์ กล่าวถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บอกว่าหากพิธาเป็นนายกฯ สถานการณ์ชายแดนจะไม่มาถึงจุดนี้ ว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก หากพิธาเป็นนายกฯ ไทยจะเสียดินแดนให้ฮุนเซน เนื่องจากประสบการณ์ห่างชั้นกันมาก ฮุนเซนเป็นนักการเมือง “สายปฏิบัติ” ไม่ใช่ “อุดมคติ” ยึดอุดมการณ์สุดโต่งอย่างพรรคประชาชน 

ชี้พรรคประชาชนเป็นการเมืองไม่ปรับตัว ตรงทื่อไม่มีชั้นเชิง ขนาดเวทีในประเทศยังยอมถูกหลอก เวทีระหว่างประเทศแม้พูดอังกฤษเก่ง แต่พิธาและพรรคประชาชนไม่มี “กึ๋น” หรือ “ประสบการณ์” อาจทำให้ออกทะเลไกลยิ่งกว่า เหมือนที่มีคะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 แต่ถูกเบี้ยวแล้วเบี้ยวอีก ชี้ความคิดผู้นำทางจิตวิญญาณอย่าง “ธนาธร” ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ จำเป็นต้องกระตุกไม่ให้เสียนิสัย

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

6. วันที่ 17 ธ.ค.2568 “เนิน 350” ทหารสูญเสียชีวิต นักการเมืองสูญเสียน้ำลาย (พาดพิงพรรคประชาชนบางส่วน)

ชูวิทย์ โพสต์ถึงสถานการณ์สู้รบบริเวณเนิน 350 โดยพาดพิง “บางคน” ด่าทหาร แต่กลับถูกศาลตัดสินจำคุกจากคดีใช้ใบ สด.43 ปลอมเสียเอง 

7.วันที่ 19 ธ.ค.2568 : ความผิดพลาดครั้งใหญ่ 



ชูวิทย์ กล่าวถึงสัมภาษณ์ของนายธนาธร ในรายการกรรมกรข่าว โดยสรยุทธ สุทัศนจินดา ที่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญ 60 เป็นต้นตอปัญหาความขัดแย้ง จึงตกลงกับ “ผู้ถือกุญแจ” คือพรรคภูมิใจไทยที่เชื่อว่า เป็นพรรคเดียวที่ไขกุญแจ สว. ได้ แม้รู้ว่า “เสี่ยง” แต่ต้องขอลอง แสดงให้เห็นว่าไม่เข้าใจการเมืองไทยดีพอ ยึดอุดมคติ กลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ ได้ไม่คุ้มเสีย นอกจากไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญยังทำให้ภูมิใจไทยเติบโต มีแต้มต่อ 

พร้อมฟันว่าเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนจะได้ สส.ต่ำกว่า 100 ชี้ “กระแสได้เปลี่ยนทิศ” แล้ว พรรคประชาชนไม่ใช่ของใหม่ ที่จะให้ประชาชนไปลองเลือกใช้ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ว่าที่ผ่านมาใช้ไม่ได้ ทำอะไรสำคัญๆ ผิดพลาดไปหมด

8.วันที่ 20 ธ.ค.2568 : ส้ม (พรรคเทพ) VS น้ำเงิน (พรรคมาร)

ชูวิทย์ กล่าวถึงกรณีพรรคส้มประกาศไม่เอาพรรคน้ำเงิน และทุกพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลต้องรับเงื่อนไขของพรรค ชี้ว่า การเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอม และความหลากหลายคือสิ่งสวยงามของประชาธิปไตย จะไปบังคับให้คนอื่นเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อไม่ได้ อย่าหลงว่าตัวเองเป็น “พรรคเทพ” และผลักไสคนอื่นเป็น “พรรคมาร” เป็นการเมืองย้อนยุคทั้งที่บอกตัวเองเป็นการเมืองใหม่ ผลักให้ตัวเองโดดเดี่ยวมากขึ้น ทั้งที่ก็ไม่ได้ต่างจากพรรคอื่นที่มี “นายทุนพรรค” มีโปลิสบูโร ไม่กี่คนมีอำนาจคัดเลือก สส. ชี้การผลักพรรคน้ำเงินเป็นพรรคมารเป็นกลยุทธ์แก้ความผิดพลาดที่เลือกพรรคน้ำเงิน ซึ่งเป็นบทที่ประชาธิปัตย์เคยเล่นมาก่อน

