คาด 5 สูตรจับขั้วรัฐบาล โดดเดี่ยวฝ่ายค้าน เกมอำนาจหลังเลือกตั้ง 69 “นักวิชาการ” วิเคราะห์ สูตร 5 ดาว เป็นไปได้สูงสุด ส่วนสูตรแกนนำ “เพื่อไทย” “ประชาชน” ต้องลุ้นตัวแปรสำคัญ

เลือกตั้งทั่วไปปี 2569 มีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางกติกาเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนของสมการอำนาจหลังวันเลือกตั้ง คำถามสำคัญ จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า “พรรคใดจะได้คะแนนเสียงมากที่สุด” แต่รวมไปถึงว่า “ใครเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล” และการเมืองไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

จากบริบทดังกล่าว ทำให้สังคมและแวดวงการเมืองเริ่มจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเกิดกระแสการพูดถึงและคาดการณ์ “สูตรการจับขั้วรัฐบาล” ว่า ภายหลังการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ พรรคการเมืองใดจะจับมือกับพรรคใด และสมการอำนาจทางการเมืองจะถูกจัดวางในรูปแบบใด


ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามในประเด็นดังกล่าวกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์การจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่าอาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด 5รูปแบบ โดยอ้างอิงจากข้อมูลและกระแสทางการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ดังนี้

...


สูตรที่ 1 พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคขนาดเล็กอื่น ๆ ร่วมสนับสนุน ซึ่ง รศ.ดร.ยุทธพร มองว่าสูตรนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด คาดว่าจะรวบรวมเสียงได้ราว 350 ที่นั่ง ซึ่งอาจถูกขนานนามว่าเป็น “สูตรห้าดาว”


สูตรที่ 2 พรรคเพื่อไทย ขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาล มีพรรคกล้าธรรม รวมถึงพรรคขนาดกลาง และขนาดเล็กเป็นพรรคร่วม อย่างไรก็ตาม สูตรนี้ถูกมองว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากคาดว่าจะได้เสียงรวมเพียงประมาณ 190 ที่นั่ง ซึ่งต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง และไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาล


สูตรที่ 3 “สูตรพันธมิตร” พรรคประชาชน จับมือร่วมกับ พรรคเพื่อไทย สูตรนี้คาดว่ามีเสียงประมาณ 230ที่นั่ง ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่ง หากไม่ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากพรรคอื่น ทั้งนี้ พรรคประชาชาติได้หยิบยกแนวคิดการเข้าร่วมกับสองพรรคดังกล่าวขึ้นมาพูดถึง โดยหากรวมกันอาจมีโอกาสได้เสียงถึงกึ่งหนึ่ง แต่ รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองว่าสูตรนี้มีความเป็นไปได้ไม่มากนัก



สูตรที่ 4 “สูตรสหพรรคล้อมแดง” คือการรวมตัวของทุกพรรคการเมือง ยกเว้นพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะถูกทิ้งไว้เป็นฝ่ายค้าน แม้พรรคประชาชนอาจได้อันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง แต่ตำแหน่งแกนนำรัฐบาลมีแนวโน้มจะตกเป็นของพรรคภูมิใจไทย สูตรนี้อาจรวบรวมเสียงได้มากกว่า 300 ที่นั่ง ถือว่ามีความเป็นไปได้เช่นกัน แต่ยังน้อยกว่าสูตรที่ 1

...


สูตรที่ 5 “สูตรรุมกินโต๊ะแดง” เป็นการจับมือกันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย โดยปล่อยให้พรรคขนาดเล็กไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย แม้พรรคประชาชนจะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่ตำแหน่งแกนนำรัฐบาลยังคงมีแนวโน้มเป็นของพรรคภูมิใจไทย


ส่วนของการคาดการณ์จำนวนที่นั่ง หากเรียงลำดับจากพรรคอันดับหนึ่ง คาดว่าพรรคประชาชนจะได้คะแนนเสียงมากที่สุด ราว 150 ที่นั่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มตามมาเป็นอันดับสอง ด้วยจำนวนประมาณ 120 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทยอยู่อันดับสาม คาดว่าจะได้ราว 110 ที่นั่ง ส่วนพรรคกล้าธรรมอาจได้ที่นั่งเป็นอันดับสี่ อยู่ที่ประมาณ 50 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์คาดว่าจะตามมาเป็นอันดับห้า ด้วยจำนวนราว 30 ที่นั่ง ส่วนที่เหลือจะเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก อาทิ พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาชาติ และพรรคอื่น ๆ ซึ่งแต่ละพรรคมีแนวโน้มจะได้ที่นั่งใกล้เคียงกัน ราว 8–10 ที่นั่ง

...



รศ.ดร.ยุทธพร เผยว่า บรรดาทั้ง 5 สูตรนั้น สูตรที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ สูตรที่ 1 เป็นการร่วมมือกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคกล้าธรรมและพรรคอื่น ๆ สนับสนุน ขณะที่พรรคประชาชนจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะถึง พรรคใหญ่ทั้งสามพรรคอย่างพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย คาดว่ามีคะแนนเสียงที่ทิ้งห่างกันไม่มาก โดยอาจมีช่องว่างของแต่ละพรรคไม่เกิน 40 ที่นั่ง เนื่องจากโอกาสที่ทั้งสามพรรคจะมีคะแนนเสียงมากกว่า 250 ที่นั่งขึ้นไป หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “แลนด์สไลด์” แทบจะเป็นไปไม่ได้ ท้ายที่สุด คะแนนของทั้งสามพรรคก็จะวนใกล้เคียงกันที่ประมาณ 100 กว่าที่นั่ง

...


