กสศ.เปิด 5 ข้อค้นพบ สะท้อนวิกฤต “การศึกษาไทย” ต้นทุนเด็กไทยไม่เท่ากัน เสี่ยงก้าวไม่ทันกระแสโลก ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง บรรดาพรรคการเมือง ต่างขนเอานโยบายมานำเสนอเพื่อเรียกคะแนนเสียง ซึ่ง “นโยบายการศึกษา” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ประชาชนโดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งมีสิทธิเลือกตั้งใช้ในการประกอบการตัดสินใจ ว่าจะจรดปากกาเลือกพรรคใดเป็นรัฐบาล
ที่ผ่านมา “กระทรวงศึกษาธิการ” ถูกจัดเป็นหนึ่งใน “กระทรวงเกรดเอ” ด้วยงบประมาณที่สูงเป็นลำดับต้นๆ ปีละหลายแสนล้านบาท ควบคุมนโยบายที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศนั่นคือการพัฒนามนุษย์ แต่เมื่อหันมามอง “การศึกษาไทย” ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายปัญหาสำคัญกลับยังไม่ถูกแก้ไขหรือไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ทั้งหลักสูตรการเรียนที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่เท่าทันโลก เรียนจบไม่มีงานทำ ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา ซ้ำปัญหาเหล่านี้ยังดูจะเลวร้ายมากขึ้น เมื่อถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเศรษฐกิจ GDP ไทยเติบโตต่ำ 2-3% ต่อปี ปัญหาความยากจนหนี้ครัวเรือนท่วมหัว ไปจนถึงปัญหาโครงสร้างประชากร ที่อาจกล่าวได้ว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในภาวะ “สังคมเกิดน้อย แก่มาก และยากจน”
...
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete aged society) เมื่อปี 2566 หลังมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% จากทั้งหมด และกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super aged society) ที่มีประชากรสูงวัยมากกว่า 28% ในอัตราที่เร็วที่สุดในอาเซียน
จำนวนผู้สูงวัยที่มากขึ้น ย่อมหมายถึงภาระทางการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันเด็กเกิดใหม่ที่จะเติบโตมาเป็นวัยแรงงาน จ่ายภาษีแบกรับค่าใช้จ่ายภาครัฐกลับลดน้อยลงต่อเนื่องอย่างน่าเป็นห่วง โดยในปี 2568 มีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น 951,781 คน สูงเป็น 2 เท่า ของอัตราเด็กเกิดใหม่ ที่เหลือแค่ 416,574 คนเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น จำนวนครัวเรือนยากจน ก็เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จาก 6.86 แสนครัวเรือน ในปี 2566 สู่ 1.03 ล้านครัวเรือนในปี 2568 สถานการณ์นี้ทำให้ “เด็กไทยทุกคน” ที่เกิดมาในยุคนี้ มีความสำคัญเปรียบเสมือน “มนุษย์ทองคำ” ทรัพยากรที่ล้ำค่าและมีจำกัดอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย และ “การศึกษา” คือเครื่องมือสำคัญที่สุดในการขัดเกลาให้เด็กเหล่านี้พร้อมสำหรับอนาคต
แต่รายงานล่าสุดจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยถึง 5 ข้อค้นพบสำคัญ ที่สะท้อนความเป็นจริงและอุปสรรค ที่ฉุดรั้งการศึกษาไทยไม่ให้สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างเต็มที่
1. “ทุนมนุษย์ไทย” ที่ไม่เท่ากัน : “เด็กยากจน” แพ้ตั้งแต่ยังไม่สตาร์ท
แม้ว่า “การศึกษา” จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดสรรให้ แต่ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้มาตรฐานการเรียนรู้แต่ละโรงเรียนยังไม่เท่าเทียมกัน เมื่อบวกรวมกับ “ต้นทุน” ส่วนบุคคล ทั้งทุนทรัพย์ สภาพแวดล้อม เด็กที่ครอบครัวมีความพร้อมมากกว่าย่อมหมายถึงโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพมากกว่า เห็นได้จากผลการประเมินและข้อมูลหลายชุด ที่สะท้อนว่า “ต้นทุนมนุษย์” ที่ไม่เท่ากัน ผลักให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กไทยถ่างกว้างมากขึ้นต่อเนื่อง
ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (O-NET) ในระดับชั้น ป.6 ในปีการศึกษา 2567 พบว่า เด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีจำนวนมาก คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั้งหมดทั่วประเทศ มักประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากร นักเรียนส่วนใหญ่มีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาส มีคะแนนสอบต่ำกว่าโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ในทุกรายวิชา โดยเฉพาะ “ภาษาอังกฤษ”
ขณะที่ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ในปี พ.ศ. 2565 ที่วัดจากการสอบของนักเรียนอายุ 15 ปี พบว่า เด็กชนบท มีสมรรถนะในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ตามหลังเด็กในเขตเมืองถึง 3 ปีการศึกษา
และความจริงที่น่าเศร้าที่สุดคือ เด็กยากจน เข้าถึงการศึกษาระดับสูง ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญในการผลักตนเองออกจาก “วัฏจักรความยากจนซ้ำซาก” น้อยอย่างน่าใจหาย
จากการติดตามข้อมูลการเรียนต่อของนักเรียนจากครัวเรือนยากจนที่สุด 15% ของประเทศ ที่จบการศึกษาชั้น ม.3 ในปี 2565 จำนวน 167,989 คน พบว่า นักเรียนกลุ่มนี้ ได้เรียนต่อ ม.ปลายเพียง 81.5% และเมื่อต้องเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา ตัวเลขกลับลดลงเหลือเพียง 12.5% หรือ 21,079 คนเท่านั้น ขณะที่อัตรานักเรียนที่สอบเรียนต่อผ่านระบบ TCAS ของนักเรียนทั้งประเทศที่อยู่ที่ 32% เท่ากับว่าเด็กยากจนมีโอกาสเรียนต่อมหาวิทยาลัยน้อยกว่าเด็กทั่วไปถึง 2.5 เท่า
...
2.ทุนมนุษย์ไทย ก้าวไม่ทันโลก ตามหลังเพื่อนบ้านอาเซียน
ไม่เพียงแค่ในระดับประเทศเท่านั้น แต่เมื่อก้าวพ้นเขตแดนไทยไปสู่เวทีโลก ผลการประเมินหลายด้านกลับสะท้อนว่า “เด็กไทย” อาจยังขาด “ทักษะแห่งอนาคต” เสี่ยงตกขบวน วิ่งตามกระแสไม่ทันในยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกคนเป็นพลเมืองโลก ขับเคลื่อนอนาคตด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมที่ก้าวหน้า โดยเฉพาะ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI
หากเราดูผลการประเมิน PISA ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ในช่วง 10 ปีให้หลังประเทศไทยมีคะแนนลดลงต่อเนื่อง ทักษะพื้นฐานอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD และตามหลังหลายประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนทั้ง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม
...
ยิ่งเมื่อเจาะลึกลงไปทักษะเฉพาะด้าน อย่าง สมรรถนะการอยู่ในสังคมโลก (Global Competence) หรือความสามารถในการเข้าใจและเชื่อมโยงปัญหาโลก การทำงานร่วมกับผู้คนต่างวัฒนธรรม ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญอย่างมากในโลกการติดต่อสื่อสารไร้พรมแดน พบว่าจาก 27 ประเทศที่เข้ารับการประเมิน ประเทศไทยรั้งท้ายที่อันดับ 21 แสดงถึงความไม่พร้อมในการปรับตัวและรับมือกับกระแสโลก
อีกทักษะที่สำคัญอย่าง ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ซึ่งเป็นรากฐานในการคิดค้นสิ่งใหม่ นำไปสู่การขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจ พบว่าประเทศไทยก็รั้งท้ายเช่นกัน โดยอยู่อันดับ 51 จากทั้งหมด 61 ประเทศ ตามหลังเพื่อนบ้านอาเซียน ทั้ง สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน
3.ระบบการศึกษาที่ยังไม่ยืดหยุ่น ส่งผลให้เด็กไทยเกิดทักษะการคิดถดถอย
ปกติแล้วการสั่งสมความรู้และประสบการณ์ ควรทำให้คนคนหนึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น แต่ผลการวิจัยจาก กสศ.ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้า กลับพบว่า นักเรียนไทย ยิ่งเรียนกลับยิ่งฉลาดน้อยลง
...
จากการติดตามกลุ่มตัวอย่างเด็กกลุ่มหนึ่ง ในพื้นที่ชนบท ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ต่อเนื่องไปจนถึงชั้น ม.1 พบว่า เด็กกลุ่มนี้มีระดับเชาวน์ปัญญาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กในสหรัฐอเมริกาในอายุนั้น ๆ ที่ 100 และมีแนวโน้มที่จะมีระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) โดยเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าวมากยิ่งขึ้น แม้จะมีเป็นเด็กในระดับชั้นสูงขึ้น จากคะแนนเฉลี่ย 92 ในชั้น ป.1 เหลือเฉลี่ยเพียง 82 ในชั้น ม.1
ทั่วไปแล้วค่า IQ ควรคงที่หรือใกล้เคียงค่าเดิมในแต่ละปี ตัวเลขนี้จึงถือเรื่องไม่ปกติอย่างมาก และสะท้อนว่าการเข้าเรียนไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการเรียนรู้เสมอไป และจะยิ่งเป็นปัญหาหนักข้อขึ้น หาก “ระบบการศึกษาไม่ยืดหยุ่น” ไม่ปรับตัวตามความสนใจเด็ก ทำให้เบื่อหน่าย หมดไฟเรียนรู้ เมื่อผลสอบออกมาไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจนำไปสู่การหลุดจากระบบการศึกษาในที่สุด
4.ระบบการศึกษาที่ยังไม่ยืดหยุ่นต่อสถานการณ์วิกฤต ซ้ำเติมความไม่พร้อมของระบบการศึกษา
ในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเจอหลากหลายวิกฤตการณ์ ทั้งภัยธรรมชาติ ไปจนถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่ส่งผลให้การศึกษาของเด็กไทยในหลายพื้นที่ต้องหยุดชะงัก เช่น น้ำท่วมภาคใต้เมื่อเดือน พ.ย.2568 ต้องมีการปิดโรงเรียนถึง 822 แห่ง กระทบนักเรียนเกือบแสนคน เมื่อน้ำลดก็ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอาคารและอุปกรณ์การเรียน หรือเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะ กระทบการศึกษาเด็กใน 7 จังหวัดชายแดนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ล่าสุดในความขัดแย้งที่ปะทุอีกครั้งในเดือน ธ.ค.2568 มีการปิดโรงเรียนกว่า 1,168 แห่ง ต้องปรับเปลี่ยนไปสอนออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่เด็กที่ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มเด็กยากจนหรือด้อยโอกาสอยู่แล้ว ยิ่งในภาวะความขัดแย้งที่ทางผู้ปกครองไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ตามปกติหรือจำเป็นต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิง ทำให้ไม่มีความพร้อมทั้งการจัดหาอุปกรณ์และสัญญาณอินเทอร์เน็ต สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการเรียนรู้ ท้ายที่สุดอาจนำมาสู่ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) เหมือนที่เคยเกิดในยุคโควิด-19 และเด็กยากจนเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวช้ากว่ากลุ่มอื่นๆ ซ้ำเติมให้เด็กกลุ่มนี้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากยิ่งขึ้นไปอีก
5.การศึกษาไทย “ฟรี” ไม่จริง
แม้ประเทศไทยจะมีโครงการ “เรียนฟรี 15 ปี” ภาครัฐมีเงินอุดหนุนรายหัวและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องต่างๆ รวมถึงเงินอุดหนุนจาก กสศ. แต่เงินก้อนนี้ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ โดยพบว่าครัวเรือนยากจนยังต้องควักจ่ายเพิ่มเฉลี่ยปีละ 9,420 บาท