9.วันที่ 22 ธ.ค.2568 : เท “ส้ม“

ชูวิทย์ กล่าวถึง ผลโพลเลือกตั้งคนยังไม่ตัดสินใจสูงถึง 40% ขณะที่พรรคน้ำเงินคือผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการเลือกตั้งครั้งนี้และไต่ชั้นขึ้นเป็นพรรคอันดับหนึ่ง จากความอ่อนประสบการณ์ของพรรคส้ม, สงครามไทย-กัมพูชา และการกวาดต้อนบ้านใหญ่ 

ขณะที่พรรคส้มโดดเดี่ยวตัวเองตั้งธงว่ามี 2 ทางให้ประชาชนเลือกเท่านั้น คือ จะเลือกส้ม หรือเลือกน้ำเงิน ขัดการเมืองสไตล์ไทยที่ต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งความโดดเดี่ยวทำให้พรรคส้มถูกเทจากพรรคการเมืองอื่นและประชาชน เลือกตั้งครั้งหน้าถูกเทกระจาด

10.วันที่ 23 ธ.ค.2568 : ความย้อนแย้งของการเมืองใหม่

ชูวิทย์ ชี้ว่า “การเมืองใหม่” พรรคส้ม สนับสนุน “การเมืองเก่า” อย่างพรรคน้ำเงิน สุดท้ายก็ถูกหลอกใช้ ควรระวังกว่านี้ และเมื่อประกาศว่าไม่ร่วมกับพรรคน้ำเงิน ไม่เอาการเมืองเก่า ก็อาจต้องเป็นฝ่ายค้านต่อไป ไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเทศ และอาจถูกสอยด้วยนิติสงคราม และทำให้การเมืองเก่าแข็งแกร่งขึ้นโดยมีพรรคส้มเป็นผู้สนับสนุนโดยไม่รู้ตัว

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล

11.วันที่ 24 ธ.ค.2568 : ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก

ชูวิทย์ ชี้ว่าที่ออกมาโพสต์เพื่อต้องการเตือนพรรคส้ม ในฐานะประชาชนเต็มขั้น ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ความเกลียดชังส่วนตัว เผยเมื่อดูจากเวทีดีเบต “เท้ง” และแกนนำพรรคส้มไม่มีทางทัน “เทา” ชำแหละสโลแกนพรรคประชาชน “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก” ว่าการปราบเทาต้องรู้ทันเทาก่อน ส่วน “ไทยเท่ากัน” ต้องทำลายทุนผูกขาดไม่ใช่ระบบทุน และ “ไทยทันโลก” ว่าก่อนจะทันโลกต้องทันพรรคน้ำเงินและพรรคเทาอื่นๆ เสียก่อน

12.วันที่ 25 ธ.ค.2568 : การเมืองเรื่องสี (พาดพิงพรรคประชาชนบางส่วน) 

ชูวิทย์ ชี้ว่าการประกาศจับมือไม่จับมือพรรคไหน ไม่ใช่การเมืองใหม่ เป็นการแบ่งขั้ว แตกแยกยิ่งกว่าเดิม แในความจริงทุกพรรคพร้อมเปลี่ยนสีได้ตามสถานการณ์ ธนาธร เจ้าลัทธิส้มอาจมีข้อตกลงพิสดารรูปแบบ MOU เกิดหลังเลือกตั้งก็ได้ ชี้การเมืองเก่าอาจแย่ แต่ไม่มีหลักประกันว่าการเมืองใหม่จะไม่แย่กว่าเก่า

13.วันที่ 28 ธ.ค.2568 : จับเบอร์หาเสียง

ชูวิทย์ เผยได้พบ รังสิมันต์ โรม และไอซ์ รักชนก โดยทั้งสองคนบอกว่า “ด่าพรรคส้มน้อยๆ หน่อย” จึงขอชี้แจงว่าตนเลือกมา 2 ครั้ง ย่อมมีสิทธิตำหนิ ไม่ได้โกรธแค้นแต่ผิดหวัง เป็นการ “ติเพราะรัก เตือนเพราะคิดถึง” แนะในการหาเสียงอย่าแบ่งเขาแบ่งเราแบบการเมืองเก่า

14.วันที่ 29 ธ.ค.2568 : มีเทา ไม่เหลือใคร

ชูวิทย์ กล่าวถึงกรณีผู้สมัคร สส.กทม.ถูกจับเอี่ยวทุนเทา ว่า พรรคส้มหาเสียงพุ่งเป้าเรื่องสีเทาในการเมือง เมื่อเกิดเรื่องดังกล่าวจึงต้องรีบตัดออกและเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ซึ่งถือว่าถูกต้อง เตือนเช็กประวัติเหมือนสมัครงานไม่ได้ มาตรฐานต้องสูงกว่า เผยเคยเตือนแล้วว่าจะไปชี้พรรคไหนเทาไม่ได้ เพราะเราก็มีเทาเหมือนกัน

15.วันที่ 30 ธ.ค.2568 : เรื่องการเมืองควรเรียนรู้ให้ดี (พาดพิงพรรคประชาชนบางส่วน) 

ชูวิทย์ ชี้แจงข่าวลูกสาวลงสมัคร สส.ในนามพรรคภูมิใจไทย ว่าเป็นคนละคนกัน ขณะเดียวกันก็ได้ยืนยันว่า ตนไม่ได้ออกมาวิจารณ์พรรคส้มด้วยอคติส่วนตัว แต่ทำไปเพื่อให้ “ทันการเมืองเก่า” หากเปิดใจฟัง ก็จะเข้าใจเจตนา

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

16.วันที่ 2 ม.ค.2569 : คลื่นลูกใหม่ กับผู้บริหารพรรค

ชูวิทย์ ชี้ สส.รุ่นใหม่พรรคส้ม ทั้ง วิโรจน์ โรม ไอติม ลิซ่า ณัฐชา และไอซ์ ยังเป็นความหวังของการเมือง การทำงานโดดเด่น ผลโพลชี้ว่าประชาชนชื่นชอบ แต่ สส.เหล่านี้ไม่ใช่ผู้บริหารพรรค แม้ทำงานได้ดีแต่ไม่ใช่คนกำหนดนโยบาย ฝากคำถามไปยัง “ธนาธร” ว่าเลือกตั้งที่ผ่านมาได้คะแนนจากประชาชนมากมายแต่ผู้บริหารไม่สามารถแปรคะแนนเป็นรัฐบาลได้ ชี้รอบแรก พรรคก้าวไกลพลาดเพราะประเด็น ม.112 รอบสองพรรคประชาชนพลาดที่โหวตอนุทิน หากประชาชนให้โอกาสอีกครั้งมีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ 

17.วันที่ 3 ม.ค.2569 : ถึง โรม น้องรัก

ชูวิทย์ กล่าวถึงโพสต์ของนายรังสิมันต์ โรม ผู้ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ระบุว่า ต้องใส่ร้ายพรรคส้ม อ้าง 112 ด้อยค่าทหาร เพราะรู้ว่าหากส้มเป็นรัฐบาลจะทุจริตไม่ได้ เสียผลประโยชน์ ว่า อย่าผลักไสคนเห็นต่าง ไม่เลือกพรรคส้มให้เป็นคนเทาหรือชอบทุจริตเลย ชี้ความเห็นหลากหลายเป็นความปกติของระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญพรรคส้มก็ทำพลาดด้วยตัวเองหลายครั้ง การไม่เห็นด้วยจึงเป็นเรื่องปกติ แนะอย่าทำตัวซ้ำรอยพรรค “แมลงสาบ” ในอดีต พร้อมทิ้งท้าย ด้วยความปรารถนาดี จาก พี่ชูวิทย์” 

18.วันที่ 4 ม.ค.2569 : ทหารมีไว้ทำไม?

ชูวิทย์ กล่าวถึงกรณี เจ้ากรมข่าวทหาร โพสต์ “ทหารดีต้องอดทนให้ด้อม-ติ่งด้อยค่า” ตั้งคำถามถึงวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” ขณะที่รังสิมันต์ โรม ชี้แจงว่าพรรคประชาชนไม่เคยเหมารวม เกลียดรัฐประหารแต่ไม่เคยเกลียดกองทัพ โดยชี้ว่า พรรคประชาชนกำลังเผชิญแรงสะท้อนจากวาทกรรมเดิม ในช่วงกระแสชาตินิยมรุนแรง ทำให้ความขัดแย้งระหว่างพรรคส้มและกองทัพทวีความรุนแรงมากขึ้น เชื่อมโยงนโยบายรื้อโครงสร้างกองทัพ ที่ “ธนาธร” ผู้นำจิตวิญญาณพรรค กล่าวว่า หากเป็นพรรคหลักและทำไม่ได้ใน 4 ปีก็ไม่ต้องเลือกอีก แต่สำหรับประชาชนประเทศไม่ใช่ที่ทดลองงาน หากต้องเลือกย่อมเลือกความมั่นคง เลือกทหารมากกว่านักการเมือง แนะหากตนเป็นพรรคส้มจะเลือกเงียบ ไม่ตอบโต้ทหารในสถานการณ์นี้ ไม่ควรใช้วิธีของการเมืองเก่าในประเด็นสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งในสังคม