สำหรับ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง รศ.ดร.ยุทธพร วิเคราะห์ว่า คะแนนเสียงมีแนวโน้มจะไหลไปยังพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก เนื่องจากทั้งสองพรรคให้ความสำคัญกับการส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต โดยหากพิจารณาในแง่ของเครือข่ายตระกูลการเมือง จะพบว่าพรรคภูมิใจไทยมีตระกูลการเมืองสังกัดมากที่สุดถึง 86 ตระกูล ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีประมาณ 70 ตระกูล ส่งผลให้ทั้งสองพรรคมีโอกาสครองที่นั่ง สส.แบบแบ่งเขตเป็นจำนวนมาก แม้บางพรรคอาจสูญเสีย สส. ไปราว 30% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด แต่จำนวนที่นั่งโดยรวมไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเป็นเพียงการสลับตัวบุคคลหรือเครือข่ายทางการเมืองเท่านั้น


ขณะที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ยังคงมองว่า พรรคประชาชนได้เปรียบ เนื่องจากพรรคมีความเชี่ยวชาญในการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย และมีลักษณะเป็นพรรคการเมืองดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในโลกออนไลน์ การระดมประเด็น และการขับเคลื่อนการเรียกร้องต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนมีความโดดเด่นในระบบ สส.แบบบัญชีรายชื่อ


สำหรับประเด็นเรื่อง “นักการเมืองงูเห่า” ที่อาจเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย มองว่า น่าจะยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาพรวมคะแนนเสียงไม่น่าจะอยู่ในภาวะปริ่มน้ำ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบหรือสูตรการจัดตั้งรัฐบาลใดก็ตาม เมื่อคะแนนเสียงไม่ปริ่มน้ำ พรรคการเมืองที่ได้ที่นั่งเพียง 1–2 เสียงจะมีโอกาสเกิดปรากฏการณ์นักการเมืองงูเห่าได้ยาก


อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองขนาดใหญ่อาจมีโอกาสเกิดกรณีนักการเมืองงูเห่าได้มากกว่า แต่ก็ไม่น่าจะส่งผลหรือมีนัยสำคัญทางการเมือง เนื่องจากนักการเมืองงูเห่าจะมีบทบาทได้ก็ต่อเมื่อคะแนนเสียงอยู่ในภาวะปริ่มน้ำเท่านั้น หากคะแนนเสียงมีความได้เปรียบชัดเจน การเคลื่อนไหวดังกล่าวย่อมไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ


ส่วนประเด็นการจับขั้วพรรคการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองว่า วิศวกรรมการเลือกตั้งที่ถูกออกแบบไว้ยังคงทำให้การเมืองดำเนินไปในรูปแบบเดิม เนื่องจากกติกาทางการเมืองยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดย รศ.ดร.ยุทธพร อธิบายว่า วิศวกรรมการเลือกตั้งในลักษณะดังกล่าวได้สร้างกลไกทางการเมืองขึ้นสองระดับ ได้แก่ กลไกในสนามเลือกตั้ง และกลไกในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทั้งสองกลไกไม่ได้เชื่อมโยงกันโดยตรง กล่าวคือ ผลการเลือกตั้งในสนามเลือกตั้งไม่ได้สะท้อนหรือกำหนดผลของการจัดตั้งรัฐบาลเสมอไป


โดยหากย้อนดูการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งไม่เคยเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งปี 2562 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง แต่พรรคพลังประชารัฐกลับเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ขณะที่การเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงสูงสุด แต่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลในที่สุด นอกจากนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน พรรคภูมิใจไทยซึ่งมี สส. ประมาณ 60–70 คน ยังสามารถก้าวขึ้นมาเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้อีกด้วย ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วิศวกรรมการเลือกตั้งถูกออกแบบให้แยก “ผลการเลือกตั้ง” ออกจาก “การจัดตั้งรัฐบาล” อย่างชัดเจน และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเมืองไทยในปัจจุบัน


ส่วนสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดนอกเหนือจากผลการเลือกตั้ง คือเรื่องประชามติ เนื่องจาก “กับดักของการเลือกตั้งล่วงหน้า” อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ส่งผลให้มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนไม่มาก และอาจทำให้ผลการทำประชามติไม่ผ่านในที่สุด


รศ.ดร.ยุทธพร เผยว่า สิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรเร่งดำเนินการ คือการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า เนื่องจากในปัจจุบัน ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าจำเป็นต้องไปใช้สิทธิถึงสองครั้ง คือในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสร้างภาระและอาจเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากกฎหมายเปิดช่องให้สามารถดำเนินการทำประชามติผ่านช่องทางอื่นได้ เช่น ทางไปรษณีย์ ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือช่องทางที่มีความปลอดภัยรูปแบบอื่น ๆ แต่จนถึงขณะนี้ กกต. ยังไม่ได้ออกระเบียบรองรับในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับการยืนยันตัวตน และความเสี่ยงที่บัตรลงคะแนนอาจตกหล่นหรือล่าช้า อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่สามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ และควรมุ่งเน้นไปที่การอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง