"สม รังสี” อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ประกาศฟ้องคดี ในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เอาผิดกองทัพไทยและผู้นำกัมพูชา ข้อหาอาชญากรรมสงคราม นักวิชาการ มอง 4 ปัจจัยอำนาจศาลฯ รับเรื่อง ชี้ไทยต้องมีหลักฐานชัดทำลายรังสแกมเมอร์ ใช้ประชาชนเป็นที่กำบัง
ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ในเพจส่วนตัว Phil Saengkrai ว่า จากกรณีนายสม รังสี ประกาศว่าจะ "ฟ้องคดี" ในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เอาผิดผู้นำกัมพูชาและกองทัพไทย
ผมอธิบายคร่าวๆ ดังนี้
ปัจจุบัน เรื่องอยู่ในขั้นตอนใด
ในศาล ICC ประชาชนหรือรัฐบาลของประเทศต่างๆ จะฟ้องคดีเองไม่ได้ มีเพียงอัยการของศาล ICC เท่านั้นที่จะเป็นผู้สอบสวนและกลั่นกรองว่าจะฟ้องคดีหรือไม่
ในชั้นนี้ นายสมรังสีประกาศว่า จะยื่นเรื่องและพยานหลักฐานให้แก่อัยการ ICC เพื่อร้องขอให้เริ่มกระบวนการสอบสวน โดยเป็นไปตามข้อ 15 ของธรรมนูญกรุงโรม ดังนั้น จึงยังไม่มีการฟ้องคดีแต่อย่างใด
...
เอาผิดใคร ข้อหาอะไร
จาก press release ที่เผยแพร่ออกมา นายสมรังสีพุ่งประเด็นไปที่การโจมตีอาคารที่เป็นแหล่งสแกมเมอร์ และต้องการให้อัยการดำเนินการสอบสวนเพื่อเอาผิดกับคนสองกลุ่ม คือ
(1) ทหารไทย ข้อหาอาชญากรรมสงคราม จากการพุ่งเป้าโจมตีพลเรือน พุ่งเป้าโจมตีทรัพย์สินพลเรือน และโจมตีเป้าหมายทางทหารที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พลเรือนอย่างไม่ได้สัดส่วน เนื่องจากแหล่งสแกมเมอร์นั้นมีคนอยู่เป็นจำนวนมาก
(2) "กลุ่มผู้นำของกัมพูชา" จากการค้ามนุษย์ การกักขังหน่วงเหนี่ยว การบังคับใช้แรงงาน การละเลยไม่อพยพประชาชนออกจากศูนย์สแกมเมอร์แม้จะมีการเตือนว่าจะมีการโจมตี และการใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ใน press release ไม่ได้ระบุว่าเป็นฐานความผิดประเภทใด แต่หากว่าตามข้อกฎหมาย จะเป็นได้ทั้งอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
ขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร
หากนายสมรังสี ยื่นเรื่องไปยังอัยการแล้ว สำนักงานอัยการจะกลั่นกรองก่อนว่าเข้าเงื่อนไขต่างๆ ตามแนวนโยบายของอัยการหรือไม่ เช่น การกระทำอยู่ในเขตอำนาจศาลหรือไม่ (ในกรณีนี้ อยู่ในเขตอำนาจศาลแน่นอน เพราะกัมพูชายอมรับอำนาจศาล ICC) มีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ การกระทำความผิดมีความร้ายแรงมากเพียงพอหรือไม่ เป็นต้น หากอัยการเห็นว่าเข้าเงื่อนไขเหล่านี้ จะร้องขอให้ศาลให้อำนาจในการดำเนินการสอบสวนต่อไป ซึ่งจะรวมถึงการเดินทางมาเก็บพยานหลักฐานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องด้วย
