ประท้วงอิหร่าน จุดหักเหมหาอำนาจจ้องแทรกแซง ส่องขุมอำนาจเครือข่ายชนชั้นนำยังจับมือแน่น นักวิชาการ ประเมินพลังกลุ่มผู้ชุมนุมคนรุ่นใหม่ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ชี้ชุมนุมยืดเยื้อส่งผลกระทบราคาน้ำมันโลกสะเทือนไทย

ตอนนี้ ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงใน “อิหร่าน” พุ่งกว่า 500 คน ขณะที่ “ทรัมป์”ผู้นำสหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ความไม่สงบที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอิหร่าน รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหาร

ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จุฬาฯ ได้วิเคราะห์สถานการณ์การประท้วงที่อิหร่านว่า เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่มีมาอย่างยืดเยื้อ แต่ในช่วงที่ผ่านมามีเรื่องของเงินเฟ้อที่หนักหนาสาหัสมาก ด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาอาหารพื้นฐานที่กระโดดขึ้นจนประชาชนไม่สามารถทนได้ จึงกลายเป็นเรื่องที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนอิหร่านลุกขึ้นมาประท้วง

 

ส่วนตัวมองว่าเป็นเหตุการณ์คล้ายกับเหตุการณ์ปรากฏการณ์ Arab Spring เมื่อปี 2011 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และค่าครองชีพ รวมถึงเรื่องอาหารการกินที่มีราคาสูงขึ้นในโลกอาหรับ และลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง

 

สำหรับการชุมนุมประท้วงอิหร่านครั้งนี้ ถือว่าแตกต่างจากครั้งก่อน ครั้งก่อนๆ อาจจะเป็นเรื่องของการเมือง เรื่องของอุดมการณ์ อย่างเช่นปี 2009 เป็นเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองหลังจากการเลือกตั้ง มีปัญหาเรื่องของการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้สังคมทางการเมืองอิหร่านถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายที่ชัดเจนว่ามีความขัดแย้งกัน อย่างเรื่องล่าสุดเป็นเรื่องของอุดมการณ์และการคลุมฮิญาบ ความไม่พอใจดังกล่าวกลายเป็นความลุกลามจนเกิดการชุมนุมประท้วง

 

...

แต่การชุมนุมประท้วงเรื่องเศรษฐกิจ คิดว่าเป็นครั้งแรกๆ และที่ผ่านมาตนคิดว่าปัญหาของอิหร่านคือการถูกลงโทษจากสหรัฐอเมริกาและสหประชาคมโลก เหตุนี้จึงทำให้สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลของอิหร่านพยายามที่จะแก้ไขปัญหา ล่าสุดมีโอกาสได้ไปอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว ก็ได้เห็นเรื่องของการสนับสนุนเรื่องพลังงาน เช่นน้ำมันที่มีราคาถูกมาก ก๊าซที่ใช้แต่ละบ้านก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่สินค้าอื่นๆคงไม่สามารถที่จะไปแก้ปัญหาได้ เช่นสินค้าอุปโภค บริโภค

 

อิหร่านเป็นประเทศที่มีพลังงาน เพราะฉะนั้นทางรัฐบาลเขาจะสนับสนุนเรื่องพวกนี้เป็นหลัก และหวังว่าการช่วยเหลือสนับสนุนอย่างนี้ก็จะทำให้เรื่องค่าอุปโภค บริโภค การใช้ชีวิตประจำวัน ราคาคงไม่สูงมากนัก แต่ตอนหลังตนคิดว่าอิหร่านคงเอาไม่อยู่ เนื่องจากเกิดปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ผู้คนไม่พอใจ สิ่งนี้ต้องยอมรับ

 


คนรุ่นใหม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอิหร่าน

 

ดร.ศราวุฒิ มองอีกหนึ่งปัญหาของอิหร่าน คือคนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนเยอะมาก ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรเป็นคนรุ่นใหม่ คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีประสบการณ์เรื่องการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 และมองเห็นว่ารัฐบาลมีการจัดการที่ผิดพลาด และยังเอาเงินทองไปใช้กับกิจการภายนอกที่เป็นลักษณะของการป้องกันตนเอง และสนับสนุนเครือข่ายต่างประเทศ

 

เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้จะไม่พอใจกับการจัดการบริหารของรัฐบาล เราจึงเห็นบางส่วนออกมาสนับสนุนให้เปลี่ยนระบบการปกครอง บางส่วนต้องการนำระบอบชาห์กลับมา

 

อย่างไรก็ตาม ระบอบชาห์ไม่ได้มีฐานที่แข็งแกร่ง เพียงแต่ว่าตะวันตกพยายามที่จะชูเรื่องนี้ คือไม่เห็นความหวังว่าระบอบที่เป็นอยู่มันจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยอะไร เพราะฉะนั้นทางตะวันตก จึงคิดที่จะมีการชูประเด็นนี้ว่ามีความเคลื่อนไหวและมีคนที่คิดจะนำระบอบชาห์กลับมา แต่เป็นส่วนน้อยมาก และคิดว่าไม่ได้มีพลังขนาดนั้น ต่างจากคนคนรุ่นเก่าที่เกิดทันในช่วงการปฏิวัติปี 1979 คนกลุ่มนี้ก็จะอยู่นิ่งเฉย และไม่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงในครั้งนี้มากนัก

 

หากพิจารณาจากประสบการณ์ของคนรุ่นใหม่ที่ออกมาชุมนุมประท้วงในครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองอิหร่านในบริบทของการประท้วง อยู่ที่ประเด็นเรื่อง “เอกภาพของรัฐบาลและระบอบการปกครอง” แม้จะเห็นการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในจำนวนมาก และเกิดการชุมนุมในหลายพื้นที่ แต่จุดอ่อนสำคัญคือ ขบวนการเหล่านี้ขาดผู้นำที่ชัดเจน และขาดทิศทางร่วมกันในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ แม้จะมีการออกมาประท้วงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า “อนาคตของอิหร่านควรเป็นอย่างไร” หรือจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบใด การขาดวิสัยทัศน์ร่วมและโครงสร้างการนำ ทำให้การประท้วงในลักษณะนี้ แม้จะสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลในการบริหารจัดการสถานการณ์ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างเป็นรูปธรรม

 

อิหร่านเอกภาพรัฐบาลยังแน่นเหนียว

 

ส่วนของเอกภาพภายในรัฐบาล ดร.ศราวุฒิ เผยว่า ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันยังไม่ปรากฏสัญญาณของความแตกแยกอย่างชัดเจนภายในระบอบการปกครอง แม้โครงสร้างด้านความมั่นคงจะประกอบด้วยหลายกลุ่ม เช่น กองทัพปกติ และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงสามารถรักษาเอกภาพและความจงรักภักดีต่อระบอบไว้ได้

...

 

หากย้อนกลับไปพิจารณาประสบการณ์ของปรากฏการณ์ Arab Spring จะพบว่า ก่อนการลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองหรือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง มักมีสัญญาณสำคัญคือการที่กองทัพหรือหน่วยงานด้านความมั่นคงบางส่วนแปรพักตร์ออกมายืนเคียงข้างประชาชน ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่ในกรณีของอิหร่าน ณ เวลานี้ ยังไม่ปรากฏสัญญาณดังกล่าว ยังไม่มีบุคคลหรือองค์กรด้านความมั่นคงใดออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะสนับสนุนผู้ชุมนุมหรือประชาชน หมายความว่า ระบอบการปกครองยังคงยึดโยงกันอย่างเหนียวแน่นและมีเอกภาพอยู่ ด้วยเหตุนี้ โอกาสที่การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ในอิหร่านจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในลักษณะเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วง Arab Spring จึงยังคงเป็นไปได้ยากภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองในปัจจุบัน

 

ในประเด็นที่สหรัฐอเมริกาพยายามเข้ามามีบทบาทหรือแทรกแซงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอิหร่าน ส่วนตัวมองว่า สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นสองประเทศที่มีความพยายามร่วมกันมาอย่างยาวนานในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน

 

ย้อนกลับไปในช่วงยุคของระบอบชาห์ อิสราเอลมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับอิหร่านเป็นอย่างมาก และถือว่าเป็นช่วงเวลาที่อิสราเอลได้รับประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีประเทศขนาดใหญ่ในตะวันออกกลางคอยเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง ในยุคนั้น ทั้งอิหร่านและตุรกีต่างเป็นพันธมิตรสำคัญของอิสราเอล อย่างไรก็ตาม หลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านได้เปลี่ยนทิศทางนโยบายอย่างสิ้นเชิง จากประเทศที่เคยสนับสนุนอิสราเอล กลายมาเป็นฝ่ายต่อต้านอย่างชัดเจน

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้อิสราเอลมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามสำคัญที่สุดต่อความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง นับตั้งแต่นั้นมา อิสราเอลจึงพยายามผลักดันแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านขนาดประเทศและศักยภาพ เมื่อเทียบกับอิหร่านซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีระบอบการปกครองที่เข้มแข็ง และยังคงมีฐานการยึดโยงกับประชาชน อิสราเอลจึงไม่สามารถดำเนินการกับอิหร่านได้โดยลำพัง

...

