7 ทางรอด ระบบการศึกษาไทย “เกิดน้อย – คุณภาพถดถอย” ถึงเวลาปฏิรูปโครงสร้าง “นักวิจัย” ชี้ ต้องสร้างแรงจูงใจ “ครู” ออกแบบระบบให้เติบโตในสายงาน สร้างห้องเรียนให้เด็ก ได้ทดลองใช้ความคิดสร้างสรรค์

 เตรียมค้นหาทางรอดระบบการศึกษาไทย บนเวที ไทยรัฐนิวส์รูม Special : ดีเบตนโยบายการศึกษา 2569 เรียนไปทำไม? ผ่าตัดการศึกษาไทย ทวงคืนอนาคต วันที่ 16 ม.ค. 69 | เวลา 13.30 - 16.00 น.


รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย ม.หอการค้าไทย วิเคราะห์ถึงระบบการศึกษาไทย ในภาวะที่ประชากรมีการเกิดต่ำต่อเนื่องหลายปี ซึ่งมีผลวิจัยพบว่า เด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งมีไอคิวต่ำ เมื่อเทียบกับเด็กในยุโรป แต่สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโอกาส ที่จะต้องปฏิรูปการศึกษาในเชิงโครงสร้าง โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

 


  

1. แรงจูงใจ

    

...

ปัญหาเรื่องแรงจูงใจเป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกระบบ โดยเฉพาะในระบบราชการ ดังนั้นการปฏิรูประบบราชการอย่างแท้จริงจึงต้องหมายถึงการปฏิรูประบบแรงจูงใจด้วย สิ่งสำคัญคือ การออกแบบระบบการศึกษาให้สามารถตอบแทนครูที่มีความตั้งใจและสามารถพัฒนาเด็กได้จริง หากทำเช่นนั้นได้ คนที่อยู่ในระบบราชการย่อมมีกำลังใจในการทำงาน พร้อมทุ่มเทเพื่อพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน คนที่มีความสามารถแต่ยังไม่ได้เป็นครู ก็จะมีแรงจูงใจในการเข้ามาทำงานในระบบมากขึ้นเช่นกัน

    

แนวทางสำคัญประการหนึ่งในการแก้ปัญหาแรงจูงใจ คือการกระจายอำนาจ โดยอาจเริ่มจากการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้เกิดผลที่ดียิ่งขึ้น ควรกระจายอำนาจไปให้ถึงผู้ปกครอง และเด็กโดยตรง 

    

ตัวอย่างจากการทดลองในต่างประเทศคือการเพิ่มบทบาทและอำนาจให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลโรงเรียนมากขึ้น ควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองว่าควรมีส่วนร่วมอย่างไร การทดลองลักษณะนี้พบว่าได้ผลค่อนข้างดี ทั้งในโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนรัฐบาลในพื้นที่ชนบท


“ผมเชื่ออว่าระบบที่เป็นอยู่ ขาดเรื่องของการที่มีแรงจูงใจที่เหมาะสมที่จะตอบแทนให้ถูกคน บางทีคนตั้งใจก็ไม่ได้รับการตอบแทน คนไม่ตั้งใจก็ได้รับการตอบแทน”

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย ม.หอการค้าไทย
รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย ม.หอการค้าไทย


2. ระบบการศึกษาที่เปิดมากขึ้น

    

สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษา คือการตระหนักว่าเราสร้างระบบการศึกษาขึ้นมาเพื่อพัฒนาคน หรือที่ในปัจจุบันมักเรียกว่า “การพัฒนาทุนมนุษย์” ซึ่งทุนมนุษย์หมายถึงศักยภาพของคนในหลากหลายมิติ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง

    

หัวใจสำคัญคือทุนมนุษย์มีหลายองค์ประกอบ โดยเฉพาะความเฉลียวฉลาด ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ควบคู่ไปกับความรู้ ความเข้าใจ ความรู้ที่ได้จากการเรียน ทักษะต่างๆ รวมถึงคุณลักษณะเชิงนิสัย เช่น ความมุ่งมั่นตั้งใจ ความยืดหยุ่นทางความคิด การยอมรับความล้มเหลว และความอดทน คุณลักษณะเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาว นอกจากนี้ การศึกษาที่ดียังควรให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียนด้วยดังนั้น ระบบการศึกษาจำเป็นต้องมองการพัฒนาคนในมิติเหล่านี้อย่างรอบด้าน 


แนวทางในการพัฒนาเด็กให้มีคุณลักษณะครบถ้วนดังกล่าวเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความคาดหวังของสังคมเปลี่ยนแปลงไป หากในอดีต ปู่ย่าตายายอาจคาดหวังเพียงให้ลูกหลานอ่านออกเขียนได้ ปัจจุบันและในอนาคต เรากลับคาดหวังมากกว่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ระบบการศึกษาจึงต้องมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลและพัฒนาเด็กให้พร้อมต่อความคาดหวังที่ซับซ้อนมากขึ้นของสังคม


“คนเราถ้าสุขภาพไม่แข็งแรง ต่อให้มีความสามารถแค่ไหน ก็เอามาใช้ได้ไม่ดี”

...


3. ระบบ Learning Takes Time


แนวคิดเรื่อง Learning Takes Time หรือ “การเรียนรู้จำเป็นต้องใช้เวลาเสมอ” เป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้ได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกครั้งที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ย่อมต้องอาศัยเวลาเสมอ ดังนั้น การออกแบบระบบการศึกษาจึงต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจว่า เราจะทำอย่างไรให้เด็กสามารถเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา


ขั้นแรกของการออกแบบระบบภายใต้แนวคิด Learning Takes Time คือการให้ความสำคัญกับการโฟกัส เนื้อหาการเรียนรู้มีความหลากหลาย แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จำเป็นต้องเรียนอย่างเข้มข้นเท่ากัน เรื่องใดที่ไม่จำเป็นอาจต้องตัดออกหรือปรับลดความสำคัญลง ขณะที่บางวิชาซึ่งเนื้อหาอาจกระจัดกระจาย ก็ควรจัดให้เป็นเรื่องเล็กน้อยหรือทำให้น่าสนใจและสนุกมากขึ้น เช่น วิชากีฬา หรือกิจกรรมลูกเสือ ซึ่งโดยธรรมชาติควรเป็นกิจกรรมที่เด็กมีความสุข ไม่ควรถูกทำให้เคร่งเครียดราวกับเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตาย

...


อย่างไรก็ตาม ยังมีเนื้อหาบางส่วนที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เนื่องจากการเรียนรู้ของเด็กต้องดำเนินไปตามลำดับขั้น ดังนั้น 


ระบบการศึกษาจึงควรช่วยให้เด็กสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ตามลำดับขั้นเหล่านี้ได้อย่างมีคุณภาพ

“เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตัวผมเองเชื่อว่า เราไม่สามารถเรียนรู้ได้ หากไม่ใช้เวลาและการฝึกฝน”


4. ไม่นำปัญหาของเด็ก กทม. กำหนดนโยบายทั่วประเทศ


 นโยบายด้านการศึกษาหลายอย่างมักถูกออกแบบโดยยึดบริบทของนักเรียนในกรุงเทพฯ เป็นหลัก แต่เมื่อมองไปยังโรงเรียนในชนบท ภาพที่ปรากฏกลับแตกต่างอย่างชัดเจน เด็กจำนวนไม่น้อยไม่ได้ใช้เวลากับการเรียนรู้เท่าที่ควรจะเป็น ปัญหาของทั้งสองพื้นที่จึงตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

 

...


