5 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย ปี 68” ภาระครูในระบบการศึกษาไทย แบกหนี้-ภาระงานล้น ปัญหาที่ไม่ควรถูกมองข้าม ล่าสุดผลสำรวจ “สวนดุสิตโพลล์” จัดทำดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” ปี 68 พบประชาชนให้คะแนนสูงสุด คือ บุคลิกภาพดี แต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน สะท้อนภาพครูไทย ยังแบกหนี้หนัก


ภาระครูในระบบการศึกษาไทย


แม้ “การสอน” จะเป็นหัวใจของวิชาชีพครู แต่ในความเป็นจริง ครูไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาระนอกห้องเรียนที่ถาโถม จนกลายเป็นความเครียดสะสมและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


...

ปัญหาที่ครูไทยต้องเผชิญ มากกว่าแค่การสอน


- ภาระงานเอกสารล้นมือ

ครูต้องรับผิดชอบงานรายงาน งานประเมินวิทยฐานะ และงานธุรการจำนวนมาก ส่งผลให้เวลาที่ควรใช้เตรียมการสอนและพัฒนาผู้เรียนถูกเบียดบัง


- ความคาดหวังจากสังคมที่สูง

ครูถูกคาดหวังให้เป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบ และมักตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่ายในโลกออนไลน์


- แรงกดดันด้านเทคโนโลยี

ครูต้องปรับรูปแบบการสอนให้ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีและ AI ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล


ภาระเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า บทบาทของครูไทยในปัจจุบันได้ขยายออกไปไกลกว่าหน้าที่การสอนในห้องเรียน จนกลายเป็นภาระเชิงระบบที่ส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพการทำงาน สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิต การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยจึงไม่อาจมองเพียงการพัฒนาครูในเชิงทักษะหรือความทุ่มเทส่วนบุคคล แต่จำเป็นต้องหันกลับมาทบทวนโครงสร้างงานและระบบสนับสนุน เพื่อคืนเวลา พลัง และสมาธิให้ครูได้ทำหน้าที่หลักในการพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง

...



วิกฤต “หนี้ครู” ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก


หนึ่งในปัญหาที่รุนแรงและเรื้อรังที่สุดของระบบการศึกษาไทย คือ ปัญหาหนี้สินของครู ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิต


ข้อมูลสถานการณ์หนี้ครู


...

ยอดหนี้รวม: ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท

จำนวนผู้เป็นหนี้: ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 9 แสนราย หรือราว 80% ของครูทั้งประเทศ

แหล่งหนี้หลัก: สหกรณ์ออมทรัพย์ครู และธนาคารพาณิชย์

ครูจำนวนไม่น้อยมีรายได้สุทธิคงเหลือ ไม่ถึง 30% ของเงินเดือน หลังหักชำระหนี้ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สุขภาพจิต และสมาธิในการทำหน้าที่ทางการศึกษา


ทำไมครูถึงเป็นหนี้เยอะ? ส่วนใหญ่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ และการส่งบุตรเรียน ประกอบกับระบบการเข้าถึงเงินกู้ที่ทำได้ง่ายผ่านสวัสดิการหน่วยงาน ทำให้เกิดการกู้ซ้ำซ้อนจนเกินขีดความสามารถในการชำระ


วิกฤตหนี้ครูจึงไม่ใช่ปัญหาทางการเงินส่วนบุคคล หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะท้อนความไม่สมดุลระหว่างรายได้ สวัสดิการ และภาระความคาดหวังที่ครูต้องแบกรับ เมื่อครูจำนวนมากต้องใช้พลังและเวลาไปกับการจัดการหนี้สิน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลต่อสมาธิ ขวัญกำลังใจ และคุณภาพการทำหน้าที่ทางการศึกษา การแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องมองไกลกว่าการแก้เฉพาะหน้า และต้องอาศัยการปรับระบบสนับสนุน สวัสดิการ และกลไกทางนโยบาย เพื่อคืนคุณภาพชีวิตให้ครู และเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการศึกษาไทยในระยะยาว

...



ดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” ปี 2568


ผลสำรวจโดยสวนดุสิตโพลล์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้จัดทำดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” เป็นประจำทุกปี (ปีที่ 21) สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ พบว่า ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2568 คะแนนเต็ม 10 คะแนน ได้ 8.00 คะแนน (เพิ่มขึ้นจากปี 67 ได้ 7.94 คะแนน)โดยตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ บุคลิกภาพดี แต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ เฉลี่ย 8.27 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน เฉลี่ย 7.44 คะแนน (ได้คะแนนต่ำสุด 6 ปีติดต่อกัน)


จุดเด่นของครูไทย

- 56.30% ใช้เทคโนโลยีและ AI ในการจัดการเรียนการสอน

- 52.01% มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

- 50.72% เข้าใจผู้เรียนและการเปลี่ยนแปลงของสังคม

จุดด้อยของครูไทย

- 49.28% มีภาระงานมาก ไม่มีเวลาเพียงพอ

- 44.99% ขาดงบประมาณสนับสนุน

- 40.97% ประสบปัญหาหนี้สิน


แม้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อครูไทยในปี 68 จะอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครูไทยมีจุดแข็งด้านบุคลิกภาพ มนุษยสัมพันธ์ และการปรับตัวด้านเทคโนโลยีและ AI อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะภาระงานที่มาก ข้อจำกัดด้านงบประมาณ และปัญหาหนี้สิน ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาคุณภาพครูในระยะยาว จำเป็นต้องควบคู่กับการแก้ไขระบบสนับสนุนและสวัสดิการ เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่หลักด้านการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ



ศธ.ออกนโยบาย ‘ลดภาระครู-นักเรียน’ 


หลังจากเสียงสะท้อนจากแวดวงการศึกษาไทยยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหา “ภาระงาน” ที่ทับถมทั้งครูและนักเรียน ครูต้องรับผิดชอบงานนอกเหนือจากการสอนจำนวนมาก ขณะที่นักเรียนต้องเผชิญกับการบ้านและการแข่งขันทางการศึกษาที่เข้มข้น


ปี 2568–2569 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหานี้ตั้งแต่ต้นตอ ภายใต้แนวคิดหลัก “ลดภาระครูและนักเรียน” บทความนี้จะพาไปสำรวจนโยบายที่เป็นรูปธรรม พร้อมวิเคราะห์ความท้าทายในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงในทุกโรงเรียน ดังนี้


1. คืนครูสู่ห้องเรียน: ปลดล็อกภาระงานที่ไม่ใช่การสอน


- ยกเลิกครูเวรอย่างเป็นทางการ โดย ศธ. ได้จัดสรรงบประมาณจ้างนักการภารโรงหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาทดแทน เพื่อช่วยปลดล็อกภาระที่สร้างความเหนื่อยล้าและเสี่ยงต่อความปลอดภัยของครูมาอย่างยาวนาน


- ลดงานเอกสารและการประเมินที่ซ้ำซ้อน ปรับปรุงระบบการประเมินวิทยฐานะ (Performance Agreement: PA) ให้มีความซับซ้อนน้อยลง ลดการทำเอกสารรายงานที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูนำเวลาไปพัฒนาการสอนแทนการทำเอกสารเพื่อการประเมิน


- 1 ครูต่อนักเรียน 1 ห้อง แก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล 



2. เรียนรู้ไร้ขีดจำกัด: ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง


- “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)” ศธ. กำลังเร่งพัฒนาระบบ แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ (National Learning Platform) ที่รวบรวมเนื้อหาการเรียนรู้คุณภาพสูงจากแหล่งต่างๆ ให้นักเรียนสามารถเข้ามาทบทวนบทเรียนย้อนหลังหรือเรียนรู้ล่วงหน้าได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับนโยบาย “1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต” ที่จะทยอยจัดสรรอุปกรณ์ดิจิทัลให้นักเรียน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งความรู้


- ปรับการบ้าน ลดการแข่งขัน เน้นการมอบหมายงานที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการลงมือทำ มากกว่าการบ้านเชิงท่องจำจำนวนมาก เพื่อลดความเครียดของนักเรียนและลดภาระผู้ปกครองที่ต้องพาลูกไปเรียนพิเศษเพื่อแข่งขันทำเกรด


ภาระที่ครูไทยต้องเผชิญในปัจจุบัน


ภาระที่ครูไทยต้องเผชิญในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะบุคคล หากแต่สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย ทั้งภาระงานนอกเหนือการสอน ปัญหางบประมาณ และวิกฤตหนี้สินที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต แม้ครูจะยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวและทุ่มเทต่อวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง แต่หากระบบยังปล่อยให้ครูต้องแบกรับภาระเกินขีดความสามารถ ย่อมยากที่จะคาดหวังผลลัพธ์ทางการศึกษาที่มีคุณภาพในระยะยาว


นโยบาย “ลดภาระครูและนักเรียน” จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การขับเคลื่อนนโยบายจากระดับแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง หากสามารถลดภาระที่ไม่จำเป็น คืนเวลาให้ครู และสร้างระบบสนับสนุนที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง ครูจะไม่เพียงกลับคืนสู่ห้องเรียนอย่างเต็มศักยภาพเท่านั้น แต่ยังจะเป็นพลังหลักในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับผู้เรียนและสังคมโดยรวมในระยะยาว