 

ด้วยเหตุนี้ อิสราเอลจึงจำเป็นต้องอาศัยบทบาทของสหรัฐอเมริกา โดยพยายามโน้มน้าวให้สหรัฐอเมริกาเข้ามามีส่วนร่วมในการโค่นล้มระบอบการปกครองในอิหร่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสราเอลดำเนินการอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด

 

ขณะเดียวกัน ดร.ศราวุฒิ เผยว่า สหรัฐอเมริกาเองก็มองว่าอิหร่านเป็นประเทศที่ขัดต่อผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของตนในภูมิภาคตะวันออกกลาง แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านของสหรัฐอเมริกา มีมาตั้งแต่หลังสงครามอิรักในปี 2003 ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่า หลังจากการโค่นล้มระบอบในอิรักแล้ว เป้าหมายถัดไปของสหรัฐฯ คือซีเรีย และในระยะยาว อิหร่านถูกมองว่าเป็นเป้าหมายสุดท้าย

 

สถานการณ์ในอิรักกลับไม่เป็นไปตามแผน เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงและความไม่สงบต่อเนื่อง ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากและติดอยู่กับสถานการณ์ดังกล่าว จนไม่สามารถขยายปฏิบัติการไปยังซีเรียหรือประเทศอื่นในภูมิภาคได้ตามที่วางแผนไว้

 


ประเทศที่สามจ้องแทรกแซง

...

 

ในบริบทของปัจจุบัน ดร.ศราวุฒิ เผยว่า สถานการณ์ยังคงน่ากังวล เนื่องจากทั้งสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลประเมินว่าอิหร่านอยู่ในภาวะอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด จากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ และความอ่อนแรงของเครือข่ายอิทธิพลในภูมิภาค จนถูกมองว่ามีขีดความสามารถในการป้องกันตนเองลดลง อิสราเอลจึงต้องการใช้จังหวะนี้ผลักดันให้สหรัฐฯ ดำเนินการทางทหารกับอิหร่านอีกครั้ง เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

 

การที่สหรัฐอเมริกาจะตัดสินใจเดินตามแนวทางดังกล่าวหรือไม่ ยังเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เนื่องจากต้องพิจารณาปัจจัยอย่างรอบด้าน แม้อิหร่านจะอ่อนแอลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา แต่บทเรียนจากความขัดแย้งในอดีตสะท้อนให้เห็นว่า อิหร่านยังคงมีศักยภาพในการโต้กลับอย่างมีนัยสำคัญ

 

รวมถึงอิหร่านยังมี “ไพ่ใบสุดท้าย” คือช่องแคบฮอร์มูซ หากอิหร่านเลือกปิดช่องแคบดังกล่าว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลำเลียงน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังตลาดโลก ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สำหรับประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่า สถานการณ์ในอิหร่านจะดำเนินไปในลักษณะเดียวกับกรณีของเวเนซุเอลาหรือไม่นั้น ดร.ศราวุฒิ เผยว่า บริบทของทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีเวเนซุเอลา สหรัฐอเมริกาประเมินแล้วว่าสามารถใช้แนวทางดังกล่าวเข้าไปดำเนินการได้ โดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายภายในประเทศเวเนซุเอลาเอง

 

ในเวลาต่อมา สถานการณ์ภายในเวเนซุเอลาก็เปลี่ยนแปลงไป โดยประชาชนจำนวนหนึ่งเริ่มออกมาต่อต้าน และใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับสหรัฐอเมริกาที่อยู่ภายในประเทศ

 

ในทางตรงกันข้าม อิหร่านยังคงมีประชาชนจำนวนมากที่ให้การสนับสนุนระบอบการปกครองซึ่งยึดโยงกับศาสนา ขณะเดียวกัน เอกภาพของกองทัพ หน่วยงานด้านความมั่นคง และสถาบันนักการศาสนาในอิหร่านก็ยังคงมีความเหนียวแน่นสูง ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ การเข้าไปดำเนินการในรูปแบบเดียวกับกรณีเวเนซุเอลาจึงแทบเป็นไปไม่ได้

 

แม้ในกรณีสมมติว่ามีความพยายามกระทำเช่นนั้นจริง ผลที่ตามมาจะไม่จำกัดอยู่เพียงภายในประเทศอิหร่านเท่านั้น แต่จะนำไปสู่ความเดือดดาลในระดับภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นการเข้าไปจับกุมหรือโค่นล้มผู้นำของประเทศที่ถูกมองว่าเป็นผู้นำทางศาสนา ซึ่งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีผู้ศรัทธาและยึดโยงกับโครงสร้างดังกล่าวเป็นจำนวนหลายร้อยล้านคน ด้วยเหตุนี้ จึงเชื่อว่ากรณีในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา จะไม่สามารถเกิดขึ้นกับอิหร่านได้อย่างแน่นอน

 

หากความรุนแรงในอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไรนั้น ดร.ศราวุฒิ มองว่า ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศในอ่าวเปอร์เซีย หากสถานการณ์ในอิหร่านลุกลามและขยายวงไปสู่ประเทศในกลุ่มดังกล่าว ไทยจะเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในด้านการลงทุนและการค้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและใช้ความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น หากความขัดแย้งมีแนวโน้มบานปลาย