5. การพัฒนาทักษะและศักยภาพของผู้ปกครอง


สิ่งหนึ่งที่ระบบการศึกษาไทยต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ คือควรลงพื้นที่ไปยังครัวเรือนและชวนผู้ปกครองทำกิจกรรมร่วมกับเด็กตั้งแต่เด็กยังเล็ก ก่อนวัยเข้าเรียน เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็น “ช่องว่างสำคัญ” ของการพัฒนา หากสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ระยะนี้ ผู้ปกครองจะมีทักษะและเครื่องมือในการส่งเสริมลูกหลานของตนเอง ขณะที่เด็กก็จะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมตามวัย


มีงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าช่วงปฐมวัยคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาทุนมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันกลับให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัยลดลง สิ่งหนึ่งที่อยากเห็นคือการถ่ายโอนภารกิจด้านการดูแลเด็กปฐมวัยไปสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุด เพราะการดูแลเด็กเล็กไม่ใช่เพียงเรื่องการจัดการศึกษา แต่เป็นเรื่องของการดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งท้องถิ่นมีแรงจูงใจและความเข้าใจบริบทพื้นที่มากพอที่จะดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การถ่ายโอนอำนาจต้องมาพร้อมกับการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและเหมาะสม


อีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยคือเรื่อง “คะแนน PISA” ผู้ปกครองจำนวนมากกังวลว่าคะแนน PISA ของไทยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาครัฐมักมุ่งแก้ปัญหาด้วยการส่งเสริมเด็กในระดับมัธยมศึกษาเพื่อให้คะแนนดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาในระยะนั้นถือว่าสายเกินไป ในความเป็นจริงควรเริ่มตั้งแต่ระดับประถมศึกษา หรือแท้จริงแล้วต้องเริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาล เพราะปัจจัยที่บ่งชี้ว่าคะแนนจะดีหรือไม่ดีในอนาคต คือผลลัพธ์การเรียนรู้ในช่วงต้นของชีวิต มากกว่าการเร่งแก้ไขในช่วงปลายทาง


“สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าอยากเห็นระบบการศึกษาให้ความสำคัญมากขึ้น”


6. STEM


STEM หรือการบูรณาการองค์ความรู้จาก 4 สาขาวิชา เป็นแนวคิดที่ระบบการศึกษาไทยสามารถพัฒนาไปได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังคงห่างไกลจากความสำเร็จอย่างแท้จริง ประสบการณ์ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยพบว่า เมื่อเด็กเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ความสนใจด้าน STEM กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวล และสะท้อนให้เห็นว่าระบบการจัดการเรียนการสอน STEM ของประเทศไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง


นอกจากนี้ แนวโน้มระดับสติปัญญา (IQ) ของเด็กไทยที่ลดลงในปัจจุบัน ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการทบทวนแนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน STEM อย่างจริงจัง ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สสทว. ควรกลับมาพิจารณาและออกแบบใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้การเรียน STEM สามารถสร้างแรงจูงใจ กระตุ้นความสนใจ และทำให้เด็กเห็นคุณค่าในการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับต้นจนถึงระดับปลาย


7. ความคิดเกี่ยวกับการทดลอง


การพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยยังคงอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายที่ควรจะเป็น หลายสิ่งในห้องเรียนควรอยู่ใน “โหมดของการทดลองและการเรียนรู้” เปิดโอกาสให้ครูและผู้เรียนได้ลองผิดลองถูก เพื่อสร้างองค์ความรู้และทักษะที่แท้จริง


ส่วนตัวมีความเข้าใจต่อปัญหานี้เป็นอย่างดี เนื่องจากเคยทำงานร่วมกับฝ่ายการเมือง ซึ่งพบว่าการเมืองไทยยังมีความหวาดกลัวต่อความล้มเหลวสูง การตัดสินใจเชิงนโยบายจึงมักหลีกเลี่ยงการทดลองสิ่งใหม่ ๆ เพราะกังวลว่าจะถูกมองว่าผิดพลาดหรือไม่ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้ระบบการศึกษาไม่สามารถขยับไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรมได้อย่างแท้จริง