สรุปเหตุ พฤติกรรมคนร้าย ทุบหัวชิงทรัพย์ พนักงานโรงแรมกลางเมืองหัวหิน เร่งล่าคนร้าย ชี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ภัยสังคม กำชับชุดสืบสวนปูพรมไล่ล่าเร็วที่สุด
จากเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 69 เวลาประมาณ 03.15 น. พนักงานสอบสวน สภ.หัวหิน รับแจ้งเหตุคนร้ายบุกทำร้ายพนักงานหญิงโรงแรมเบสแอลดี ภายในซอยหัวหิน 88/1 ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยทันที
เมื่อไปถึง พบพนักงานต้อนรับหญิงซึ่งปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรกะดึก นอนฟุบจมกองเลือดอยู่ด้านในเคาน์เตอร์ต้อนรับโรงแรม สภาพศีรษะได้รับบาดเจ็บสาหัส จากการตรวจสอบบริเวณโดยรอบ พบแท่งเหล็กสีเทา ความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร เปื้อนคราบเลือด ตกอยู่ใกล้ร่างผู้บาดเจ็บ
...
เจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถานได้เร่งให้การช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลกรุงเทพหัวหินอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหว และเสียชีวิตระหว่างนำส่ง สร้างความโศกเศร้าแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งก่อให้เกิดกระแสกดดันจากสังคม เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งคลี่คลายคดีและติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว
ไทม์ไลน์พฤติการณ์คนร้าย
จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดโดยละเอียด ร่วมกับการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนสามารถเรียบเรียงพฤติการณ์ของคนร้ายได้ดังนี้
- เวลา 02.49 น. พบชายต้องสงสัย รูปร่างสูงประมาณ 160–180 เซนติเมตร ผิวดำ สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีดำ กางเกงสีขาว และรองเท้าสีส้ม เดินวนเวียนเข้าออกบริเวณเคาน์เตอร์โรงแรมหลายครั้ง ลักษณะคล้ายดูลาดเลา ขณะนั้นผู้ตายกำลังวิดีโอคอลพูดคุยกับแฟน
- ต่อมา ผู้ตายเริ่มนอนฟุบลงกับโต๊ะเคาน์เตอร์ คนร้ายจึงย้อนกลับเข้ามาสังเกตการณ์อีกครั้ง
- เมื่อเห็นว่าผู้ตายอยู่ในสภาพเผลอ คนร้ายได้กระโดดข้ามเคาน์เตอร์ ก่อนเดินอ้อมไปด้านหลังผู้ตาย
- จากนั้นคนร้ายดึงท่อนเหล็กยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ที่พกติดตัวออกมาจากเอว แล้วลงมือกระหน่ำตีศีรษะผู้ตายอย่างรุนแรงต่อเนื่องถึง 14 ครั้ง จนร่างแน่นิ่งจมกองเลือด
- หลังก่อเหตุ คนร้ายได้ทิ้งอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุไว้ในพื้นที่ ก่อนหยิบกระเป๋าและโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย จำนวน 2 เครื่อง แล้วหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ
...
รู้ตัวผู้ก่อเหตุ เป็นชายเร่ร่อน มีประวัติอาชญากรรม
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดไปตรวจเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์และประวัติบุคคลต้องสงสัย จนสามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้ คือ นายรัฐติกร ยิ่งยอด อายุ 36 ปี ชายเร่ร่อน มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่อำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา
จากการสืบสวนทราบว่า นายรัฐติกรเดินทางมาเร่ร่อนในพื้นที่อำเภอหัวหินได้ประมาณ 3–4 เดือน มักพักอาศัยตามแนวทางรถไฟ และมีพฤติกรรมขอเงินหรืออาหารจากชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง
...
นอกจากนี้ การตรวจสอบประวัติย้อนหลังพบว่า นายรัฐติกรมีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมหลายคดี ทั้งลักทรัพย์ คดีอนาจาร และคดียาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงเคยต้องโทษในคดีทำร้ายร่างกายและข่มขืนผู้อื่นมาก่อน
ศาลอนุมัติหมายจับ ระดมกำลังไล่ล่า
พนักงานสอบสวน สภ.หัวหิน ได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุซึ่งคนร้ายทิ้งไว้ในป่า รวมถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่ขณะก่อเหตุ ก่อนยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับต่อศาลจังหวัดหัวหิน
...
ต่อมา ศาลจังหวัดหัวหินได้อนุมัติหมายจับที่ จ.15/2569 ลงวันที่ 19 ม.ค. 69 เวลา 22.00 น. เพื่อจับกุมตัวนายรัฐติกร ยิ่งยอด มาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ด้าน พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผู้กำกับการ สภ.หัวหิน เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ระดมกำลังชุดสืบสวนจาก สภ.หัวหิน ตำรวจภูธรจังหวัด และตำรวจภูธรภาค 7 ออกติดตามไล่ล่าผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่ายังคงหลบหนีอยู่ในพื้นที่ และมีแนวโน้มมุ่งหน้าไปทาง ต.หนองขอน อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี
ผบ.ตร. สั่งการด่วน จัดเป็นคดีอุกฉกรรจ์ภัยสังคม
วันนี้ (20 ม.ค. 2569) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งการด่วนที่สุด ให้ตำรวจภูธรภาค 7 และกองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการสอบสวนกลาง ระดมกำลังไล่ล่าติดตามจับกุมผู้ต้องหา
รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้รับรายงานเหตุจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 แล้ว และแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชี้ว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อีกทั้งยังเกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ซึ่งไม่อาจปล่อยให้คนร้ายลอยนวลได้
เพื่อให้การติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จึงได้มีข้อสั่งการด่วนที่สุดไปยัง พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 และ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เร่งรัดการสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาโดยเร็ว
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ระดมชุดสืบสวนจากตำรวจภูธรภาค 7 และกองบังคับการปราบปราม ปูพรมไล่ล่าผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดหัวหินอย่างเข้มข้น ไม่ว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีไปซุกซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ใด เนื่องจากเป็นบุคคลอันตรายและเป็นภัยต่อสังคม
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ภาพจากกล้องวงจรปิด และพยานแวดล้อมทุกด้านให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้สำนวนคดีมีความรัดกุม แน่นหนา และสามารถเอาผิดผู้ต้องหาได้อย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย