โจมตีเนิน 469 คาดกัมพูชา ยิงวัดระยะ จับตาการปะทะครั้งใหม่ ประเมินภูมิประเทศวิถีกระสุน เนิน 745 จุดล่อแหลม ประจันหน้า

 

สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 69 เวลา 07.25 น. ทางเพจกองทัพภาคที่ 2 เผยว่า ฝ่ายกัมพูชา ละเมิดคำสั่งหยุดยิง ใช้อาวุธยิงเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ล่าสุดแหล่งข่าวความมั่นคงได้ประเมินจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายแดน พบหลายพื้นที่ยังมีความเสี่ยงสูงต่อการปะทะ โดยเฉพาะแนวเนินเขาที่อาจกลายเป็นสมรภูมิหากสถานการณ์บานปลาย

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องประเมินสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าการกระทำของฝ่ายกัมพูชาอาจไม่ใช่เหตุบังเอิญ หากแต่เป็นสัญญาณของความพยายามยกระดับสถานการณ์ในบางจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

 


ด้วยพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชาบริเวณดังกล่าวมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยเนินสูงหลายจุดที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ การควบคุมพื้นที่สูงเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความได้เปรียบในการสังเกตการณ์ การยิงสนับสนุน และการเสริมกำลังในสนามรบ

...

 

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยังแหล่งข่าวระดับสูง ที่อยู่ร่วมกับทหารแนวหน้าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะรอบต่อไป เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า เนิน 745 เป็นจุดที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่พักอาศัยของทหารแนวหน้าของไทย และตั้งอยู่ใกล้กับ เนิน 641 ของกัมพูชา ส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชาอาจใช้เนิน 641 เป็นฐานในการโจมตีเข้ามายังฝั่งไทย อย่างไรก็ตาม ลักษณะภูมิประเทศของเนิน 641 ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเนิน 745 ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยได้ดำเนินการก่อสร้างเส้นทางขึ้นสู่เนิน 745 ซึ่งขณะนี้ใกล้แล้วเสร็จ

 

ประเด็นที่ยังน่าเป็นห่วงคือ ศักยภาพของเนิน 745 ในการรองรับหรือสนับสนุนการป้องกันการโจมตีจากกัมพูชา จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อวิถีกระสุนถูกยิงออกจากแนวถนนเป็นหลัก ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายกัมพูชาอาจใช้วิธีการยิงเพื่อทดสอบหรือสำรวจแนวการป้องกันของไทย

 

ทั้งนี้ ตามลักษณะภูมิศาสตร์ เนิน 745 ถือเป็นพื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไปมาก มีลักษณะคล้ายโครงสร้างรวงผึ้ง และตั้งอยู่ห่างจากถนนสายหลักประมาณ 10 กิโลเมตร โดยในอดีตประเทศไทยไม่เคยมีถนนเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าว ปัจจุบันฝ่ายไทยอยู่ที่บริเวณ ภูโคกใหญ่ ซึ่งเป็นปลายยอดของแนวรวงผึ้ง และเนิน 745 อยู่ห่างจากภูโคกใหญ่ประมาณ 7 กิโลเมตร ส่งผลให้การเสริมกำลังของทหารไทยเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากต้องผ่านเส้นทางใกล้เนิน 641 ซึ่งมีความเสี่ยงสูง

            ส่วนเหตุการณ์ทหารไทยถูกยิงที่เนิน 469 ล่าสุด แหล่งข่าวมองว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาของฝ่ายกัมพูชาเพื่อยั่วยุและทดสอบปฏิกิริยาของฝั่งไทยมากกว่าการเปิดฉากโจมตีเต็มรูปแบบ

 


บทเรียนสมรภูมิปราสาทตาควาย

 

ส่วนสถานการณ์สมรภูมิ ปราสาทตาควาย ที่ผ่านมา แหล่งข่าววงในระบุว่า การบินโดรนในพื้นที่ดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ระดับความสูงในการบินค่อนข้างมาก หากไม่มีฐานปล่อยโดรนสำหรับทิ้งระเบิด เชื่อว่าปัจจุบันอาจยังไม่สามารถยึดพื้นที่ได้ และอาจเกิดความสูญเสียมากกว่านี้ การใช้โดรนในการสู้รบครั้งนี้ไม่ได้มีบทบาทเพียงการทิ้งระเบิดเท่านั้น แต่ยังสามารถตัดขวางและป้องกันการเสริมกำลังจากฝั่งกัมพูชาได้อีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับอาวุธชนิดอื่น เช่น BM-21 หรืออาวุธวิถีกระสุนโค้ง ซึ่งยังสามารถรับมือหรือหลบหลีกได้ แต่กระบวนการโจมตีของโดรนเป็นการล็อกเป้าและโจมตีในแนวดิ่งเกือบ 90 องศา ทำให้แทบไม่สามารถหาที่กำบังหรือป้องกันได้

 

ทั้งนี้ หากฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถส่งกำลังเสริม ทั้งด้านอาวุธและเสบียงยังชีพได้ จะทำให้กำลังพลในแนวหน้าสามารถปฏิบัติการได้เพียง 1–2 วัน ก่อนจำเป็นต้องถอนกำลังในที่สุด อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวยังประเมินว่า การปะทะมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อาจยังไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชายังไม่มีความพร้อม และยังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบไทยอยู่ค่อนข้างมาก

...

 

ปัจจุบันสถานการณ์ตามแนวชายแดนยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง พื้นที่ยุทธศาสตร์หลายจุดยังมีความอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวทางทหาร แม้ยังไม่ปรากฏสัญญาณของการปะทะในวงกว้าง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังดำรงอยู่ และความเสี่ยงที่อาจพัฒนาไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงมากขึ้นได้ หากมีปัจจัยกระตุ้นเพิ่มเติม ทั้งในด้านการเคลื่อนกำลัง การใช้อาวุธ หรือความเข้าใจผิดในพื้นที่ โดยทิศทางของสถานการณ์ในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและความพร้อมของแต่ละฝ่าย รวมถึงสภาพภูมิประเทศที่เป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนดังกล่าว