นอกจากนี้ “เงินอุดหนุนรายหัว” ที่จ่ายในอัตราเดียวกัน ฟังผิวเผินอาจดูเท่าเทียม แต่แท้จริงแล้วไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ไม่เป็นไปตามหลัก “ความเสมอภาคแนวดิ่ง” เพราะแต่ละโรงเรียนมีความขาดแคลนและต้นทุนที่ไม่เท่ากัน เช่น โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลบนสันเขา เกาะแก่ง ชายแดน มีค่าใช้จ่ายมากกว่าโรงเรียนปกติเฉลี่ย 300-450 บาทต่อนักเรียนหนึ่งคน
ดังนั้นโรงเรียนที่ขาดแคลนมากก็ควรได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนที่มากกว่าตามความจำเป็น เพื่อชดเชยให้ทุกโรงเรียนสามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเท่าเทียมกัน
แต่ในปีงบประมาณ 2564 พบว่า งบประมาณการศึกษาทุกๆ 100 บาท จะแบ่งเป็นงบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 22 บาท และเมื่อมาแบ่งแยกย่อยต่อ 18 บาทเป็นงบเพื่อความเสมอภาคแนวนอน หรือ จ่ายให้เด็กทุกคนเท่ากัน เช่น โครงการเรียนฟรี โครงการอาหารกลางวัน เหลืองบประมาณเพียง 4 บาทสำหรับความเสมอภาคแนวดิ่ง เพื่อลดช่องว่างเด็กด้อยโอกาส ซึ่งไม่เพียงพอต่อการลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย
จาก "หล่ม" สู่ทางรอด เราทำอะไรได้บ้าง?
จาก 5 ข้อค้นพบนี้ ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทย กำลังติดหล่มการพัฒนาทุนมนุษย์ มีความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษา ซึ่งทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนต้องร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลง
1. พัฒนาทุนมนุษย์ให้ “เท่ากัน” และ “เท่าทันอนาคต”
ลงทุนในการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงและสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต ผ่านการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ ที่ยืดหยุ่น เน้นคิดวิเคราะห์มากกว่าท่องจำ พร้อมระบบติดตามช่วยเหลือระหว่างทาง ครอบคลุมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
2. จัดสรรทรัพยากรเป็นธรรม ให้ “เรียนฟรี” เกิดขึ้นจริง
ด้วยการอุดหนุนต้นทุนแฝงฝั่งผู้เรียน สอดคล้องกับความจำเป็นของแต่ละกลุ่ม ปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณแก่โรงเรียนตามต้นทุนจริง โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลที่ต้นทุนต่อหัวสูงต้องได้รับงบเพิ่ม โดยคาดว่ารัฐใช้งบอุดหนุนเพิ่มเติมราว 55 ล้านบาท
3. สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและรองรับวิกฤตได้ (Resilient Education)
ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา ให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีแผนสำรองที่ปฏิบัติได้ทันที เพื่อให้การเรียนรู้ดำเนินต่อไปไม่หยุดชะงักแม้ต้องปิดเรียน
ถึงเวลาที่ทุกคนและว่าที่รัฐบาลต้องร่วมมือกันกำหนดอนาคตประเทศไทย ในการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียม และยั่งยืน เพื่อเป็นรากฐานให้เด็กและเยาวชนอันเป็น "มนุษย์ทองคำ" ที่มีค่าที่สุดของชาติ สามารถเติบโตทันกระแสโลก และนำพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าสู่เป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้สำเร็จ