กรณี 40 สว. เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่รู้ หรือควรรู้อยู่แล้วว่าพิชิต ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเคยถูกศาลฎีกามีคำสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เป็นบุคคลที่กระทำการอันไม่ซื่อสัตย์สุจริต และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ล่าสุดวันที่ 23 พ.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (9) ไว้พิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐา สิ้นสุดลงหรือไม่ และให้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน แต่มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย ส่วนพิชิต ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงไม่มีเหตุต้องวินิจฉัยคดีอีกต่อไป

พิชิต ชื่นบาน ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี
พิชิต ชื่นบาน ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

...

ทาง 2 แพร่ง ชี้ชะตาเศรษฐา เพราะสะดุดขาตัวเอง

การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากรับคำร้อง พิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐา จะสุ่มเสี่ยงทำให้หลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือไม่? รศ.ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์ คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มองว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้ว จะนำไปสู่การพิจารณาวินิจฉัยข้อกฎหมายความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐา ทวีสิน จากการแต่งตั้งพิชิต เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งแน่นอนผลการพิจารณาจะออกมา 2 แนวทาง คือชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

กรณีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะส่งผลต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของเศรษฐา เพราะฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม แต่ขึ้นอยู่กับเศรษฐา จะแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างไร และส่วนตัวมองว่าหลักสุจริตเป็นหลักใหญ่ในการแก้ข้อกล่าวหา เพราะเศรษฐาก็รู้อยู่แล้ว มีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรีทุกคนโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำหนังสือขอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ก่อนจะถึงขั้นตอนโปรดเกล้าฯ ต้องทำให้ศาลเชื่อได้ว่าเศรษฐา ทำการโดยเจตนาสุจริต ไม่ได้เสนอพิชิต เป็นรัฐมนตรีโดยเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม

“ถ้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ ก็ต้องหลุดเก้าอี้ เป็นการสะดุดขาตัวเอง ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ จนผงเข้าตาตัวเอง และการแก้ข้อกล่าวหาของเศรษฐา ต้องหาเหตุผลทำให้ศาลเห็นได้ว่าไม่ได้ทำตามอำเภอใจ แต่ไปๆ มาๆ เศรษฐาจะหนักกว่าพิชิต เพราะประมวลจริยธรรม ปี 61 มีเรื่องของมาตรฐานทางจริยธรรม มีผลในช่วงปี 61 และปี 62 เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 60 ทำให้กรณีแต่งตั้งพิชิต เป็นสารตั้งต้นในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่ที่เศรษฐา ต้องแก้ข้อกล่าวหา ต้องชี้ให้ศาลเห็นให้ได้”

โดยเฉพาะ พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม ปี 2562 ตีความตามลายลักษณ์อักษร แตกต่างกับประมวลจริยธรรม ปี 2561 มีความเป็นนามธรรมสูง ตีความยาก และคำถามอยู่ที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะพิจารณาโดยใช้หลักอะไร ระหว่างการเป็นผู้ทำผิดจริยธรรม หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และการที่บอกว่านายกรัฐมนตรี ก็รู้อยู่แล้ว ก็ทำให้พูดไม่ออก เมื่อรู้ว่าผิดอยู่แล้ว ก็ยังยื่นเสนอให้พิชิต เป็นรัฐมนตรี

ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม บรรทัดฐานสอยนักการเมือง

ในส่วนความเห็นว่าเศรษฐาจะรอดหรือไม่รอด พูดยากมากเป็นเรื่องดุลพินิจของศาล แต่เมื่อดูความเห็นของสุพจน์ ไข่มุกด์ และจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ออกมาพูดก็รู้อยู่แล้วว่าผิด ก็ยังตั้งพิชิต เป็นรัฐมนตรี ถือว่าเข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงมาก ก็เป็นสาเหตุที่ศาลเชื่อได้ จนดูเหมือนว่าเศรษฐาจะไม่รอด และถ้าเป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็จะรุนแรงมากกว่านี้

การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยในเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องดีให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป จะเป็นผลสะท้อนไปถึงรัฐมนตรี ไปถึง สส. สว. และนักการเมืองบางคน ที่มีประเด็นเรื่องจริยธรรม อาจหลุดจากตำแหน่งไปตามๆ กันก็ได้ หรือแม้เศรษฐา ตัดสินใจลาออกไป แต่สังคมก็สงสัยเรื่องแนวทางจริยธรรมตามมาตรา 160 (4) รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมาตรา 160 (5) ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และเป็นความโปร่งใสในการแต่งตั้งครม.

...

นัยการเมือง เล่นเศรษฐา สะเทือนไปถึงทักษิณ อย่าเล่นเกิน

ประเด็น 40 สว. เข้าชื่อยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ยังมีนัยทางการเมืองให้เป็นประเด็นไฟลามทุ่ง จน 40 สว. ถูกมองไม่แตกต่างกับนักร้องทั้งหลาย เพราะใกล้หมดวาระก็ไม่น่าจะทำ ส่วนตัวคิดว่าจะไม่เป็นประเด็นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรี จะไม่ถึงขั้นนั้น แต่บังเอิญเป็นจังหวะทำร่วมกันอย่างนี้ เพื่อตีวัวกระทบคราดให้ทักษิณ ชินวัตร ลดบทบาทลง อย่าเล่นเกินไป ควรทำตัวเหมือนเคยอยู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ อยากให้เห็นหลักกระบวนการยุติธรรมบ้าง และลดบทบาทการเสนอตัวออกไปเจรจาในประเทศเพื่อนบ้าน

“เหมือนตอนนี้ฝั่งอนุรักษนิยม และทุนนิยม อยู่ด้วยกันได้ แต่อยู่อย่างไม่จริงใจต่อกัน ต้องระมัดระวังตัว หรือถ้าส้มหล่นจริงๆ ทางลุงป้อม พรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคภูมิใจไทย อาจได้เป็นนายกฯ ก็ได้ แต่ถ้าไม่มีอุบัติเหตุจริงๆ ตำแหน่งนายกฯ ยังไงก็ยังเป็นของพรรคเพื่อไทย ไม่ยอมให้พรรคอื่นอยู่แล้ว เพราะมีความเหนือในเกมการเมือง แต่กลับพลั้งพลาดในการเสนอคนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และไม่คิดว่าตั้งใจให้เกิดความพลาด หรือขุดบ่อล่อปลา เพราะเรื่องจริยธรรม คงคาดไม่ถึงว่า สว.จะยื่นคำร้อง ถือเป็นความพลาดของรัฐบาลเอง คนเสนอชื่อรัฐมนตรี ไม่ขอความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้พิจารณาคุณสมบัติตามมาตรา 160 ในรัฐธรรมนูญทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะ (4) และ (5) เท่านั้น”

...

แต่อย่างไรก็ตามการที่ศาลรับวินิจฉัยเรื่องจริยธรรม ก็จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผูกพันไปทุกองค์กรด้วย ก็จะกระทบนักการเมืองหลายคนที่มีปัญหาเรื่องจริยธรรม เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ต้องการคัดกรองคนดีเข้าสู่การเมือง และต่อไปก็จะมีคนยื่นให้ตรวจสอบนักการเมือง โดยกรณีของเศรษฐา อาจรอดแบบไม่เป็นเอกฉันท์ และปกติแล้วการวินิจฉัยของศาล จะไม่เกิน 2 เดือน หลังเศรษฐาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งฝ่ายผู้ถูกร้องสามารถขอขยายคำร้องได้ 3 ครั้ง คือครั้งละ 15 วัน ก็รวมแล้ว 45 วัน หากทุกอย่างครบถ้วนก็ปิดคดีได้ทันที.