19.วันที่ 5 ม.ค.2569 : ไอซ์ รักชนก

ชูวิทย์ กล่าวถึง กรณีไอซ์ รักชนก ถูกชาวบ้านบุกด่าขณะหาเสียงกรณี “ทหารมีไว้ทำไม” โดยไอซ์ยังอายุน้อย ยังไม่มีความรู้หรือประสบการณ์เกี่ยวกับทหารมากนัก ซึ่งพรรคส้มมี “เท้ง” เป็นหัวหน้า เหนือขึ้นไปมี “ธนาธร” ก็ยังไม่เข้าใจสังคมทหารและมีภาพลักษณ์ต่อต้านทหารจากคำพูดในอดีต แม้กองทัพจะมีปัญหาทหารรับใช้จริง แต่ประโยค “ทหารมีไว้ทำไม” และ “หากมีสงคราม ก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะรบชนะ” กระทบจิตใจคนมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงชายแดนมีสงคราม 

พรรคส้มควรชี้แจงตรงๆ ว่าเป็นความผิดพลาดในการสื่อสาร นี่คือการเมืองใหม่ ไม่ใช่เถียงชนฝาแบบการเมืองเก่า และสงครามชายแดนสะท้อนแล้วว่าการให้โอกาสพรรคส้ม ที่ไม่มีประสบการณ์ เป็นรัฐบาลพรรคเดียวนั้นเสี่ยงแค่ไหน

20.วันที่ 6 ม.ค.2569 : แก้รัฐธรรมนูญ หรือแก้ปากท้อง

ชูวิทย์ กล่าวถึงกรณี สิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชนหาเสียงในตลาดและถูกลุงคนหนึ่งถามว่า “ทำไมไม่แก้ปัญหาปากท้อง มัวแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ?” แม้จะพยายามชี้แจงแต่ลุงไม่รับฟัง ชี้ นี่คือเสียงสะท้อนแท้จริงของชาวบ้าน ที่นักการเมืองต้องรับฟังไม่ใช่โต้เถียง พรรคส้มมุ่งทำแต่เรื่องใหญ่ตามสไตล์ธนาธร ทั้งแก้ รธน. ลดขนาดกองทัพ แก้ ม.112 ซึ่งไกลตัวประชาชน เมื่ออธิบายแล้วไม่ใช่ลุงไม่เข้าใจ แต่เพราะพรรคส้มไม่เข้าใจถึงหัวใจชาวบ้านธรรมดาต่างหาก 

รังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน
รังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

21.วันที่ 7 ม.ค.2569 : สนิมส้ม เกิดจากเนื้อในส้ม : อุดมการณ์ทางลัด

ชูวิทย์ กล่าวถึงกรณี กัลยพัชร รจิตโรจน์ อดีต สส. ปาร์ตี้ลิสต์ ออกมาแฉพรรคประชาชนเปลี่ยนไป เห็นประชาชนเป็นของตาย โดยชูวิทย์ชี้ว่าอุดมการณ์ของพรรคได้เปลี่ยนแปลงไป เริ่มจากพรรคอนาคตใหม่ที่เริ่มด้วยการท้าทายระบบ ชูสามนิ้ว ยกเลิก ม.112 สู่พรรคก้าวไกล ชูมีลุงไม่มีเรา ทหารมีไว้ทำไม แต่เมื่อมาถึงพรรคประชาชน ชนชั้นบริหารพรรคนำโดย ธนาธร ใช้การเมืองนำอุดมการณ์ ประกาศจุดยืนล่วงหน้าจับ-ไม่จับมือใคร ยกตัวเองเป็นพระเอกปราบเทาผลักพรรคอื่นเป็นผู้ร้าย เป้าหมายอุดมการณ์เหลือเพียงอย่างเดียว คือ “ต้องเป็นรัฐบาลให้ได้” ถูกโลกความจริงเปลี่ยนให้เดินซ้ำรอยคนรุ่นก่อน สนิมไม่ได้เกิดจากใคร แต่เกิดจากเนื้อใน ของธนาธร และโครงสร้างความคิดของพรรคส้ม

22.วันที่ 7 ม.ค.2569 : เมื่อส้มผสมกับน้ำเงิน

ชูวิทย์ กล่าวถึงกรณีที่ศิริกัญญา เคยยืนยันว่า พรรคประชาชนจะไม่มีทางโหวตชื่ออนุทินเป็นนายกฯ ครั้งที่สอง แต่ท่าทีล่าสุดของธนาธร ที่โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ไม่เคยพูดว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับน้ำเงินและแดง” หมายความว่าอาจเห็นการจับมือกับพรรคน้ำเงินก็เป็นได้ โดยต้องเลือกระหว่างทิ้งอุดมการณ์เดิม เป็นการเมืองเก่าแต่ได้เป็นรัฐบาล กับยึดมั่นอุดมการณ์แต่เป็นฝ่ายค้านต่อไป ซึ่งธนาธรดูเหมือนจะเข้าใจสัจธรรมว่าเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่วงจรอำนาจนั้นง่ายกว่า แนะเท้งพูดให้ชัดหากได้ สส.เป็นอันดับ 1 และต้องร่วมรัฐบาลพรรคอื่น จะยอมร่วมกับพรรคน้ำเงินหรือไม่

23.วันที่ 8 ม.ค.2569 : เผาบ้าน

ชูวิทย์ กล่าวถึงกรณีปิยบุตร แสงกนกกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคส้ม ออกมาพูดถึงอดีต สส.เผาบ้านตัวเอง ในสถานการณ์ที่พรรคถูกรุมกินโต๊ะจากทุกฝ่าย โดยมองว่าปิยบุตรจำเป็นต้องฟังความเห็นที่หลากหลาย พรรคส้มที่เคลมตัวเองเป็นการเมืองใหม่แต่การตอบโต้กันไปมาคล้ายการเมืองเก่าแทบทุกประการ ชี้เหมือนคนลาออกจากบริษัทและกล้าระบายปัญหาภายใน ไม่ใช่การ “เผาบ้าน” แต่เป็นเสียงสะท้อนที่ควรรับไปปรับปรุง หากไม่สามารถวิจารณ์ได้ จะเรียกว่าเป็นพรรคที่มีความเท่าเทียมเสมอภาคได้อย่างไร

24.วันที่ 9 ม.ค.2568 : 30 วันอันตราย คำขอโทษที่สายไป

ชูวิทย์ กล่าวถึงช่วงเวลา 30 วันสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้ง เผยตนในฐานะ “ราษฎรเต็มขั้น” ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่เน้นพรรคส้มเป็นพิเศษเนื่องจากมองว่านโยบายเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ มักยก “การเมืองใหม่” แต่ทำไม่ได้จริง สร้างความแตกแยกเพื่อแปรเป็นคะแนนเสียง ตั้งแต่ “สถาบัน” ยุคอนาคตใหม่ มาถึง “ทหาร” ยุคก้าวไกล และ “รัฐธรรมนูญ” ในยุคประชาชน 

แต่เมื่อเกิดสงครามไทย-กัมพูชา ได้กลายเป็นแผลสะท้อนกลับต่อคะแนนเสียงของพรรค จนล่าสุดที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลออกมาขอโทษต่อคำปราศรัย “ทหารมีไว้ทำไม” แต่ก็สายเกินจะเยียวยาได้ใน 30 วัน ธาตุแท้การใช้สถาบันหลักของไทยไปเดินพันคะแนนเสียง ทำให้พรรคส้มเป็นพรรคที่อันตรายที่ตนต้องเปลี่ยนจากสนับสนุนมาเป็นผู้ต่อต้าน

25.วันที่ 10 ม.ค.2569 : ยากที่พรรคส้มจะกู้ศรัทธาคืน

ชูวิทย์ ชี้ว่าพรรคส้มใช้ทุกสถาบันของชาติมาเป็น “เครื่องมือหาเสียง” แม้จะพยายามอธิบายกับชาวบ้าน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ยากที่คนในพรรคจะตามเยียวยาได้ทัน สงครามต่อต้านพรรคส้มเกิดขึ้นต่อเนื่อง เดินไปทางไหนก็ถูกชาวบ้านไล่ จากกระแสเอ็นดูกลายเป็นเกลียดชัง ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการกระทำของพรรคส้มเอง เป็นบทเรียนราคาแพงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งตนเคยเป็นทั้งมิตรและผู้สนับสนุน แต่หากต้องเลือกก็ขอเลือกบ้านเมืองก่อน

26.วันที่ 10 ม.ค.2569 : คำชี้แจงจากหัวใจ – ทำไมชูวิทย์ต่อต้านพรรคส้ม

ชูวิทย์ ชี้แจงกรณีที่ตนเองเปลี่ยนจากผู้สนับสนุนมาเป็นผู้ต่อต้านพรรคประชาชน ว่าที่ผ่านมาตนสนับสนุนคนรุ่นใหม่และพรรคการเมืองใหม่ เพราะเบื่อการเมืองเก่าๆ แต่ตนต่อต้านพรรคส้มที่มี “ธนาธร” เป็นตัวบงการ ดีลยกมือให้อนุทินเป็นนายกฯ แลกแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเคยเตือนไปแล้วว่าพรรคน้ำเงินไม่มีวันทำตามข้อตกลง และพรรคส้มจะคะแนนตกต่ำ พังเหมือนประชาธิปัตย์ในอดีต ซึ่งผลก็ออกมาว่า การแก้ รธน.ไม่สำเร็จ และพรรคภูมิใจไทยเติบโตขึ้นจากการสนับสนุนของพรรคส้ม 

ซัดเอา 14 ล้านเสียงไปมอบให้การเมืองเก่า พอพลาดก็จัดงานขอโทษที่แก้ รธน.ไม่สำเร็จ แต่ไม่ขอโทษที่สนับสนุนภูมิใจไทย แสดงถึงความดื้อรั้นแต่ยังมาขอโอกาสจากประชาชน ซ้ำเปิดแผลเรื่องทหาร เมื่อธนาธรบอกว่า หากพิธาเป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะไม่เป็นเช่นนี้ จนเกิดภาพผู้สมัครถูกตามด่าทุกวัน ต้องคอยชี้แจงแทนที่จะได้ขายนโยบาย ชี้ทุกอย่างที่พังลงล้วนมาจากปาก และความดื้อรั้นของธนาธร

27.วันที่ 11 ม.ค.2569 : The Professional แก้ระบบ “มุ้งบ้านใหญ่” การเมืองไทย

ชูวิทย์ กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชน เปิดตัว The Professional ที่จะเข้ามาดูแลงานรัฐบาลด้านต่างๆ ชี้ว่าแม้ตนต่อต้านพรรคส้ม แต่ไม่ได้ค้านไปทุกเรื่อง โดยการดึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาเป็นคณะบริหารถือเป็นแนวคิดที่ดีในการแก้ปัญหาระบบมุ้ง ใช้จำนวน สส.แลกโควตารัฐมนตรี และแก้ปัญหา สส.จำนวนมากอายุไม่ถึงเกณฑ์เป็นรัฐมนตรี แต่ปัญหาคือกระบวนการคัดเลือก The Professional ไม่ยึดโยงกับ สส.ที่ประชาชนเลือกมา และหากไม่ได้ สส.เกิน 251 เสียงต้องเป็นรัฐบาลผสม ก็ต้องต่อรองกับพรรคการเมืองเก่าที่ใช้ระบบโควตาอยู่ดี

รักชนก ศรีนอก รังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน
รักชนก ศรีนอก รังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

28.วันที่ 14 ม.ค.2569 : มุ้งในพรรคส้ม EP. 1 ใครว่าไม่มี?

ชูวิทย์ ชี้แจงงไม่ได้โจมตีพรรคส้ม แต่อยากให้คนเห็น “ธาตุแท้” ว่ามีมุ้งไม่ต่างจากพรรคอื่นที่ไปชี้นิ้วกล่าวหา โดยเมื่อยุคอนาคตใหม่มี ธนาธร ปิยบุตร พรรณิการ์ เป็น “มุ้งฮาร์ดคอร์” แถวแรก เน้นอุดมการณ์แข็งกร้าว ดันปลุกกระแสม็อบ 3 นิ้ว แต่เมื่อแผนไม่ประสบความสำเร็จก็ทิ้งแกนนำม็อบ ถูกยุบพรรค มุ้งฮาร์ดคอร์ถูกตัดสิทธิการเมือง 10 ปี ต่อมาในยุคก้าวไกล ยังมีธนาธรเป็นนายทุน ให้พิธาเป็นนอมินี เกิดมุ้งฮาร์ดคอร์แถว 2 ร่วมกับชัยธวัช อมรัตน์ ปดิพัทธ์ และคนอื่นรวม 11 คน ที่ยังมีนโยบาย ม.112 และใช้กระแสเบื่อลุงจนชนะเลือกตั้ง แต่ด้วยประเด็น ม.112 ทำให้พรรคถูกยุบ และมุ้งฮาร์ดคอร์แถว 2 ถูกตัดสิทธิ 10 ปี 

จนยุคพรรคประชาชน จึงเริ่มเกิด “มุ้งประนีประนอม” นำโดยณัฐพงศ์ เชื่อมต่อของปดิพัทธ์ ภายใต้การสนับสนุนของธนาธรคนเดิม ซึ่งอุดมการณ์และทุนเริ่มอ่อนแรง นำไปสู่ “Grand Compromise” กับฝั่งอนุรักษ์นิยม ยกมือโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ขณะที่ความคิดภายในพรรคแตกแยก แย่งชิงการเติบโต สะท้อนผ่านการจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ล่าสุด ถอยสู่วังวนการเมืองเก่า

29.วันที่ 15 ม.ค.2569 : มีเรา ไม่มีเทา (แต่เทาอยู่ในพรรค)

ชูวิทย์ กล่าวถึงกรณี ผู้สมัคร สส.จังหวัดตาก พรรคประชาชน ถูกจับกุมเอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ ว่า หัวหน้าเท้งออกมาแถลงอ้อมๆ แอ้มๆ ขอไปที โดยตนเคยเตือนไว้แล้วว่า “เทา” มีทุกพรรค แต่พรรคประชาชนที่ออกสโลแกน “ไม่เอาเทา” อย่างภาคภูมิใจ กลับมีปัญหาในกระบวนการคัดเลือก สส. ซึ่งจะมีรายต่อไปตามมาอีก 

ซัดในเมื่อธนาธร พูดเรื่องการเมืองใหม่และอนาคตลูกหลาน ก็ควรเริ่มจากดูแลอนาคตลูกพรรคก่อน เมื่อเกิดปัญหาซ้ำซาก จะหาเสียงด้วยคำว่าไม่เอาเทาได้อย่างไร

30.วันที่ 15 ม.ค.2569 : ไม่เอาเทา แต่มีรายที่ 3-4 อีก (ได้กลิ่นความพังหรือยัง?)

ชูวิทย์ กล่าวว่า เคยเตือนแต่ต้นว่า สโลแกน “ไม่เอาเทา” ของพรรคส้มเป็นเรื่องอันตราย กรณีผู้สมัคร สส.ตากถูกจับคดีเว็บพนัน ในพรรครู้และมีการเตือนกันแล้ว แต่ถูกมองข้ามเพราะจะดูแลค่าใช้จ่ายหาเสียงเอง ซึ่งวิธีการตรวจสอบคนเทาไม่ใช่แค่การเช็กประวัติอาชญากรรมหรือเครดิตบูโรแต่ต้องเข้มข้นกว่านั้น ชี้ตนพูดมาตลอดว่าในพรรคส้มมีทั้งเทาไปจนถึงดำ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าโจมตีใส่ร้าย เมื่อมีคดีเกิดขึ้นก็อ้างถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ทั้งที่บกพร่องในการคัดเลือกเอง ซัดธนาธรพูดถึงอนาคตลูกหลาน แต่หากจัดการลูกพรรคตัวเองไม่ได้จะปกป้องอนาคตประเทศได้ยังไง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การขอโทษแต่ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง

31.วันที่ 17 ม.ค.2569 : สงครามสั่งสอน

ชูวิทย์ ชี้แจงที่โพสต์ถึงพรรคประชาชนทุกวัน คือ “การสั่งสอนพรรคประชาชน” เพราะกำลังหลงระเริงกับคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งก่อน และเปลี่ยนจุดยืนอย่างน่าผิดหวัง บรรดานักวิชาการและผู้ช่วยหาเสียงแบกอุดมการณ์สีส้มแต่ไม่เข้าใจระบบการเมืองจริง ท่องเรื่องความเท่าเทียมและไม่เอาเทา แต่พลิกลิ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะการที่ธนาธรทำดีลลับ เอา 14 ล้านเสียงไปหนุนให้ภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคอันดับ 1 อ้างเป็นการเมืองใหม่แต่สร้างความแตกแยกในสังคม ลั่นการสั่งสอนพรรคประชาชนไม่ใช่การเชียร์การเมืองเก่า แต่เป็นการปฏิเสธ “ราษฎรเก่า” ที่หลงใหลพรรคการเมืองแบบไร้เหตุผล ยอมให้ทำผิดพลาดซ้ำซาก

32.วันที่ 18 ม.ค.2569 : โจ๊กกับส้ม

ชูวิทย์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคส้ม และ บิ๊กโจ๊ก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ว่ามีมายาวนาน เป็นผู้ให้ข้อมูลรังสิมันต์ โรม อภิปรายเรื่อง “ตั๋วช้าง” ในระยะหลัง “โจ๊ก” มีข่าวต่อเนื่องระหว่างการสู้คดี ล่าสุดในน้ำท่วมหาดใหญ่ก็ลงพื้นที่ช่วยเหลือ ออกมากระทุ้งรัฐบาลอนุทินให้รับผิดชอบ ทำให้มีราคาทางการเมืองสูงขึ้นและไปเสนอขายให้พรรคส้มว่า จะเพิ่มจำนวน สส.ภาคใต้ให้ 10 คน แลกตำแหน่งการเมือง ซัดพรรคส้มตั้งมาตรฐานจริยธรรมสูง แต่ในพรรคยังมีความเทา พัวพันยาเสพติด ฟอกเงิน ถึงเว็บพนัน รวมถึงนอมินีทางการเมือง โดยธนาธรที่แม้ถูกตัดสิทธิ์แต่ยังมีบทบาทกำหนดทิศทางพรรคอยู่เบื้องหลัง ชี้เมื่อยุคการเมืองสีเสื้อจบลง การแบ่งฝักฝ่ายควรจบ แต่ยังมีความพยายามแบ่งการเมืองใหม่–เก่า แบ่งชนชั้น ดี–เลว ทั้งที่ความจริงทุกฝ่ายล้วนมีความเทา เพียงแต่เป็นเทาเก่าหรือเทาใหม่เท่านั้น

33.วันที่ 19 ม.ค.2569 : กินส้ม สอนน้อง

ชูวิทย์ ชี้ในที่สุด พรรคประชาชน ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากพรรคการเมืองเก่า ที่ออกมากล่าวหาว่าตนโจมตี ในกรณีของบิ๊กโจ๊ก ชี้ตนมองว่าการแลกตำแหน่งหรือการทำงานร่วมกันไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นเรื่องปกติทางการเมือง ในกรณีที่วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค มาถามกลับว่ารับงานใคร นายชูวิทย์ โต้ว่าควรชี้แจงด้วยหลักการไม่ใช่วาทกรรมแบบการเมืองเก่า ชี้ตนไม่เคยบอกว่าพรรคส้มเลวแต่พูดถึงหลักการผิดเพี้ยน โดยเฉพาะการหนุนพรรคน้ำเงิน ซึ่งตนเป็นเพียงราษฎรไม่อาจต่อกรพรรคส้มได้ แต่เตือนด้วยความหวังดีว่าวันหนึ่งจะลืมคำพูดตัวเอง เอาวิธีแบบการเมืองเก่ามาจัดการคนเห็นต่าง

34.วันที่ 20 ม.ค.2569 : ความ “เลอะเทอะ” ของธนาธร

ชูวิทย์ ตอบโต้กรณีที่นายธนาธร หาว่าตน เลอะเทอะ ที่บอกว่าธนาธรเป็นคนไปคุยดีลต่างๆ ด้วยตัวคนเดียว ซัดกลับใครกันแน่ที่เลอะเทอะ โดยยกกรณี เช่น เรื่องยกเลิก ม.112 จนพาคนไปติดคุก วาทกรรมทหารมีไว้ทำไม ดีลทักษิณจัดตั้งรัฐบาล ถูกอนุทินหลอกเซ็น MOA ตั้งสโลแกนมีเราไม่มีเทาแต่กลับมีคนเทาในพรรค เป็นต้น 

หากพรรคส้มยังต้องตามใจความเลอะเทอะของเจ้าของพรรคอย่างธนาธร ก็ยากที่จะได้เป็นรัฐบาล ขอให้หยุดและอยู่กับความเป็นจริงบ้าง ซึ่งตนหวังดีกับน้องๆ พรรคส้มทุกคน ยกเว้นเจ้าของพรรคคนเดียว

**หมายเหตุ ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 20 ม.ค.2569