ในชั้นนี้ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ เท่าที่ผมลองตรวจสอบดูกับผู้ที่ทำงานจริงๆ ได้ความว่า ตามแนวปฏิบัติของอัยการคนปัจจุบัน จะเก็บเรื่องทุกอย่างเป็นความลับ ไม่มีการแจ้งผู้เกี่ยวข้อง ไม่มีการแจ้งรัฐที่เกี่ยวข้อง อัยการจะรอประกาศผลการกลั่นกรองออกมาครั้งเดียว ในการรายงานผลการปฏิบัติงานต่อที่ประชุมของรัฐภาคีซึ่งจัดขึ้นทุกปี ในช่วงปลายปี ซึ่งหมายความว่า หากนายสมรังสี ยื่นเรื่อง เรา "น่าจะ" ทราบผลการตัดสินใจของอัยการอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้
อัยการมีแนวโน้มจะตัดสินใจอย่างไร
ข้อนี้ตอบยาก เป็นดุลพินิจของอัยการโดยแท้ อัยการได้รับเรื่องลักษณะนี้ปีละหมื่นเรื่อง ก็อาจจะคาดการณ์ยากว่าอัยการจะไปใช้ทรัพยากรกับเรื่องไหน ที่ไหน เมื่อสิบปีก่อน มีกลุ่ม NGO ในกัมพูชายื่นเรื่องลักษณะนี้ไปยังอัยการเหมือนกัน แต่อัยการก็ตัดสินใจไม่ดำเนินการสอบสวน เรื่องก็เงียบไป
สำหรับอัยการคนปัจจุบัน ชื่อ คาริม คาน เป็นอดีตทนายชาวอังกฤษ มีประสบการณ์สูงในการว่าความให้ทั้งโจทก์และจำเลยในคดีอาญาระหว่างประเทศ ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ทราบว่า อัยการคนนี้มีส่วนช่วยเหลือเหยื่อชาวฟิลิปปินส์ในการนำเรื่องเข้าสู่ศาล ICC อยู่มากตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นทนายอยู่ นอกจากนี้ ศาล ICC และอัยการถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า มีอคติต่อชาวแอฟริกัน เพราะจำเลยส่วนใหญ่มีแต่ชาวแอฟริกัน ศาลและอัยการจึงมีแรงจูงใจที่จะไปคดีนอกทวีปแอฟริกาบ้าง เพื่อจะแก้ข้อครหานี้
ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดของทหารไทยนั้น ผมคิดว่า ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานล้วนๆ หากพิสูจน์ได้ว่าศูนย์สแกมเมอร์มีการใช้ในทางการทหาร เช่น ใช้เป็นคลังอาวุธจริง + มีการใช้ความพยายามหลีกเลี่ยงความเสียหายกับพลเรือนในพื้นที่นั้นอย่างเต็มที่แล้ว + เป้าหมายมีมูลค่าสูงมาก ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดกับประชาชน ก็มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะไม่เป็นความผิด แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานรวมทั้งข่าวกรองต่างๆ ที่มีการรวบรวมไว้ตั้งแต่ตอนวางยุทธศาสตร์การรบ
...
แต่ในส่วนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดของผู้นำกัมพูชาเกี่ยวกับสแกมเมอร์นั้น มีผู้เสียหายที่ถูกกักขังในศูนย์สแกมเมอร์มหาศาล ประกอบกับนานาประเทศต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง จึงมีความเป็นไปได้อยู่ว่า อัยการอาจจะอยากเดินหน้าในเรื่องนี้
อธิบายเพิ่มเติมว่า อีกทางหนึ่งที่จะทำให้อัยการเริ่มกระบวนการสอบสวน คือ การที่รัฐภาคีธรรมนูญกรุงโรมเป็นผู้ร้องขอ เช่น กรณียูเครน กรณีอิสราเอล ฯลฯ หากมีรัฐภาคีร้องขอ อัยการมีแนวโน้มเริ่มกระบวนการมากกว่าการที่ประชาชนร้องขอเข้ามา ดังนั้น หากมีรัฐภาคีธรรมนูญกรุงโรมยื่นเรื่องร้องขอให้อัยการ ICC ดำเนินการสอบสวนเกี่ยวกับสแกมเมอร์ ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าอัยการจะตัดสินใจดำเนินการสอบสวนอย่างจริงจัง